รายการมีตอนเช้า 5:00 ถึง 5:30 ทุกวัน จันทร์ ถึง ศุกร์ โดย คำถามในหน้านี้ คือ archive รวมทั้งหมดก่อนตุลาคม 2010
กราบนมัสการพระอาจารย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ค่ะ
หลายวันก่อนเพื่อนคนหนึ่ง โทรศัพท์มาระบายความทุกข์ ในการงานให้ฟัง ประเด็นสำคัญจะขยายความลำดับต่อไปนะคะ เท่าที่ฟังความทุกข์ของเขา พอจะสรุปมาเป็นคำพูดที่ว่า
“เกลียดสิ่งใด มักเจอสิ่งนั้น” หรือ “เกลียดสิ่งใด มักได้สิ่งนั้น”
เพื่อนคนนี้เป็นคนรักษาเวลามาก ในเรื่องการนัดพบ หรือส่งงาน หากผิดเวลาไปสัก 5-10 นาที เป็นต้องโทรตาม และมีอารมณ์ขุ่นมัวด้วย ในสิ่งที่เขาประพฤติต่อผู้แล้วมองว่า ตนทำถูกต้องดีแล้ว (เขามองตนเองว่าทำถูกแล้ว ดีแล้ว แต่บางกรณีคนอื่นไม่ได้รู้สึกเช่นนั่น) ก็หวังว่า ผู้อื่นจะต้องปฏิบัติในทำนองเดียวกับที่ตนเองทำ เมื่อตนเองโดนตำหนิ … ก็มักจะตีอก ชกหัว ว่ากล่าวโทษซ้ำเติมตนเอง ว่าตนเอง “ทำผิดอีกแล้ว” เท่าที่สังเกตต่อมาหลายครั้งก็ยังทำผิดทำนองเดียวกันนี้ แม้จะเปลี่ยนเรื่อง เขาก็จะทำผิดซ้ำทำนองเดียวกันอีก
เมื่อต้องทำงานกับผู้อื่น ที่เขาไม่เหมือนว่าจะไม่ชอบหน้า ก็จะตั้้งแง่ และคอยฟังว่า คนผู้นั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา จนทำให้มีปัญหาเรื่องการทำงานอยู่บ้าง เพื่อนคนนี้จะจริงจัง กับการงานมาก จนบางทีก็ทำให้ผู้ร่วมงาน เครียดมากกว่าจะ กระตือรือร้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อนคนนี้ก็ยังมีส่วนดีหลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ (จริงจังจนเกินขนาด แต่ก็ทำงานสำเร็จและส่งได้ตามเวลา) ไม่เถลไถล ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า ไม่ชอบเป็นหนี้หยิบยืมเงิน หรือสิ่งของผู้อื่น ไม่ทำร้ายตัวเอง …
ความจริงจังเหล่านี้ ทำให้เพื่อนมีความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจมากมาย และบ่นตลอดว่าเหนื่อย … เพราะความจริงจังทุกอย่างเกิดขึ้นในใจเขาทั้งนั่น
พระอาจารย์โปรดเมตตา ชี้แนะข้อธรรมทางสว่าง ให้เพื่อนคนนี้ ได้ปรับแก้ไข เพื่อให้เขาบรรเทาทุกข์ลงได้บ้างน่ะคะ หากมีจังหวะเวลาดี ๆ จะชวนเขามาปฏิบัติสมาธิที่วัดป่าดอนหายโศกค่ะ
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ มณีเนตร :>
กราบมนัสการพระอาจารย์ไพบูลย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ค่ะ
เมื่อเช้าวันที่ 29 ก.ย.53 เป็นเกร็ดธรรมะ ให้สติมากๆค่ะ.. เพราะทุกเช้าจะรู้สึกงัวเงีย และบางทีนั่งฟังธรรมก็จริง แต่เผลอหลับก็มีบ่อย แต่เมื่อเช้าเหนื่อย สะสมมาหลายวัน จึงแอบเอนนอนฟังค่ะ พอได้ยินพระอาจารย์และคุณศันสนีย์ พูดเรื่องการนอนฟังธรรมนี้ ถึงกับขำ จึงกลับมานั่งฟัง และสดชื่นขึ้นเยอะค่ะ
ขอบคุณที่มีรายการดีๆ ให้ฟังทุกเช้า ขอให้ขยายเวลาให้นานกว่านี้ ได้สำเร็จไวๆ นะคะ ยังเป็นผู้ใหม่ มากๆ จึงอยากฟังมากๆ บ่อยๆ เผื่อจะเข้าใจ ธรรมะ มากขึ้นค่ะ
“แม้เมื่อตอนตื่นอยู่ เป็นผู้ปราศจากอภิชณา, ปราศจากพยาบาท, ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว,ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน, สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง, กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย, จิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว. ภิกษุ ท ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นอนตื่นอยู่ ก็เรียกว่า ผู้ทำความเพียรเผากิเลส ผู้กลัว(ต่อความเป็นทาสของกิเลส) เป็นผู้ปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.”
กราบนมัสการพระอาจารย๋ และคุณศันสนีย์,
ได้ฟังรายการที่ออกอากาศเช้าวันที่ 28กันยายนนี้ และ ใคร่ขออารธนาพระอาจารย์ได้แสดง หัวข้อเรื่อง ที่เกี่ยวกับคำว่า “วิญญาณ”ที่เป็นตัวสุดท้ายในขันธ์ 5 และ วิญญาณ ในความหมายภาษาไทย (ที่มักเข้าใจว่าเวลาตาย วิญญาณ จะออกจากร่าง) ซื่งเป็นคำ พ้องรูปและพ้องเสียง แต่ความหมายในภาษาธรรมกับ ภาษาไทย มักเข้าใจว่าตัวเดียวกัน…..ขอท่านอาจารย์โปรดแสดงให้กระจ่างด้วยครับ…..หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สมควรประการใดก็ลบคำถามได้ครับ
รับอาราธนา, คุณเออ-นี่ ฉลาดมาก อาตมาพูดแป๊บเดียวก็รู้ว่าวิญญาณเป็นคำพ้องรูปพ้องเสียง. คิวที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้จะเป็นวันที่ 12 ตค. (ทางวิทยุ) ส่วนทาง web จะนำขึ้นเร็วนี้.
กราบมนัสการพระอาจารย์ไพบูลย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ค่ะ ตอนเช้า 27 กันยายน 2553 ได้ฟังรายการอดขำคุณศันสนีย์ไม่ได้ที่บอกว่าฟังเพลินจนหมดเวลา จนพระอาจารย์บอกว่าเพลินในการฟังก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์จริงๆ เพราะจะต้องรอฟังทุกวันเวลาก็มีน้อยนิด หวังว่าต่อไปเวลาในรายการจะมีมากกว่านี้นะคะ ฟังMP 3 ของคุณศันสนีย์ (ไปรับที่ช่อง3 พร้อมตถาคตภาษิตของพระอาจารย์) จนศรัทธาในองค์พระพุทธเจ้ามากที่สุด และได้ฟังคุณศันสนีย์ อ่าน พระอาจารย์คึกฤทธิ์อธิบายขยายความหมายต่อด้วยแล้วทำให้คิดว่าเป็นบุญที่สุดค่ะ ขออนุโมทนาบุญกุศลนี้ด้วยนะคะ (ฟังจนใกล้จะจำได้ ทุกคำแล้วค่ะ)
การมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งดีจริงๆ แล้วยิ่งถ้าจำได้ทุกคำน่ะยิ่งดีมากๆเลย อาการอย่างนี้เรียกว่า “การมีปีติ/สุข อันเกิดจากความอาจหาญแกล้วกล้าร่าเริงในธรรม” อันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ได้สดับฟังธรรม พหุสัจจะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะที่อธิบาย ผัสสะปล่อยวาง
กราบนมัสการพระอาจารย์ไพบูลย์และสวัสดีคุณศันสนีย์
ทุกวันนี้รู้สึกเศร้าและใจหดหู่กับจริยวัตรของพระคุณเจ้าโดยเฉพาะในกทม.ที่พบเห็นบ่อยมากเลยครับ ทำให้ทุกครั้งที่จะทำบุญ เช่นตักบาตร เป็นต้นทำให้แรงศรัทธาลดลงแต่ก็ต้องทำเพราะไม่มีที่เลือกว่ารูปไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เหตุเนื่องจากเวลาผมไปบ้านหม้อ(แหล่งขายของอุปกรณ์เครื่องเสียง-อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์)และคลองถม(แหล่งขายอุปกรณ์ตกแต่งครบวงจร-โดยเฉพาะซีดีต่างๆ)ทั้ง 2 แห่งเป็นสถานที่เต็มไปด้วยผู้คนแน่นมากๆแทบจะเบียดกันทั้งหญิง-ชาย ผมเห็นพระคุณเจ้าท่านก็เดินไปเบียดกับญาติโยม จีวรและตัวท่านคงไม่ต้องพูดถึงเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับโยมทั้งชายและหญิง ผมไม่ทราบว่าสถานที่นั้นท่านไปซื้ออะไรเพราะหาเท่าไรก็ไม่เจอหนังสือธรรมะสักเล่ม จึงอยากใคร่กราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า 1.สถานที่นั้นถือว่าเป็นสถานที่ อโคจร หรือเปล่าครับ (ถ้าใช่ ทำไมท่านไป และไม่มีกฏของสงฆ์ห้ามหรือครับ) 2.และตามห้างสรรพสินค้า เช่น ห้างพันธ์ทิพย์ ถือว่าเป็นสถานที่ อโคจร เช่นเดียวกันเปล่าครับ 3.ผมเห็นบางรูปเลือกซื้อ CD หนัง ไม่ทราบว่าท่านซื้อไปให้ใคร หรือดูเอง (ถ้าดูเองได้หรือครับ) อยากทำบุญกับพระที่เป็นสุปฏิปันโณจริงๆ ไม่ต้องถึงกับเป็นพระอรหันต์หรอกครับ ขอแค่มีศีลที่บริบูรณ์หน่อยและสำรวมบ้าง ไหนๆก็สละเพศวิสัยคฤหัสถ์แล้ว เวลาทำบุญญาติโยมจะได้กุศลมากเพราะถ้าเนื้อนาบุญดี พืชผลที่ปลูกย่อมงอกงามตามไปด้วยใช่เปล่าครับ กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ
กราบนมัสการ ภันเตไพบูลย์ค่ะ
เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 24 กันยายน ได้ฟังท่านพูดถึงวิญญาณก้าวลงสู่นามรูป ขออนุญาตแก้ไขข้อมูลเล็กน้อยนะเจ้าค่ะ โยมคิดว่าเมื่อเช้านท่านพูดสลับกันระหว่างไซโกตกับเอ็มบริโอคะ 1. ไซโกต หมายถึง เซลล์ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว(ไข๋ + อสุจิ) แต่เราจะเรียกไซโกตและนับเป็น 1 เซลล์เท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ 1+1 = 1 ค่ะ 2. เอ็มบริโอ หมายถึง กลุ่มเซลล์ที่แบ่งมาจากไซโกตแบบทวีคูณ คือ จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 เป็นแบบนี้เรื่อยๆ จนเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ และร่างกาย ตามลำดับ 3. หากระหว่างที่เอ็มบริโอกำลังแบ่งเซลล์เกิดความผิดพลาด (อาจมาจาก ยา สารเคมี หรือ กรรม) ก็จะทำให้การแบ่งไม่สมบูรณ์ ทารกที่เกิดมาจึงป่วยตั้งแต่กำเนิด เช่น หูหนวก สมองพิการ ตัวติดกัน เป็นต้น
กราบนมัสการขอบพระคุณเจ้าค่ะ สมฤทัย
ใช่ๆ ดีแล้วๆ
กราบนมัสการพระอาจารย์เจ้าค่ะ
โยมได้อ่านข้อความที่ท่าน post ล่าสุดเกี่ยวกับ “ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้อย่างที่ 2 คือภัยจากความเจ็บไข้ ” โยมขออนุญาตกราบเรียนถามพระอาจารย์ดังนี้เจ้าค่ะ
ถ้าผู้เป็นบุตรแผ่เมตตาและส่วนกุศล ให้กับบิดา และมารดา และอธิษฐานจิต ขอบุตรเป็นผู้รับทุกข์ทางกายและใจแทนบิดามารดา ทุกวันตลอดมา อยากทราบว่าจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการเจ็บไข้ของบิดา มารดาได้หรือไม่เจ้าคะ
ขอพระอาจารย์เมตตาให้ความกระจ่างด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง (p.s คำสอนในรายการ sunday dhamma talk และสิ่งต่างๆทีท่าน post ใน website มีคุณค่าต่อพุทธศาสนิกชนมากจริงๆเจ้าค่ะ) ลูกศิษย์
พุทธวัจน “มารดาก็ไม่ได้ตามปราถนาว่า เราเจ็บไข้เองเถิด มารดาของเราอย่าเจ็บไข้เลย ; หรือบุตรก็ไม่ได้ตามปราถนา ว่าเราเจ็บไข้เองเถิด มารดาของเราอย่าเจ็บไข้เลย”
ที่สามารถทำได้คือ แผ่เมตตา ให้ท่าน สัตว์เหล่าใด เมื่อถูกต้องกระแสแห่งเมตตาแล้ว จิตจะน้อมไปในทางกุศล คือเมื่อถูกต้องผัสสะที่ไม่น่าพอใจ ผู้นั้นก็จะไม่ค่อยทุกข์มากเท่าไหร่
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ในความเมตตามากเจ้าค่ะ กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกศิษย์
กราบนมัสการขอบพระคุณพระอาจารย์และขอบพระคุณคุณศันสนีย์เจ้าค่ะ
โยมได้ฟังคำสอนเพิ่มเติมจากท่านในรายการตอนเช้าวันนี้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ โยมขอน้อมนำไปปฏิบัติ เพียรสร้างกรรมหนักฝ่ายบวกให้เจริญยิ่งขึ้นไป เพื่อจิตจะได้มีกำลังส่งกระแสเมตตาและกุศลธรรมที่บริสุทธิ์ไปถึงมารดา บิดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณและทุกๆท่าน ทุกๆสรรพสัตว์ ต่อไปเจ้าค่ะ
กราบนมัสการลาด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกศิษย์
กราบนมัสการพระอาจารย์ไพบูลย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ ค่ะ
ได้ฟังเปิดธรรมที่ถูกปิด และนำเรื่อง ต้นไมยราบมาพิจารณาแล้ว ก็มีความเห็นดังนี้ค่ะ
ต้นไมยราบ เมื่อถูกกระทบกระแทก เหตุใดไมยราบจึงตอบสนองด้วยการหุบ … ไมยราบมีวิญญาณหรือไม่ … ใคร่ครวญแล้ว ก็คิดว่า … ไมยราบไม่มีวิญญาณ เพราะ …. สังขารที่มีวิญญาณ จะมีการรับรู้ที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก (ในปฏิจจสมุปบาท ผัสสะทำให้เกิดเวทนา คือความพอใจไม่พอใจ แล้วเกิดตัณหาตามมา ในผัสสะนั้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยประกอบอยู่) แต่ต้นไม้ไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ชอบใจไม่ชอบใจ เช่นว่า ต้นไมยราบเมื่อถูกกระแทกมันก็หุบ โดยไม่รู้ว่าการกระแทกนั้นเป็นการกระทำที่มาจากความรัก ความเกลียด ความโกรธ หรือไม่ มันหุบทั้งนั้น ต้นของมันมีความอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าภายนอกในลักษณะนี้ตามโครงสร้างเซลและสารเคมีภายใน มันจะหุบไม่ว่ามันจะถูกกระทบจาก คน สัตว์ หรือแม้ว่ามีน้ำหยดใส่ลำต้น มันก็หุบ … นอกจากนี้ไมยราบก็ไม่ได้มี “อารมณ์” ตอบกลับไปยังผู้กระแทก หรือผู้ที่กระทำ …. ต้นไม้อื่นก็เหมือนกัน ถ้ามันโตในกองขยะแล้วรู้สึกหรือมีอารมณ์ไม่ชอบ เพราะกลิ่นเหม็น หรือมีสารอาหารไม่พอกับการเติบโตของลำต้น มันคงเคลื่อนที่ย้ายหนีไปโตที่อื่น ย้ายไปอยู่ในที่ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์กว่า นอกจากนี้ ต้นไม้คงไม่ยอมให้ใครตามฆ่าได้ง่าย ๆ อย่างที่เห็น ต้นไม้บนภูเขาถูกมนุษย์ตัดโค่นเป็นจำนวนมาก ถ้าต้นไม้มีวิญญาณรับรู้อารมณ์ความรู้สึกได้ มันคงทำสงครามกับมนุษย์ผู้เบียดเบียนต้นไม้ต่าง ๆ ไปแล้ว
ความพิจารณาอันนี้ ผิดถูกอย่างไร หรือ มีส่วนขาดเกิน … โปรดเมตตาชี้แนะด้วยนะเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้เจ้าค่ะ มณีเนตร :>
กราบขอบพระคุณ พระอาจารย์ค่ะ มณีเนตร :>
รู้สักว่ายังตอบไม่สะใจเท่าไหร่ เพราะเรื่องนี้สามารถอธิบายการ ที่ถูกผีเข้า/ทรงเจ้า/โคลนนิ่ง/การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ/แฟรงค์กิ้งสไตน์ ได้ด้วยน่ะ วันศุกร์รอฟังต่อไป
จะรอฟังเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าจะได้เป็นซีรีย์ยาว ๆ เหมือนหนังเกาหลี หรือปล่าวนะคะ
มณีเนตร :>
ได้รับความกระจ่างเรื่อง ไมยราบ แล้วค่ะ หลังจากติดตามกันมาหลายตอน กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ ที่ได้โปรดเมตตาขยายความ แจกแจง …
และต้องขอขอบคุณ คุณศันสนีย์ ที่กรุณาสรุปใจความ ในแต่ละช่วง แต่ละตอน มาโดยตลอด ทำให้ได้ใจความสรุป ที่กระชับ และเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น จนผู้ฟังทั้งหลาย “ร่าเริงในธรรม” กันทั่วหน้าค่ะ หวังว่า คงได้มีโอกาส พบตัวจริง ของคุณศันสนีย์ ในงานบุญที่ได้ทำร่วมกับพระอาจารย์ไพบูลย์ ที่วัดป่าดอนหายโศก สักครั้งนะคะ
นมัสการเจ้าค่ะ ผัสสะปล่อยวาง(สำรวมอินทรีย์)ทั้งโดยรวมถือเอาหมดหรือแยกเป็นส่วนๆ โยมไม่เข้าใจ”ทั้งโดยรวมถือเอาหมด”และ”แยกเป็นส่วนๆ”คืออย่างไรเจ้าคะ โยมเคยอ่านในพุทธวจนพบอยู่ก็ไม่เข้าใจความหมายพระอาจารย์กรุณาให้ความรู้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
รวบถือเอาหมด: คือโดยรวมแล้วสวยงาม (หรือน่าเกลียด) เช่น “ดาราคนนี้ ทรงผมเข้ากันรูปหน้าดูออกมาแล้วดีน่ะ” <== รวบถือเอา “โอ้โห รถคันนี้สวยเว้ย”<== รวบถือเอาหมด
ถือเอาเป็นส่วนๆ: แยกเป็นส่วนว่างาม (หรือไม่งาม) เช่น “ดูสิเธอ คนนี้ตาเขาสวยน่ะ แต่มือทำไมหยาบๆ” <==แยกเป็นส่วนๆ
เมื่อวันก่อนพระอาจารย์ได้กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมของพระอริยเจ้าแบบวิธีลัด ไว้ช่วงท้ายรายการ พอดีเวลาหมดก่อน ขอความเมตตาพระอาจารย์ช่วยชี้แนะต่อด้วยเจ้าค่ะ
วิธีลัดเหรอ? น่าจะเป็นคุณศันสนีย์น่ะที่พูด อาตมาจะใช้คำว่า “วิธีปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง” หรือ “อีกปฏิปทาหนึ่ง” แต่จะเพ่ิมเติมให้น่ะ
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ
ขอเรียนถามว่า พระสงฆ์นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ออกบิณฑบาตร มีความเหมาะควรหรือไม่อย่างไรครับ
ต้องถามก่อนว่า ใครเป็นคนขับ? ผู้หญิงหรือผู้ชายขับหรือขับเอง? ถ้าผู้หญิงขับก็ไม่ดีแน่ ถ้าท่านองค์นั้นมีจิตกำหนัด ก็เป็นอาบัติสังฆาทิเสสทันที ในข้อถูกต้องการหญิง ถ้าผู้ชายขับหรือขับเอง ก็ต้องมาพิจารณากันอีกทีดังนี้คือ 1 โดยพระวินัยที่บ้ญญัติไว้ ไม่ได้ห้ามการขึ้นหรือขับพาหนะ (ยกเว้นวัว/ม้าตัวเมีย) 2 โดยพระวินัยที่บัญญ้ติไว้ ห้ามการเรียนขับยานพาหนะทุกประเภท (เคยเห็นพระพายเรีอบิณฑบาตรไหม? อันนี้ก็ทำได้) เพียงแค่ว่า พระในเมืองไทยส่วนใหญ่ ไม่นิยมทำ คือการขับรถ และ ขับมอเตอร์ไซค์ (แต่ขับจักรยานไม่มีใครว่าแฮ่ะ) ตัวอย่าง พระสงฆ์ในต่างประเทศ เขาก็ขับรถกัน เพราะที่นั่นเขาไม่มีค่านิยมอย่างที่ประเทศไทย เรื่องนี้มีอีกหลายแง่มุม เช่น เราสามารถปรับอาบัติท่านได้หรือไม่? แล้วยานพาหนะประเภทอื่นเช่นรถแทรกเตอร์/รถตัก? แล้วในวันหรือนอกวัด? จะตอบให้อย่างละเอียดในรายการวิทยุ
กราบเรียนปรึกษาพระอาจารย์เจ้าค่ะ สังเกตได้ว่าเมื่อฝึกนั่งสมาธิมา 1 เดือนอย่างต่อเนื่อง ทำให้นอนหลับไม่สนิท ตื่นระหว่างคืน 1-2 ครั้ง บางทีนอนไปเพียง 2 -4 ชั่วโมงก็ตื่น ทำรู้สึกไม่สบายตัวในตอนกลางวัน เพลีย ต้องลองนั่งสมาธิเพิ่มอีกรอบในตอนกลางวัน ก็ดีขึ้นทำให้ได้ดี จนกลายเป็นว่าต้องนอนกลางวันไปอีก … อันนี้ไม่ชอบ ไม่อยากนอนกลางวัน … (อยาก) รู้ ตื่น เบิกบานระหว่างวันน่าจะดีกว่า โปรดเมตตาชี้แนะให้คำแนะด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ :>
โอว..ท่านคะ
โยมพลาดโอกาสอันดีไปแล้วใช่มั้ยเจ้าคะ
แล้วโยมจะทำยังไงดีเจ้าคะ ธุลีในดวงตายังเต็มคั่กอยู่เลย สมองก็กลวงโบ๋อีกต่างหาก โยมหมดที่พึ่งแล้วจริงๆหรือเจ้าคะ ….
แต่ถึงยังไงก็ยังมีข่าวดี กฐินวัดนาป่าพงปีนี้จะมีท่านต่ายไปร่วมด้วย สาธุ สาธุ
…
พระอาจารย์คะ ดิฉันมีข้อติดใจสงสัยมานานแล้ว มันชอบเกิดขี้นมาทำให้ดิฉันพะวงสงสัย พยายามระงับโดยไม้ใส่ใจกับมัน มันก็ไม่หายสงสัยเจ้าค่ะ 3 ปีแล้วค่ะ ขอเรียนเล่าเลยนะเจ้าคะ สัก 3ปีที่แล้วขับรถกันไปพ่อ-แม่-ลูก 2คน ไปเที่ยวทางจ.เลย ระหว่างทางพบพระธุดงค์ 2 รูป ยืนโกกรถอยู่ข้างทาง สามีดิฉันจึงจอด ท่านรีบเดินเข้ามาชะโงกดูในรถ แล้วบอกไปไม่ได้ๆๆ อาตมาจะไปทางริมน้ำโขง อ.ท่าลี่ข้ามไปลาวไปหาพระอาจารย์ คงไปไม่ได้ แล้ว ดิฉันจึงบอกว่า ดิฉันขอถวายค่ารถไปแทนได้ไหม จะขัดกับหลัการของท่านหรือไม่ ท่านหันไปปรึกษากันแล้ว อีกองค์นึงก็บอกว่า โยมเค้าถวายเองคงไม่ผิดอะไรเนอะ ดิฉันจึงถามว่าค่ารถไปอ.ท่าลี่ประมาณเท่าไร ท่านบอกประมาณคนละ 600 ได้ ดิฉันจึงถายท่านไป 1200 บาท แล้วถวายน้ำเย็นจากถังในรถไปด้วย ท่านก็ล้วงย่ามหยิบพระพิมพ์มา 1 ถุงใหญ่แล้วหยิบให้ดิฉัน 4-5 องค์ แล้วบอกว่าหลวงพ่อคูรปลุกเสกแล้ว รับไว้นะ หลังจากนั้นดิฉันก็อิ่มเอมในบุญครั้งนี้มาก เพราะเคยอ่านหนังสื่อพบว่าการได้ทำบุญกับพระธุดงค์นั้นเป็นกุศลยิ่ง พอปีต่อมาลูกๆๆปิดเทอม ดิฉันก็ขับรถไปเที่ยวแบบเดิมอีก แล้วดิฉันก็พบพระในลักษณะเดียวกันแบบนี้เลยเจ้าค่ะ แต่คราวนี้ไม่จอดแล้วเจ้าค่ะ พอถึงที่พัก..ก็เลยลองเล่าให้เจ้าของที่พักเค้าฟังเค้าก็หัวเราะ ว่าดิฉันโดนหลอกแล้ว และแนะนำว่าพระธุดงค์จริงๆๆนั้นท่านต้องอธิษฐานว่าจะเดินไปเท่านั้น ไม่มาโบกรถขอเงินคนหรอก ตั้งแต่นั้นมา..ดิฉันเจอพระโบกรถที่ไร ..ใจนึงก็คิดดี..อีกใจก๋ไม่ศรัทธาแล้ว จึงอยากเรียนถามพระอาจารย์เพื่อความสว่างของจิตใจว่า พระธุดงคฺนั้นท่านไม่โบกรถและทำพฤติกรรมนี้หรือไม่อย่างไรเจ้าคะ ..กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ ที่ช่วยให้จิตของดิฉันได้หลุดพ้น ไม่ยึดติดกับบุญที่ทำลงไปแล้ว
กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ผมมีคำถามใคร่จะรบกวนพระิอาจารย์ โปรดเมตตาชี้ทางให้ความสว่างหน่อยครับ เกี่ยวกับความเชื่อและการปฏิบัติของชาวพุทธที่ถูกต้อง คือผมได้รับการอบรมและคำสอนมาตั้งแต่เด็กๆเกี่ยวกับการไหว้และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่นอกเหนือจากพระรัตนตรัยแล้ว คือ การไหว้ศาลพระภูมิก็ดี ไหว้/ถวายน้ำชาเจ้าที่เจ้าทาง(คนจีนเรียกว่าศาลแป๊ะกง ที่ตั้งตรงพื้นน่ะครับ) บางคนอาจจะถึงกับบนบานขอโน่นขอนี่อะไรประมาณนี้ ยิ่งวันสำคัญๆด้วยแล้วต้องไหว้หมู-ไก่ ผลไม้บ้างเครื่องเซ่นเพียบ จึงใครกราบเรียนถามว่า 1.การทำเช่นนั้นไม่ทราบว่า ถือว่าเป็นพุทธที่แท้หรือเปล่า 2.ผู้ที่เป็นพระโสดาบัน ท่านเชื่อและทำเช่นนั้นหรือไม่ 3.ถ้าเคยทำมาตั้งนมนานมาแล้ว หากเกิดเลิกปฏิบัติ จะถือว่าลบหลู่/ไม่เคารพหรือเปล่าและจะมีผลอะไรไหมครับ ขอกราบนิมนต์ช่วยให้แสงสว่างด้วยครับเพราะได้ฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์พูดใน CD เกี่ยวกับความเชื่อของชาวพุทธ อาจจะฟังยังไม่ละเอียด เลยใคร่จะขอให้พระอาจารย์อธิบายครับ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูง
นมัสการค่ะ ท่านต่ายคะ โยมขอความเมตตาท่านในเรื่องต่อไปนี้ แล้วแต่ท่านจะพิจารณาเถิดค่ะ โยมมีข้อสงสัยว่า - พรหมชาละ หมายถึงอะไรคะ - พรหมชาลสูตร มีความสำคัญอย่างไรจึงนำมาเป็นพระสูตรแรกของสุตตันตะเล่มแรกคะ - ในพระสูตรนี้มีประเด็นหลักๆที่น่าสนใจ อะไรบ้างคะ - ความหมายของคำว่า”พระสูตร”คืออะไรคะ - ขอพระสูตรที่เชื่อมโยงกับพรหมชาลสูตรด้วยนะคะ - การสาธยายพระไตรปิฎก(พรมหชาลสูตร)อย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนฟังในแง่ที่.. – ฟังแล้วเข้าใจพระสูตรอย่างลึกซึ้ง – ฟังแล้วอยากอ่าน(ศึกษา)พระไตรปิฎกต่อไปอีก
ในโอกาสนี้ต้องนมัสการขอบพระคุณท่านด้วยที่จะตอบคำถามของโยมในวันอังคารที่ 31 ส.ค. นี้ โยมจะรอฟังค่ะ
หมายเหตุ ข้อมูลที่นมัสการถามท่านโยมจะนำไปออกอากาศสถานีวิทยุคลื่นสั้นของวัดแห่งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ย. นี้แต่โยมยังศึกษาไม่ละเอียดและไม่ฉลาดในการหาแง่มุมจากพระสูตรค่ะ จึงเรียนมาเพื่อขอความเมตตา ครั้งนี้โยมมีท่านเป็นที่พึ่ง มีท่านเป็นสรณค่ะ กราบนมัสการขอบพระคุณท่านค่ะ
รายการของวันที่ 31 ส.ค. ได้บันทึกเทปไปแล้วเมื่อวานนี้ตอนบ่าย เลยจะยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ออกอากาศในวันดังกล่าวได้ คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ดีมาก จริงๆแล้วเรื่อง ทิฐิ 62 (พรหมชาลสูตร) จะเก็บไว้เปิดเป็นประเด็นตอนค่ำวันเสาร์ที่ 6 พ.ย.ที่วัดนาป่าพง อยู่พอดี จะตอบคำถามเหล่านี้ออกอากาศครั้งต่อไปก็แล้วกันน่ะ
กราบนมัสการครับ อยากทราบหนังสือทั้ง 5 เล่มของ พระอาจาร์ยอยากมีไว้ศึกษา ไม่ทราบว่าหาได้ที่ไหนครับ
ได้จาก ธรรมสภา dhammasapa.com ส่วน เล่ม 2 และ 4 ให้รับได้ที่วัดนาป่าพง
ขอรบกวนสอบถามชื่อเพลงที่เกี่ยวกับคุณครูที่เปืดในรายการศันสนีย์สนทนาด้วยคะ ถ้าไม่รบกวนเกินไปอยากได้เนื้อเพลงหรือ file เพลงด้วยคะ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอบคุณล่วงหน้าคะ
กราบนมัสการเจ้าค่ะ โยมได้ฟังรายการวันที่26ส.ค.ที่พระอาจารย์ตอบคำถามของโยมแล้วตลอดจนอ่าน-ฟังตามที่พระอาจารย์แนะนำทั้งหมด เข้าใจแล้วเจ้าค่ะกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ ขณะมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้า-ออกจิตเผลอไปคิดก็คือรูปดับนามเกิดและเมื่อมีสติหยุดคิดจิตกลับมาที่ลมหายใจคือนามดับรูปเกิดใช่ไหมเจ้าคะ ทีนี้เมื่อจิตนิ่งอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกๆๆ อยากทราบว่าถ้าจะดูเกิดดับจากลมหายใจเข้า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ลมหายใจออก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ได้หรือเปล่า คือเป็นรูปเกิด ดับ อย่างเดียวหรือควรทำอย่างไรเมตตาแนะนำด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
คือว่าให้สังเกตุลมหายใจไปเรื่อยๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นคือ เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างดี ทำแค่นี้เอง; นามรูป หรือเรื่องอื่นๆ ยกไว้ก่อน
กราบนมัสการเจ้าค่ะ เมื่อตามลมหายใจไปเรื่อยๆก็จะไปพบกับแสงสว่างจ้ามากๆยังกับใครเอาไฟมาส่องหน้าจนต้องก้มหน้าหรือหลับตาทั้งๆที่หลับตาอยู่ พยายามมีสติอยู่ ก็ยิ่งสว่างมากขึ้น แล้วไม่ทราบจะทำอย่างไรก็เริ่มคลายลง พอมีสติตั้งมั่นอีกก็สว่างขึ้นอีกวนไปอย่างนี้ บางครั้งจิตอยู๋ในความสว่างเย็นใส เงียบ สงบ แล้วก็คลายลงอยู่อย่างนั้น เมตตาแนะนำด้วยเจ้าค่ะ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
กราบนมัสการขอบพระคุณพระอจ.ไพบูลย์เจ้าค่ะ เมื่อเช้าได้มีโอกาสตื่นมาฟังพระอจ.ตอบคำถามนี้ของโยมพอดี ถ้าเราตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่าจะเป็นอริยบุคคลแบบมีธรรมของสัตบุรุษพ่วงไปด้วย คงจะเอื้อต่อการบรรลุธรรมมากขึ้นนะคะ อย่างน้อยก็มีความสุขในทิฏฐธรรม เพราะกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์
กราบนมัสการพระอาจารย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ค่ะ
หลายวันก่อนเพื่อนคนหนึ่ง โทรศัพท์มาระบายความทุกข์ ในการงานให้ฟัง
ประเด็นสำคัญจะขยายความลำดับต่อไปนะคะ
เท่าที่ฟังความทุกข์ของเขา พอจะสรุปมาเป็นคำพูดที่ว่า
“เกลียดสิ่งใด มักเจอสิ่งนั้น” หรือ “เกลียดสิ่งใด มักได้สิ่งนั้น”
เพื่อนคนนี้เป็นคนรักษาเวลามาก ในเรื่องการนัดพบ หรือส่งงาน
หากผิดเวลาไปสัก 5-10 นาที เป็นต้องโทรตาม และมีอารมณ์ขุ่นมัวด้วย
ในสิ่งที่เขาประพฤติต่อผู้แล้วมองว่า ตนทำถูกต้องดีแล้ว
(เขามองตนเองว่าทำถูกแล้ว ดีแล้ว แต่บางกรณีคนอื่นไม่ได้รู้สึกเช่นนั่น)
ก็หวังว่า ผู้อื่นจะต้องปฏิบัติในทำนองเดียวกับที่ตนเองทำ
เมื่อตนเองโดนตำหนิ … ก็มักจะตีอก ชกหัว ว่ากล่าวโทษซ้ำเติมตนเอง
ว่าตนเอง “ทำผิดอีกแล้ว” เท่าที่สังเกตต่อมาหลายครั้งก็ยังทำผิดทำนองเดียวกันนี้
แม้จะเปลี่ยนเรื่อง เขาก็จะทำผิดซ้ำทำนองเดียวกันอีก
เมื่อต้องทำงานกับผู้อื่น ที่เขาไม่เหมือนว่าจะไม่ชอบหน้า ก็จะตั้้งแง่
และคอยฟังว่า คนผู้นั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา
จนทำให้มีปัญหาเรื่องการทำงานอยู่บ้าง เพื่อนคนนี้จะจริงจัง กับการงานมาก
จนบางทีก็ทำให้ผู้ร่วมงาน เครียดมากกว่าจะ กระตือรือร้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อนคนนี้ก็ยังมีส่วนดีหลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ
(จริงจังจนเกินขนาด แต่ก็ทำงานสำเร็จและส่งได้ตามเวลา) ไม่เถลไถล
ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า ไม่ชอบเป็นหนี้หยิบยืมเงิน หรือสิ่งของผู้อื่น
ไม่ทำร้ายตัวเอง …
ความจริงจังเหล่านี้ ทำให้เพื่อนมีความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจมากมาย
และบ่นตลอดว่าเหนื่อย … เพราะความจริงจังทุกอย่างเกิดขึ้นในใจเขาทั้งนั่น
พระอาจารย์โปรดเมตตา ชี้แนะข้อธรรมทางสว่าง ให้เพื่อนคนนี้
ได้ปรับแก้ไข เพื่อให้เขาบรรเทาทุกข์ลงได้บ้างน่ะคะ
หากมีจังหวะเวลาดี ๆ จะชวนเขามาปฏิบัติสมาธิที่วัดป่าดอนหายโศกค่ะ
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ
มณีเนตร :>
กราบมนัสการพระอาจารย์ไพบูลย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ค่ะ
เมื่อเช้าวันที่ 29 ก.ย.53 เป็นเกร็ดธรรมะ ให้สติมากๆค่ะ..
เพราะทุกเช้าจะรู้สึกงัวเงีย และบางทีนั่งฟังธรรมก็จริง แต่เผลอหลับก็มีบ่อย
แต่เมื่อเช้าเหนื่อย สะสมมาหลายวัน จึงแอบเอนนอนฟังค่ะ
พอได้ยินพระอาจารย์และคุณศันสนีย์ พูดเรื่องการนอนฟังธรรมนี้ ถึงกับขำ
จึงกลับมานั่งฟัง และสดชื่นขึ้นเยอะค่ะ
ขอบคุณที่มีรายการดีๆ ให้ฟังทุกเช้า ขอให้ขยายเวลาให้นานกว่านี้ ได้สำเร็จไวๆ นะคะ
ยังเป็นผู้ใหม่ มากๆ จึงอยากฟังมากๆ บ่อยๆ เผื่อจะเข้าใจ ธรรมะ มากขึ้นค่ะ
“แม้เมื่อตอนตื่นอยู่ เป็นผู้ปราศจากอภิชณา, ปราศจากพยาบาท, ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว,ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน, สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง, กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย, จิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว. ภิกษุ ท ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นอนตื่นอยู่ ก็เรียกว่า ผู้ทำความเพียรเผากิเลส ผู้กลัว(ต่อความเป็นทาสของกิเลส) เป็นผู้ปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.”
กราบนมัสการพระอาจารย๋ และคุณศันสนีย์,
ได้ฟังรายการที่ออกอากาศเช้าวันที่ 28กันยายนนี้ และ ใคร่ขออารธนาพระอาจารย์ได้แสดง หัวข้อเรื่อง ที่เกี่ยวกับคำว่า “วิญญาณ”ที่เป็นตัวสุดท้ายในขันธ์ 5 และ วิญญาณ ในความหมายภาษาไทย (ที่มักเข้าใจว่าเวลาตาย วิญญาณ จะออกจากร่าง) ซื่งเป็นคำ พ้องรูปและพ้องเสียง แต่ความหมายในภาษาธรรมกับ ภาษาไทย มักเข้าใจว่าตัวเดียวกัน…..ขอท่านอาจารย์โปรดแสดงให้กระจ่างด้วยครับ…..หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สมควรประการใดก็ลบคำถามได้ครับ
รับอาราธนา, คุณเออ-นี่ ฉลาดมาก อาตมาพูดแป๊บเดียวก็รู้ว่าวิญญาณเป็นคำพ้องรูปพ้องเสียง. คิวที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้จะเป็นวันที่ 12 ตค. (ทางวิทยุ) ส่วนทาง web จะนำขึ้นเร็วนี้.
กราบมนัสการพระอาจารย์ไพบูลย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ค่ะ
ตอนเช้า 27 กันยายน 2553 ได้ฟังรายการอดขำคุณศันสนีย์ไม่ได้ที่บอกว่าฟังเพลินจนหมดเวลา จนพระอาจารย์บอกว่าเพลินในการฟังก็เป็นทุกข์
เป็นทุกข์จริงๆ เพราะจะต้องรอฟังทุกวันเวลาก็มีน้อยนิด หวังว่าต่อไปเวลาในรายการจะมีมากกว่านี้นะคะ
ฟังMP 3 ของคุณศันสนีย์ (ไปรับที่ช่อง3 พร้อมตถาคตภาษิตของพระอาจารย์) จนศรัทธาในองค์พระพุทธเจ้ามากที่สุด และได้ฟังคุณศันสนีย์
อ่าน พระอาจารย์คึกฤทธิ์อธิบายขยายความหมายต่อด้วยแล้วทำให้คิดว่าเป็นบุญที่สุดค่ะ ขออนุโมทนาบุญกุศลนี้ด้วยนะคะ (ฟังจนใกล้จะจำได้
ทุกคำแล้วค่ะ)
การมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งดีจริงๆ แล้วยิ่งถ้าจำได้ทุกคำน่ะยิ่งดีมากๆเลย อาการอย่างนี้เรียกว่า “การมีปีติ/สุข อันเกิดจากความอาจหาญแกล้วกล้าร่าเริงในธรรม” อันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ได้สดับฟังธรรม พหุสัจจะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะที่อธิบาย ผัสสะปล่อยวาง
กราบนมัสการพระอาจารย์ไพบูลย์และสวัสดีคุณศันสนีย์
ทุกวันนี้รู้สึกเศร้าและใจหดหู่กับจริยวัตรของพระคุณเจ้าโดยเฉพาะในกทม.ที่พบเห็นบ่อยมากเลยครับ ทำให้ทุกครั้งที่จะทำบุญ เช่นตักบาตร เป็นต้นทำให้แรงศรัทธาลดลงแต่ก็ต้องทำเพราะไม่มีที่เลือกว่ารูปไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เหตุเนื่องจากเวลาผมไปบ้านหม้อ(แหล่งขายของอุปกรณ์เครื่องเสียง-อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์)และคลองถม(แหล่งขายอุปกรณ์ตกแต่งครบวงจร-โดยเฉพาะซีดีต่างๆ)ทั้ง 2 แห่งเป็นสถานที่เต็มไปด้วยผู้คนแน่นมากๆแทบจะเบียดกันทั้งหญิง-ชาย ผมเห็นพระคุณเจ้าท่านก็เดินไปเบียดกับญาติโยม จีวรและตัวท่านคงไม่ต้องพูดถึงเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับโยมทั้งชายและหญิง ผมไม่ทราบว่าสถานที่นั้นท่านไปซื้ออะไรเพราะหาเท่าไรก็ไม่เจอหนังสือธรรมะสักเล่ม จึงอยากใคร่กราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า
1.สถานที่นั้นถือว่าเป็นสถานที่ อโคจร หรือเปล่าครับ (ถ้าใช่ ทำไมท่านไป และไม่มีกฏของสงฆ์ห้ามหรือครับ)
2.และตามห้างสรรพสินค้า เช่น ห้างพันธ์ทิพย์ ถือว่าเป็นสถานที่ อโคจร เช่นเดียวกันเปล่าครับ
3.ผมเห็นบางรูปเลือกซื้อ CD หนัง ไม่ทราบว่าท่านซื้อไปให้ใคร หรือดูเอง (ถ้าดูเองได้หรือครับ)
อยากทำบุญกับพระที่เป็นสุปฏิปันโณจริงๆ ไม่ต้องถึงกับเป็นพระอรหันต์หรอกครับ ขอแค่มีศีลที่บริบูรณ์หน่อยและสำรวมบ้าง ไหนๆก็สละเพศวิสัยคฤหัสถ์แล้ว เวลาทำบุญญาติโยมจะได้กุศลมากเพราะถ้าเนื้อนาบุญดี พืชผลที่ปลูกย่อมงอกงามตามไปด้วยใช่เปล่าครับ
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ
กราบนมัสการ ภันเตไพบูลย์ค่ะ
เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 24 กันยายน ได้ฟังท่านพูดถึงวิญญาณก้าวลงสู่นามรูป ขออนุญาตแก้ไขข้อมูลเล็กน้อยนะเจ้าค่ะ โยมคิดว่าเมื่อเช้านท่านพูดสลับกันระหว่างไซโกตกับเอ็มบริโอคะ
1. ไซโกต หมายถึง เซลล์ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว(ไข๋ + อสุจิ) แต่เราจะเรียกไซโกตและนับเป็น 1 เซลล์เท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ 1+1 = 1 ค่ะ
2. เอ็มบริโอ หมายถึง กลุ่มเซลล์ที่แบ่งมาจากไซโกตแบบทวีคูณ คือ จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 เป็นแบบนี้เรื่อยๆ จนเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ และร่างกาย ตามลำดับ
3. หากระหว่างที่เอ็มบริโอกำลังแบ่งเซลล์เกิดความผิดพลาด (อาจมาจาก ยา สารเคมี หรือ กรรม) ก็จะทำให้การแบ่งไม่สมบูรณ์ ทารกที่เกิดมาจึงป่วยตั้งแต่กำเนิด เช่น หูหนวก สมองพิการ ตัวติดกัน เป็นต้น
กราบนมัสการขอบพระคุณเจ้าค่ะ
สมฤทัย
ใช่ๆ ดีแล้วๆ
กราบนมัสการพระอาจารย์เจ้าค่ะ
โยมได้อ่านข้อความที่ท่าน post ล่าสุดเกี่ยวกับ “ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้อย่างที่ 2 คือภัยจากความเจ็บไข้ ”
โยมขออนุญาตกราบเรียนถามพระอาจารย์ดังนี้เจ้าค่ะ
ถ้าผู้เป็นบุตรแผ่เมตตาและส่วนกุศล ให้กับบิดา และมารดา และอธิษฐานจิต ขอบุตรเป็นผู้รับทุกข์ทางกายและใจแทนบิดามารดา ทุกวันตลอดมา
อยากทราบว่าจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการเจ็บไข้ของบิดา มารดาได้หรือไม่เจ้าคะ
ขอพระอาจารย์เมตตาให้ความกระจ่างด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง
(p.s คำสอนในรายการ sunday dhamma talk และสิ่งต่างๆทีท่าน post ใน website มีคุณค่าต่อพุทธศาสนิกชนมากจริงๆเจ้าค่ะ)
ลูกศิษย์
พุทธวัจน “มารดาก็ไม่ได้ตามปราถนาว่า เราเจ็บไข้เองเถิด มารดาของเราอย่าเจ็บไข้เลย ; หรือบุตรก็ไม่ได้ตามปราถนา ว่าเราเจ็บไข้เองเถิด มารดาของเราอย่าเจ็บไข้เลย”
ที่สามารถทำได้คือ แผ่เมตตา ให้ท่าน สัตว์เหล่าใด เมื่อถูกต้องกระแสแห่งเมตตาแล้ว จิตจะน้อมไปในทางกุศล คือเมื่อถูกต้องผัสสะที่ไม่น่าพอใจ ผู้นั้นก็จะไม่ค่อยทุกข์มากเท่าไหร่
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ในความเมตตามากเจ้าค่ะ
กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง
ลูกศิษย์
กราบนมัสการขอบพระคุณพระอาจารย์และขอบพระคุณคุณศันสนีย์เจ้าค่ะ
โยมได้ฟังคำสอนเพิ่มเติมจากท่านในรายการตอนเช้าวันนี้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ
โยมขอน้อมนำไปปฏิบัติ เพียรสร้างกรรมหนักฝ่ายบวกให้เจริญยิ่งขึ้นไป
เพื่อจิตจะได้มีกำลังส่งกระแสเมตตาและกุศลธรรมที่บริสุทธิ์ไปถึงมารดา บิดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณและทุกๆท่าน ทุกๆสรรพสัตว์ ต่อไปเจ้าค่ะ
กราบนมัสการลาด้วยความเคารพอย่างสูง
ลูกศิษย์
กราบนมัสการพระอาจารย์ไพบูลย์ และสวัสดีคุณศันสนีย์ ค่ะ
ได้ฟังเปิดธรรมที่ถูกปิด และนำเรื่อง ต้นไมยราบมาพิจารณาแล้ว ก็มีความเห็นดังนี้ค่ะ
ต้นไมยราบ เมื่อถูกกระทบกระแทก เหตุใดไมยราบจึงตอบสนองด้วยการหุบ … ไมยราบมีวิญญาณหรือไม่ …
ใคร่ครวญแล้ว ก็คิดว่า … ไมยราบไม่มีวิญญาณ เพราะ ….
สังขารที่มีวิญญาณ จะมีการรับรู้ที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก (ในปฏิจจสมุปบาท ผัสสะทำให้เกิดเวทนา คือความพอใจไม่พอใจ แล้วเกิดตัณหาตามมา ในผัสสะนั้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยประกอบอยู่) แต่ต้นไม้ไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ชอบใจไม่ชอบใจ เช่นว่า ต้นไมยราบเมื่อถูกกระแทกมันก็หุบ โดยไม่รู้ว่าการกระแทกนั้นเป็นการกระทำที่มาจากความรัก ความเกลียด ความโกรธ หรือไม่ มันหุบทั้งนั้น ต้นของมันมีความอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าภายนอกในลักษณะนี้ตามโครงสร้างเซลและสารเคมีภายใน มันจะหุบไม่ว่ามันจะถูกกระทบจาก คน สัตว์ หรือแม้ว่ามีน้ำหยดใส่ลำต้น มันก็หุบ …
นอกจากนี้ไมยราบก็ไม่ได้มี “อารมณ์” ตอบกลับไปยังผู้กระแทก หรือผู้ที่กระทำ ….
ต้นไม้อื่นก็เหมือนกัน ถ้ามันโตในกองขยะแล้วรู้สึกหรือมีอารมณ์ไม่ชอบ เพราะกลิ่นเหม็น หรือมีสารอาหารไม่พอกับการเติบโตของลำต้น มันคงเคลื่อนที่ย้ายหนีไปโตที่อื่น ย้ายไปอยู่ในที่ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์กว่า นอกจากนี้ ต้นไม้คงไม่ยอมให้ใครตามฆ่าได้ง่าย ๆ อย่างที่เห็น ต้นไม้บนภูเขาถูกมนุษย์ตัดโค่นเป็นจำนวนมาก ถ้าต้นไม้มีวิญญาณรับรู้อารมณ์ความรู้สึกได้ มันคงทำสงครามกับมนุษย์ผู้เบียดเบียนต้นไม้ต่าง ๆ ไปแล้ว
ความพิจารณาอันนี้ ผิดถูกอย่างไร หรือ มีส่วนขาดเกิน … โปรดเมตตาชี้แนะด้วยนะเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้เจ้าค่ะ
มณีเนตร :>
กราบขอบพระคุณ พระอาจารย์ค่ะ
มณีเนตร :>
รู้สักว่ายังตอบไม่สะใจเท่าไหร่ เพราะเรื่องนี้สามารถอธิบายการ ที่ถูกผีเข้า/ทรงเจ้า/โคลนนิ่ง/การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ/แฟรงค์กิ้งสไตน์ ได้ด้วยน่ะ วันศุกร์รอฟังต่อไป
จะรอฟังเจ้าค่ะ
ไม่รู้ว่าจะได้เป็นซีรีย์ยาว ๆ เหมือนหนังเกาหลี หรือปล่าวนะคะ
มณีเนตร :>
ได้รับความกระจ่างเรื่อง ไมยราบ แล้วค่ะ
หลังจากติดตามกันมาหลายตอน กราบขอบพระคุณพระอาจารย์
ที่ได้โปรดเมตตาขยายความ แจกแจง …
และต้องขอขอบคุณ คุณศันสนีย์ ที่กรุณาสรุปใจความ
ในแต่ละช่วง แต่ละตอน มาโดยตลอด ทำให้ได้ใจความสรุป
ที่กระชับ และเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น จนผู้ฟังทั้งหลาย “ร่าเริงในธรรม” กันทั่วหน้าค่ะ
หวังว่า คงได้มีโอกาส พบตัวจริง ของคุณศันสนีย์
ในงานบุญที่ได้ทำร่วมกับพระอาจารย์ไพบูลย์ ที่วัดป่าดอนหายโศก สักครั้งนะคะ
มณีเนตร :>
นมัสการเจ้าค่ะ
ผัสสะปล่อยวาง(สำรวมอินทรีย์)ทั้งโดยรวมถือเอาหมดหรือแยกเป็นส่วนๆ
โยมไม่เข้าใจ”ทั้งโดยรวมถือเอาหมด”และ”แยกเป็นส่วนๆ”คืออย่างไรเจ้าคะ
โยมเคยอ่านในพุทธวจนพบอยู่ก็ไม่เข้าใจความหมายพระอาจารย์กรุณาให้ความรู้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
รวบถือเอาหมด: คือโดยรวมแล้วสวยงาม (หรือน่าเกลียด) เช่น “ดาราคนนี้ ทรงผมเข้ากันรูปหน้าดูออกมาแล้วดีน่ะ” <== รวบถือเอา “โอ้โห รถคันนี้สวยเว้ย”<== รวบถือเอาหมด
ถือเอาเป็นส่วนๆ: แยกเป็นส่วนว่างาม (หรือไม่งาม) เช่น “ดูสิเธอ คนนี้ตาเขาสวยน่ะ แต่มือทำไมหยาบๆ” <==แยกเป็นส่วนๆ
กราบนมัสการพระอาจารย์เจ้าค่ะ
เมื่อวันก่อนพระอาจารย์ได้กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมของพระอริยเจ้าแบบวิธีลัด ไว้ช่วงท้ายรายการ พอดีเวลาหมดก่อน
ขอความเมตตาพระอาจารย์ช่วยชี้แนะต่อด้วยเจ้าค่ะ
วิธีลัดเหรอ? น่าจะเป็นคุณศันสนีย์น่ะที่พูด อาตมาจะใช้คำว่า “วิธีปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง” หรือ “อีกปฏิปทาหนึ่ง” แต่จะเพ่ิมเติมให้น่ะ
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ
กราบนมัสการพระอาจารย์ไพบูลย์และสวัสดีคุณศันสนีย์
ขอเรียนถามว่า พระสงฆ์นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ออกบิณฑบาตร มีความเหมาะควรหรือไม่อย่างไรครับ
ต้องถามก่อนว่า ใครเป็นคนขับ? ผู้หญิงหรือผู้ชายขับหรือขับเอง? ถ้าผู้หญิงขับก็ไม่ดีแน่ ถ้าท่านองค์นั้นมีจิตกำหนัด ก็เป็นอาบัติสังฆาทิเสสทันที ในข้อถูกต้องการหญิง
ถ้าผู้ชายขับหรือขับเอง ก็ต้องมาพิจารณากันอีกทีดังนี้คือ
1 โดยพระวินัยที่บ้ญญัติไว้ ไม่ได้ห้ามการขึ้นหรือขับพาหนะ (ยกเว้นวัว/ม้าตัวเมีย)
2 โดยพระวินัยที่บัญญ้ติไว้ ห้ามการเรียนขับยานพาหนะทุกประเภท (เคยเห็นพระพายเรีอบิณฑบาตรไหม? อันนี้ก็ทำได้)
เพียงแค่ว่า พระในเมืองไทยส่วนใหญ่ ไม่นิยมทำ คือการขับรถ และ ขับมอเตอร์ไซค์ (แต่ขับจักรยานไม่มีใครว่าแฮ่ะ)
ตัวอย่าง พระสงฆ์ในต่างประเทศ เขาก็ขับรถกัน เพราะที่นั่นเขาไม่มีค่านิยมอย่างที่ประเทศไทย
เรื่องนี้มีอีกหลายแง่มุม เช่น เราสามารถปรับอาบัติท่านได้หรือไม่? แล้วยานพาหนะประเภทอื่นเช่นรถแทรกเตอร์/รถตัก? แล้วในวันหรือนอกวัด? จะตอบให้อย่างละเอียดในรายการวิทยุ
กราบเรียนปรึกษาพระอาจารย์เจ้าค่ะ
สังเกตได้ว่าเมื่อฝึกนั่งสมาธิมา 1 เดือนอย่างต่อเนื่อง ทำให้นอนหลับไม่สนิท ตื่นระหว่างคืน 1-2 ครั้ง
บางทีนอนไปเพียง 2 -4 ชั่วโมงก็ตื่น
ทำรู้สึกไม่สบายตัวในตอนกลางวัน เพลีย
ต้องลองนั่งสมาธิเพิ่มอีกรอบในตอนกลางวัน ก็ดีขึ้นทำให้ได้ดี จนกลายเป็นว่าต้องนอนกลางวันไปอีก … อันนี้ไม่ชอบ ไม่อยากนอนกลางวัน … (อยาก) รู้ ตื่น เบิกบานระหว่างวันน่าจะดีกว่า
โปรดเมตตาชี้แนะให้คำแนะด้วยเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ :>
โอว..ท่านคะ
โยมพลาดโอกาสอันดีไปแล้วใช่มั้ยเจ้าคะ
แล้วโยมจะทำยังไงดีเจ้าคะ ธุลีในดวงตายังเต็มคั่กอยู่เลย สมองก็กลวงโบ๋อีกต่างหาก โยมหมดที่พึ่งแล้วจริงๆหรือเจ้าคะ ….
แต่ถึงยังไงก็ยังมีข่าวดี กฐินวัดนาป่าพงปีนี้จะมีท่านต่ายไปร่วมด้วย สาธุ สาธุ
…
พระอาจารย์คะ ดิฉันมีข้อติดใจสงสัยมานานแล้ว มันชอบเกิดขี้นมาทำให้ดิฉันพะวงสงสัย พยายามระงับโดยไม้ใส่ใจกับมัน มันก็ไม่หายสงสัยเจ้าค่ะ 3 ปีแล้วค่ะ ขอเรียนเล่าเลยนะเจ้าคะ
สัก 3ปีที่แล้วขับรถกันไปพ่อ-แม่-ลูก 2คน ไปเที่ยวทางจ.เลย ระหว่างทางพบพระธุดงค์ 2 รูป ยืนโกกรถอยู่ข้างทาง สามีดิฉันจึงจอด ท่านรีบเดินเข้ามาชะโงกดูในรถ แล้วบอกไปไม่ได้ๆๆ
อาตมาจะไปทางริมน้ำโขง อ.ท่าลี่ข้ามไปลาวไปหาพระอาจารย์ คงไปไม่ได้ แล้ว
ดิฉันจึงบอกว่า ดิฉันขอถวายค่ารถไปแทนได้ไหม จะขัดกับหลัการของท่านหรือไม่ ท่านหันไปปรึกษากันแล้ว อีกองค์นึงก็บอกว่า โยมเค้าถวายเองคงไม่ผิดอะไรเนอะ ดิฉันจึงถามว่าค่ารถไปอ.ท่าลี่ประมาณเท่าไร ท่านบอกประมาณคนละ 600 ได้ ดิฉันจึงถายท่านไป 1200 บาท แล้วถวายน้ำเย็นจากถังในรถไปด้วย ท่านก็ล้วงย่ามหยิบพระพิมพ์มา 1 ถุงใหญ่แล้วหยิบให้ดิฉัน 4-5 องค์ แล้วบอกว่าหลวงพ่อคูรปลุกเสกแล้ว รับไว้นะ หลังจากนั้นดิฉันก็อิ่มเอมในบุญครั้งนี้มาก เพราะเคยอ่านหนังสื่อพบว่าการได้ทำบุญกับพระธุดงค์นั้นเป็นกุศลยิ่ง พอปีต่อมาลูกๆๆปิดเทอม ดิฉันก็ขับรถไปเที่ยวแบบเดิมอีก แล้วดิฉันก็พบพระในลักษณะเดียวกันแบบนี้เลยเจ้าค่ะ แต่คราวนี้ไม่จอดแล้วเจ้าค่ะ
พอถึงที่พัก..ก็เลยลองเล่าให้เจ้าของที่พักเค้าฟังเค้าก็หัวเราะ ว่าดิฉันโดนหลอกแล้ว และแนะนำว่าพระธุดงค์จริงๆๆนั้นท่านต้องอธิษฐานว่าจะเดินไปเท่านั้น ไม่มาโบกรถขอเงินคนหรอก
ตั้งแต่นั้นมา..ดิฉันเจอพระโบกรถที่ไร ..ใจนึงก็คิดดี..อีกใจก๋ไม่ศรัทธาแล้ว
จึงอยากเรียนถามพระอาจารย์เพื่อความสว่างของจิตใจว่า พระธุดงคฺนั้นท่านไม่โบกรถและทำพฤติกรรมนี้หรือไม่อย่างไรเจ้าคะ ..กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ ที่ช่วยให้จิตของดิฉันได้หลุดพ้น ไม่ยึดติดกับบุญที่ทำลงไปแล้ว
กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ
ผมมีคำถามใคร่จะรบกวนพระิอาจารย์
โปรดเมตตาชี้ทางให้ความสว่างหน่อยครับ
เกี่ยวกับความเชื่อและการปฏิบัติของชาวพุทธที่ถูกต้อง คือผมได้รับการอบรมและคำสอนมาตั้งแต่เด็กๆเกี่ยวกับการไหว้และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่นอกเหนือจากพระรัตนตรัยแล้ว คือ การไหว้ศาลพระภูมิก็ดี ไหว้/ถวายน้ำชาเจ้าที่เจ้าทาง(คนจีนเรียกว่าศาลแป๊ะกง ที่ตั้งตรงพื้นน่ะครับ) บางคนอาจจะถึงกับบนบานขอโน่นขอนี่อะไรประมาณนี้ ยิ่งวันสำคัญๆด้วยแล้วต้องไหว้หมู-ไก่ ผลไม้บ้างเครื่องเซ่นเพียบ
จึงใครกราบเรียนถามว่า
1.การทำเช่นนั้นไม่ทราบว่า ถือว่าเป็นพุทธที่แท้หรือเปล่า
2.ผู้ที่เป็นพระโสดาบัน ท่านเชื่อและทำเช่นนั้นหรือไม่
3.ถ้าเคยทำมาตั้งนมนานมาแล้ว หากเกิดเลิกปฏิบัติ จะถือว่าลบหลู่/ไม่เคารพหรือเปล่าและจะมีผลอะไรไหมครับ
ขอกราบนิมนต์ช่วยให้แสงสว่างด้วยครับเพราะได้ฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์พูดใน CD เกี่ยวกับความเชื่อของชาวพุทธ อาจจะฟังยังไม่ละเอียด เลยใคร่จะขอให้พระอาจารย์อธิบายครับ
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูง
นมัสการค่ะ
ท่านต่ายคะ โยมขอความเมตตาท่านในเรื่องต่อไปนี้ แล้วแต่ท่านจะพิจารณาเถิดค่ะ
โยมมีข้อสงสัยว่า
- พรหมชาละ หมายถึงอะไรคะ
- พรหมชาลสูตร มีความสำคัญอย่างไรจึงนำมาเป็นพระสูตรแรกของสุตตันตะเล่มแรกคะ
- ในพระสูตรนี้มีประเด็นหลักๆที่น่าสนใจ อะไรบ้างคะ
- ความหมายของคำว่า”พระสูตร”คืออะไรคะ
- ขอพระสูตรที่เชื่อมโยงกับพรหมชาลสูตรด้วยนะคะ
- การสาธยายพระไตรปิฎก(พรมหชาลสูตร)อย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนฟังในแง่ที่..
– ฟังแล้วเข้าใจพระสูตรอย่างลึกซึ้ง
– ฟังแล้วอยากอ่าน(ศึกษา)พระไตรปิฎกต่อไปอีก
ในโอกาสนี้ต้องนมัสการขอบพระคุณท่านด้วยที่จะตอบคำถามของโยมในวันอังคารที่ 31 ส.ค. นี้ โยมจะรอฟังค่ะ
หมายเหตุ ข้อมูลที่นมัสการถามท่านโยมจะนำไปออกอากาศสถานีวิทยุคลื่นสั้นของวัดแห่งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ย. นี้แต่โยมยังศึกษาไม่ละเอียดและไม่ฉลาดในการหาแง่มุมจากพระสูตรค่ะ จึงเรียนมาเพื่อขอความเมตตา ครั้งนี้โยมมีท่านเป็นที่พึ่ง มีท่านเป็นสรณค่ะ
กราบนมัสการขอบพระคุณท่านค่ะ
รายการของวันที่ 31 ส.ค. ได้บันทึกเทปไปแล้วเมื่อวานนี้ตอนบ่าย เลยจะยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ออกอากาศในวันดังกล่าวได้
คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ดีมาก จริงๆแล้วเรื่อง ทิฐิ 62 (พรหมชาลสูตร) จะเก็บไว้เปิดเป็นประเด็นตอนค่ำวันเสาร์ที่ 6 พ.ย.ที่วัดนาป่าพง อยู่พอดี
จะตอบคำถามเหล่านี้ออกอากาศครั้งต่อไปก็แล้วกันน่ะ
กราบนมัสการครับ
อยากทราบหนังสือทั้ง 5 เล่มของ
พระอาจาร์ยอยากมีไว้ศึกษา ไม่ทราบว่าหาได้ที่ไหนครับ
ได้จาก ธรรมสภา dhammasapa.com
ส่วน เล่ม 2 และ 4 ให้รับได้ที่วัดนาป่าพง
ขอรบกวนสอบถามชื่อเพลงที่เกี่ยวกับคุณครูที่เปืดในรายการศันสนีย์สนทนาด้วยคะ ถ้าไม่รบกวนเกินไปอยากได้เนื้อเพลงหรือ file เพลงด้วยคะ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอบคุณล่วงหน้าคะ
กราบนมัสการเจ้าค่ะ
โยมได้ฟังรายการวันที่26ส.ค.ที่พระอาจารย์ตอบคำถามของโยมแล้วตลอดจนอ่าน-ฟังตามที่พระอาจารย์แนะนำทั้งหมด เข้าใจแล้วเจ้าค่ะกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ขณะมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้า-ออกจิตเผลอไปคิดก็คือรูปดับนามเกิดและเมื่อมีสติหยุดคิดจิตกลับมาที่ลมหายใจคือนามดับรูปเกิดใช่ไหมเจ้าคะ ทีนี้เมื่อจิตนิ่งอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกๆๆ อยากทราบว่าถ้าจะดูเกิดดับจากลมหายใจเข้า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ลมหายใจออก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ได้หรือเปล่า คือเป็นรูปเกิด ดับ อย่างเดียวหรือควรทำอย่างไรเมตตาแนะนำด้วยเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
คือว่าให้สังเกตุลมหายใจไปเรื่อยๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นคือ เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างดี ทำแค่นี้เอง; นามรูป หรือเรื่องอื่นๆ ยกไว้ก่อน
กราบนมัสการเจ้าค่ะ
เมื่อตามลมหายใจไปเรื่อยๆก็จะไปพบกับแสงสว่างจ้ามากๆยังกับใครเอาไฟมาส่องหน้าจนต้องก้มหน้าหรือหลับตาทั้งๆที่หลับตาอยู่ พยายามมีสติอยู่ ก็ยิ่งสว่างมากขึ้น แล้วไม่ทราบจะทำอย่างไรก็เริ่มคลายลง พอมีสติตั้งมั่นอีกก็สว่างขึ้นอีกวนไปอย่างนี้ บางครั้งจิตอยู๋ในความสว่างเย็นใส เงียบ สงบ แล้วก็คลายลงอยู่อย่างนั้น เมตตาแนะนำด้วยเจ้าค่ะ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
กราบนมัสการขอบพระคุณพระอจ.ไพบูลย์เจ้าค่ะ เมื่อเช้าได้มีโอกาสตื่นมาฟังพระอจ.ตอบคำถามนี้ของโยมพอดี
ถ้าเราตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่าจะเป็นอริยบุคคลแบบมีธรรมของสัตบุรุษพ่วงไปด้วย คงจะเอื้อต่อการบรรลุธรรมมากขึ้นนะคะ อย่างน้อยก็มีความสุขในทิฏฐธรรม เพราะกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์