หลับตา/ลืมตา?
มีผู้เคยถามว่า การทำสมาธินั้น หลับตา หรือ ลืมตาได้บ้าง?
ในอานาปนสติสูตร ก็ไม่ได้บอกให้ลืมตา หรือ หลับตา
ตอนก่อนตรัสรู้ระหว่างที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม่โพธิ์ ก็ไม่ได้เคยบอกว่า นั่งหลับตา หรือ ลืมตา
สอนสาวก ก็ไม่ได้ ฟันธงลงไปว่า ให้หลับตาหรือลึมตา
มีแต่บอกให้ทำสมาธิในอริยบททั้งสี่ คือ ยีน เดิน นั่ง นอนตื่น และก่อนนอนหลับ
จงมีสติอยู่ในกาย ตลอดเวลา ยืนเดินนั่งนอน ลีมตาหรือหลับตา พูด หรือ นิ่ง
เบอร์1 เบอร์2 เบอร์3
ณ ตำบลดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
นายกองค์การบริหานส่วนตำบลดอนหายโศกได้หมดวาระลง และจะมีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 6 กันยายนนี้
ตั้งแต่เดือนสิิงหาคมที่ผ่านมา ก็ได้มีผู้เข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็น นายก อบต. ดอนหายโศก ทั้งหมด 3 คณะ แต่ละคณะ ก็เร่งหาเสียงมาตั้งแต่ ต้นเดือนสิงหาคม
ในการหาเสียงของผู้สมัครฯ ทั้ง 3 คณะ ก็ได้มีการใช้เครื่องขยายเสียงตามหมู่บ้านต่าง ๆ บ้าง ทำให้เสียงดังกล่าวได้เข้ามาถึงว้ดป่าดอนหายโศกบ้าง
ข้อมูลที่ทางวัดได้รับเกี่ยวกับผู้สมัครทั้ง 3 หมายเลข มีดังนี้คือ
เบอร์ 1: ธรรมอันเอก คือ “อานาปานสติ”; อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มาแล้ว จะมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่ มีอมตะ เป็นปริโยสาน
เบอร์ 2: ทูตทั้งสอง คือ “สมถ” และ “วิปัสสนา”; ซึ่งเมื่อเจริญทำให้มาแล้ว จะมีการแทงตลอดซึ่งธาตุเป็นเอนก
เบอร์ 3: ปฏิปทาเป็นทีสบายต่อการบรรลุนิพพาน คือ “สิ่งใดไม่เที่ยง”, “สิ่งนั้นเป็นทุกข์”, “สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา” สิ่งนั้นจึง ควรเห็นว่า “นั้นไม่ใช่เรา” “นั้นไม่ใช่เป็นเรา” “นั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา”
เรื่องนี้ พระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้แล้วว่า
แม้อยู่ในหมู่บ้านอันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย, ด้วยพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย, ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็ตาม; ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้.ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่าตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นละ เสียได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว,
ต้องการมีความสุขในปัจจุบัน ให้ทำดังนี้
ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัส ในทิฏฐธรรมเทียว ; และการกำเนิดของเธอนั้น จักเป็นการปรารภเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะด้วย. ธรรม ๖ ประการ เหล่าไหนเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ธรรมหกประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ : -
- เป็น ธัมมาราโม ( มีธรรมเป็นที่มายินดี ) ;
- เป็น ภาวนาราโม ( มีการเจริญภาวนาเป็นที่มายินดี ) ;
- เป็น ปหานาราโม ( มีการละกิเลสเป็นที่มายินดี ) ;
- เป็น ปวิเวการาโม ( มีความสงัดจากโยคธรรมเป็นที่มายินดี ) ;
- เป็น อัพ์ยาปัชฌาราโม ( มีธรรมอันไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ) ;
- เป็น นิปปปัญจาราโม ( มีธรรมอันไม่ทำความเนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ).
ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เหล่านี้แล ย่อมเป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัส ในทิฏฐธรรมเทียว ; และการกำเนิดของเธอนั้น จักเป็นการปรารภเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะด้วย.
- ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๐/๓๔๙.
มีลูก หรือ ไม่มีลูกดี?
ในรายการศันสนีย์สนทนา ทางสถานีวิทยุ 106FM ระหว่างวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 0500-0530 ได้มีการพูดถึงภรรยาสามีคู่หนึ่งมีความคิดว่าไม่อยากมีบุตรเพราะเห็นว่าความเกิดเป็นทุกข์ จึงไม่ควรให้ใครเกิดมาเป็นทุกข์
พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสสอนว่าไม่ให้มีบุตรหรือให้มีบุตร คือไม่ฟันธงลงไปว่ามีดี หรือไม่มีดี โดยพุทธวัจนะ มีแต่ตรัสเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ ที่เมื่อเป็นลูก หรือ เป็นมารดาบิดา ต้องมีหน้าทีต่อกันอย่างไร
แล้วสำหรับผู้ที่ยังไม่มีบุตร จะพิจารณาอย่างไรโดยใช้หลักพุทธวัจนะ ว่าจะมีลูกหรือไม่?
ง่าย ๆ ดังนี้ว่า
ไม่ควรมีบุตรเพราะเหตุสักว่า
- หวังว่าลูกจะเลี้ยงเราตอบ
- ได้เล่นกับลูกสนุกสนานตอนที่ลูกยังเป็นเด็ก
- มีลูกไว้ใช้งาน
- หวังว่าจะมอบสมบัติให้ลูกไว้ดูแลรักษาต่อ
ที่ไม่ควรมีด้วยเหตุนั้นเพราะว่า
- ลูกอาจจะตายก่อนเรา
- ลูกอาจจะติดยาเสพติด
- ลูกอาจโตมาไม่เป็นที่รักที่พอใจของเรา
มีความเสี่ยงเพราะความไม่เที่ยงของสังสารวัฎ
ถ้าจะมีลูกควรมีลูกด้วยเหตุดังนี้คือ
- มีความสุขที่เกิดจากการเป็นผู้ให้
- มีความสุขที่เกิดจากการเป็นผู้อุปการะผู้อื่นก่อน
- มีความสุขที่ทำให้เกิดหิริโอตัปปะ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
- มีความสุขที่เกิดจากความรักความเมตตา
- เป็นนิมิต(เครื่องหมาย) ของการทำความดีเพิ่มขึ้น
เพราะเหตุใดเล่า?
- เพราะความสุขนั้นเป็นความสุขที่เกิดจากในภายใน
- เป็นความสุขที่พระพุทธเจ้าให้เสพ
- มีความเปลื่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นได้น้อยกว่า อันเนื่องมาจากป้จจัยภายนอก
อาตมาเคยเห็นผู้ชายบางคน หลังแต่งงานก่อนมีลูก ทำตัวผิดศีล กินเหล้าเมาเบียร์ แต่พอมีลูกเท่านั้น เปลี่ยนเป็นคนละคนเลย ขยันทำมาหากิน เลิกอบายมุขทุกอย่าง
ในขณะเดียวกัน ก็เคยเห็นผู้ชายที่เป็นอย่างตรงกันข้ามเป๊ะเลย คือพอมึลูกปุ๊ป ก็เริ่มสัมมะเรเทเมา ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เอาลูกเมีย
การทำความดีมันมาจากข้างใน ไม่ใช่ข้างนอก “คนดีทำความดีง่ายอยู่แล้ว” โดยมี “ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประทาน” หมายความว่า คนเราจะเริ่มทำความดีน่ะ ไม่ต้องรอให้มีลูกหรอก เริ่มทำได้เลย ถ้าต้องรอนั่นรอนี่ อันนี้เป็นข้ออ้างของกิเลส อย่าไปหลงเชื่อมัน
ส่วนผู้ที่มีบุตร/บุตรีอยู่แล้ว ควรทำอย่างไร?
ก็ให้ทำหน้าที่ของมารดาบิดาดังนี้คือ
- ห้ามเสียจากบาป
- ให้ตั้งอยู่ในความดี
- ให้ศีกษาศิลปะ
- ให้มีคู่ครองที่สมควร
- มอบมรดกให้ตามเวลา
ไม่ประมาท = สติ
บุคคลที่สอนลูกศิษย์มาตลอด 45 ปี รวมถึง การบำเพ็ญบารมีมาตลอด 4 อสงไขยกับแสนมหากัปป์ เมื่อจะพูดอะไรเป็นคำสุดท้าย ต้องรวบยอดกลั่นกรองบีบอัดรวมคำสอนทั้งหมดทั้งสิ้นเอาไว้ในคำสุดท้ายนี้ และคำสุดท้้ายของสมณโคดมคือ
ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเิถิด
ไม่ประมาท = มีสติ มีพุทธวัจนะ สนับสนุนสิ่งนี้คือ
ตอนที่พระพุทธเจ้่าตรัสรู้ธรรมแล้วไม่นาน หลังจากที่ตัดสินใจแล้วว่าจะสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายและพบว่า “สติปัฏฐาน” เป็นทางเดียวที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ได้ ทำให้ สหัมบดีพรหม ลงมาอนุโมทนากันพระพุทธเจ้า ดังนี้ว่า
ครั้งหนึ่ง ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ เมื่อเราแรกตรัสรู้ได้ใหม่ ๆ, ความปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นแก่เรา ขณะเข้าสู่ที่พักกำบังหลีกเร้นอยู่, ว่า “นี่เป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย, เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและปริเทวะ เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐานสี่
ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมรู้ปริวิตกในใจของเราจึงอันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรงเหยียดแขนออกแล้วงอเข้า เท่านั้น. ครั้งนั้นสหัมบดีพรหมทำผ้าห่มเฉวียงบ่า น้อมอัญชลีเข้ามาหาเรา แล้วกล่าวกะเราว่า “อย่างนั้นแล พระผู้มีพระภาค ! อย่างนั้นแล พระสุคต ! ฯลฯ นั่นเป็นทาง ๆ เดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย,เพื่อก้าวล่วงเสียได้ซึ่งความโศกและปริเทวะ ฯลฯ เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง”
ความงดงามในเบื้องต้น : “สติปัฎฐาน” คือทางเดียว เมื่อก่อนเริ่มสั่งสอน
ความงดงามในเบื้องปลาย : “ไม่ประมาท” คือสรุปจบตอนสุดท้าย
ความงดงามในท่ามกลาง : คือที่อยู่ระหว่างนั้นทั้งหมด (ตลอด 44 ปี กับ 10 เดือน)
รายการธรรมทางวิทยุ FM106
รายการ “ศันสนีย์สนทนา” ทางสถานีวิทยุ 106 FM คลื่นวิทยุครอบครัวข่าว
ในรายการนี้มีช่่วงเวลาที่เรียกว่า “ถามโลกตอบธรรม” ซึ่งในช่วงหนี่งปีกว่าที่ผ่านมา ท่านพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล จากวัดนาป่าพง ได้ไปออกรายการอยู่เป็นประจำ และในขณะนี้ ท่านพระอาจารย์ได้ให้ อาตมา – พระไพบูลย์ อภิปุณฺโณ – ไปออกรายการแทน
เพราะฉะนั้น ท่านผู้อ่านทั้งหลายก็สามารถติดตามฟังเรื่องเกี่ยวกับธรรมที่แท้และเป็นสากลได้ตามรายละเอียดดังนี้
วิทยุ 106FM รายการ ศันสนีย์สนทนา เวลา 0500 – 0530 น. วันจันทร์ – ศุกร์
เหตุที่ทำให้อายุยืน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ
(๑) บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
(๔) เป็นผู้มีศีล ๑
(๕) มีมิตรดีงาม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ
อีกนัยยะหนึ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ
(๑) บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
(๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑
(๕) เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ
อันนี้จะสังเกตุได้ว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเดินจงกรมอยู่ข้อหนึ่งคือเรื่องของ “การย่อยอาหารได้ง่าย” ลองสังเกตุจาก หลวงตามหาบัว ท่านเดินจงกรมมาก และ ฉันอาหารน้อย ปีนี้ก็อายุ 96 แล้วกำลังสงเคราะห์โลกด้วยการสร้างโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี สาธุฯ พ่อแม่ครูอาจารย์
Human Condition
Just as mountains of solid rock,
Massive, reaching to the sky,
Might draw together from all sides,
Crushing all the four quarters –
So aging and death come
Rolling over living beings –
วิธีการเลือกสถานที่ และ บุคคลที่ควรเสพไม่ควรเสพ
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย สถานที่ แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่, สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ ก็ไม่ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่มั่นก็ไม่ตั้งมั่น, อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็ไม่ถึงความสิ้น, และอนุตตรโยคักเขมธรรมที่ยังไม่บรรลุก็ไม่บรรลุ,ทั้งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร อันบรรพชิตพึงแสวงหามาเพื่อเป็นบริขารของชีวิต ก็หามาได้โดยยาก. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น พิจารณาเห็นโดยประจักดังนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน พึงหลีกไปเสียจากสถานที่นั้น, อย่าอยู่เลย
ภิกษุ ท. ! อนึ่ง ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย สถานที่ แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่, สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ ก็ไม่ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่มั่นก็ไม่ตั้งมั่น, อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็ไม่ถึงความสิ้น, และอนุตตรโยคักเขมธรรมที่ยังไม่บรรลุก็ไม่บรรลุ ; แต่ว่า จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชบริขาร อันบรรพชิตพึงแสวงหามาเพื่อเป็นบริขารของชีวิต ก็หามาได้โดยไม่ยาก. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ดังนี้แล้ว คิดว่า “เราเป็นผู้ออกจากเรือนบวชเพราะเหตุแห่งจีวรก็หามิได้ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาตก็หามิได้ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะก็หามิได้ เพราะเหตุแห่ง คิลานปัจจยเภสัชชบริขารก็หามิได้ “ ; ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ภิกษุนั้น พึ่งหลีกไปจากสถานที่นั้น, อย่าอยู่เลย.
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย สถานที่ แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่,สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ ก็ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่มั่นก็ตั้งมั่น, อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็ถึงความสิ้น, และอนุตตรโยคักเขมธรรมที่ยังไม่บรรลุก็บรรลุ ; แต่ว่าจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร อันบรรพชิตพึงแสวงหามาเพื่อเป็นบริขารของชีวิต ก็หามาได้โดยยาก. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ดังนี้แล้ว คิดว่า “เรามิได้ ออกจากเรือนบวช เพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่ง คิลานปัจจยเภสัชบริขาร“ ; ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ภิกษุนั้น พึงอยู่ในสถานที่นั้นอย่าหลีกไปเสียเลย.
ภิกษุ ท. ! อนึ่ง ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัย สถานที่ แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่, สติที่ยังตั้งขึ้นไม่ได้ ก็ตั้งขึ้นได้, จิตที่ยังไม่มั่นก็ตั้งมั่น, อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็ถึงความสิ้น, และอนุตตรโยคักเขมธรรมที่ยังไม่บรรลุก็บรรลุ ; แต่ว่าจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร อันบรรพชิตพึงแสวงหามาเพื่อเป็นบริขารของชีวิต ก็หามาได้โดยไม่ยาก. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ดังนี้ พึงอยู่ใน สถานที่ นั้น จนตลอดชีวิต,อย่าหลีกไปเสียเลย.
(ในกรณีแห่ง การเลือกหมู่บ้าน นิคม นคร ชนบท และ บุคคล ที่ควรเสพหรือไม่ควร เสพ ก็ได้ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน)
-มู. ม. ๑๒/๒๑๒ – ๒๑๘/๒๓๕ – ๒๔๒.
ชีวิตคือทางเลือก
ในชีวิตนี้เราจะต้องเจอสิ่งที่ชอบใจ และไม่ชอบใจ, สิ่งที่ชอบใจเรายกไว้ก่อน ลองมาดูสิ่งที่ไม่ชอบใจก่อนก็ได้
สิ่งที่ไม่ชอบใจ แน่นอนว่า มันเป็นทุกข์ ถ้าคุณเจอความทุกข์ แล้วจะเลือกที่จะทำกับมันอย่างไร? พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดังนี้ว่า
ภิกษุ ท.! ผลของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท.! บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้วย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล; หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว ย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่า “ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี” ดังนี้.
ภิกษุ ท.! เรากล่าวว่า ความทุกข์มี (๑) ความหลงไหลเป็นผล หรือมิฉะนั้น ก็มี (๒) การแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า ผลของทุกข์.
แล้วท่านจะเลือกอะไร? จะยอมหลงไปกับความทุกข์ที่เผิชญอยู่บัดนี้ หรือจะเลือกที่จะหาที่พึ่งภายนอก ว่า “ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ สักหนึ่ง หรือสองวิธี”?