<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
>

<channel>
	<title>Pure Dhamma : ธรรมะล้วนๆ &#187; สาวกชั้นนำ</title>
	<atom:link href="http://puredhamma.com/category/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://puredhamma.com</link>
	<description>by Abhiboono Bhikku ( อภิปุณโณภิกขุ ) http://puredhamma.com</description>
	<lastBuildDate>Thu, 17 May 2012 03:36:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
<itunes:image href="http://puredhamma.com/wp-content/themes/pure/images/pdma-itunes.png" />
<itunes:author>puredhamma.com</itunes:author>		<item>
		<title>หลวงตามหาบัว&#8217;55</title>
		<link>http://puredhamma.com/2012/02/08/luangta-55/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2012/02/08/luangta-55/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 23:47:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต มหาบัว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=808</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://puredhamma.com/2012/02/08/luangta-55/" title="หลวงตามหาบัว&#8217;55"><img src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/02/images-150x150.jpg" alt="หลวงตามหาบัว&#8217;55" class="thumbnail " /></a>ปี 2555 ครบรอบ 1 ปี การจากไปของหลวงตามหาบัว, ปีที่แล้ว ก็ได้มีการเทศน์เอาไว้. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2555 ครบรอบ 1 ปี การจากไปของหลวงตามหาบัว, ปีที่แล้ว <a title="หลวงตามหาบัว" href="http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/">ก็ได้มีการเทศน์เอาไว้</a>. ในปี 55 นี้ ได้เรียบเรียงใหม่ จึงได้เทศน์ออกอากาศทางวิทยุประเทศไทย เอามาให้ฟังกัน, มีข้อแก้ไขนิดหนึ่งคือ วันที่ 30 ม.ค. เป็นวันครบรอบการมรณภาพ (ไม่ใช่ 25 ม.ค.) โปรดรับทราบดังนี้</p>
<p>download ได้<a href="http://www.archive.org/download/1201a/1201a0125we.mp3">ที่น่ี</a> <a href="http://www.archive.org/download/1201a/1201a0125we.mp3">http://www.archive.org/download/1201a/1201a0125we.mp3</a></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-581" title="images-1" src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/02/images-1.jpeg" alt="" width="194" height="259" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>=============</p>
<p>ป.ล. Podcast Episode 57 จะนำมา Post ในวันพรุ่งนี้เวลาเดิมแทน</p>
<p>=============</p>
<p>เนื้อหามีดังนี้</p>
<p><strong><em>ปริปกฺโก วโย มยฺห        ป ริตฺ ต มม ชีวิต</em></strong></p>
<p><strong><em>ปหาย โว คมิสฺสามิ        กต เม สรณมตฺตโน </em></strong></p>
<p><strong><em>อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต        สุสีลา โหถ ภิกฺขโว</em></strong></p>
<p><strong><em>สุ ส มา หิ ต สงฺ กปฺ ปา          ส จิตฺ ต ม นุ รกฺ ข ถ ฯ</em></strong></p>
<p><strong><em>โย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย       อปฺ ป มตฺ โต วิ ห ริสฺ ส ติ</em></strong></p>
<p><strong><em>ป หาย ชา ติ ส สา ร          ทุกฺ ขสฺ สนฺ ต ก ริสฺ ส ตี ติ</em></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี่คือรายการธรรมรับอรุณทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย.</p>
<p>วันนี้วันที่ 25 ม.ค. เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของ พระอาจารย์ หลวงตา มหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด, ซึ่งในปี พ.ศ. 2555 นี้ก็ครบรอบ 1 ปีการจากไปของท่าน. ซึ่งในปีที่แล้วหลังจากที่ท่านได้ล่วงไป, ข้าพเจ้าก็ได้แสดงธรรมออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งนี้ในวันที่ 1 ก.พ.​ 2554. ที่ผ่านมา เพื่ออุทิศแด่ท่าน, วันนี้ในโอกาสที่เป็นวันครบรอบการทอดทิ้งร่างของท่านหลวงตา จึงจะได้นำกัณฑ์เทศน์ที่ได้แสดงไว้ในวันนั้นมาเรียบเรียงใหม่เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คือ หลวงตามหาบัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากพระบาลีที่ยกมาในตอนต้นที่แปลเป็นภาษาไทยว่า <em>“วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว เราจะละพวกเธอไป สรณะของตัวเราเองได้ทำไว้แล้ว พวกเธอทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดีตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด  เธอผู้ใดในธรรมะวินัยนี้เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว  จะละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อันนี้เป็นพุทธวจนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้กับพระอานนท์หลังจากที่ทำการละสังขาร, 3 เดือนก่อนการปรินิพพาน  ในเวลานั้นพระอานนท์ก็เสียใจเป็นอย่างมาก   แล้วก็พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อที่จะแก้ไขไม่ให้พระพุทธเจ้าได้กำหนดวันที่จะปรินิพพานเอาไว้  พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสคาถานี้เพื่อจะเตือนสติพวกเหล่าสาวกภิกษุทั้งหลาย ให้เป็นผู้มีสติตามรักษาจิดของตนอยู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คือในเรื่องนี้จะต้องท้าวความตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาใหม่ ๆ ได้บอกภิกษุทั้งหลายอยู่ถึงธรรมชาติ 3 อย่าง<em>“ที่ถ้าธรรมชาติ 3 อย่างไม่มีอยู่ในโลกแล้วก็จะไม่มีตถาคต ผู้อะระหันตะสัมมาสัมพุทธะมาบังเกิดขึ้นในโลก  และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็จะไม่รุ่งเรืองไปในโลก  แต่เพราะว่ามีธรรมชาตินั้นมีอยู่, 3 อย่าง นั่นคือ ความเกิด ความแก่ และความตาย”</em>  มีธรรมชาติ 3 อย่าง คือ ความเกิด ความแก่และความตายมีอยู่ 3 อย่างนี้ พระองค์จึงอุบัติขึ้นมา ปรากฎขึ้นมาบนโลกเพื่อที่จะแก้ปัญหา 3 อย่างนี้ คือ แก้ปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่และ ความตาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความตายเป็นปัญหาอย่างไร? คือความตายเนี่ยเป็นความพลัดพราก พลัดพรากอย่างไร คือ อย่างสมมติคุณไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวต่างประเทศ หรือไปเรียนต่อเมืองนอก ไป 3 ปี 5  ปี ก็ยังมีวันกลับมาได้  แต่ถ้าตายจากกันไปแล้วไม่เจอกันอีก  อย่างน้อยก็ไม่เจอกันในชาติปัจจุบันนี้ ไม่มีทางกลับมาได้ คือไปแล้วไปเลย เพราะฉะนั้นเวลาคนเค้าตายเนี่ย  มนุษย์ทั้งหลายจึงมีความเสียใจ  โอ๊ย&#8230;ตายแล้วจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว จะไม่ได้พบปะพูดคุยกับคนที่ตายจากกันไป  เค้าจึงมีความเสียใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระพุทธเจ้าจึงต้องการจะแก้ปัญหานี้  เวลาคนจะตายนอนอยู่ในห้อง …. นอนอยู่ในห้องนิ่ง ๆ อยู่ ลมหายใจก็แผ่วเบาไป แผ่วเบาไป แผ่วเบาไป แผ่วเบาไปอย่างนี้  ต่อให้คุณล๊อคห้องให้ดีอย่างไรก็ตาม, มัจจุราช คือ  ความตายก็ยังมาเข้ามาเอาชีวิตเค้าไปได้  ล๊อคห้องอย่างดีประตูแน่นหนาทั้ง 4 ด้าน มียามคุ้มกัน มีกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ หรือ ทหารราบต่าง ๆ พยายามที่จะคุ้มกันอยู่, แต่ก็ไม่สามารถคุ้มกันจากมัจจุราช คือความตายได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เช่น แม่เนี่ย ป่วย นอนอยู่บนเตียงหายใจพะงาบพะงาบอยู่  ลูกนั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ และในจังหวะที่อัตราการเต้นของหัวใจลดลงไป ลดลงไป จนเหลือน้อยแผ่วเบามากล่ะจาก 60…เหลือ 50… 40  ลูกทำอะไรไม่ได้เลย นั่งจับมือแม่ได้อย่างเดียว ก็ดูว่า…ทำอะไรไม่ได้ หมอก็ให้ยาอย่างดีที่สุด พยาบาลก็ดูแลอย่างดีที่สุด อยู่โรงพยาบาลดีที่สุด หาอะไรยาอะไรอย่างดีที่สุดมารักษา  แต่ก็ยังไม่มียาแก้ความตาย   ไม่มีหมอที่รักษาให้คนพ้นจากความตายได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระพุทธเจ้าบอกว่าความตายเป็นทุกข์ เป็นภัยอย่างหนึ่งใน 3 อย่างที่แม่ลูกช่วยกันไม่ได้ “แม่จะมาบอกว่าลูกอย่าตายเลยให้แม่ตายเองเถิด ไม่ได้ ลูกก็จะมาบอกว่าให้ลูกเจ็บเอง แม่อย่าเจ็บเลย, แม่ให้ลูกตายเอง แม่อย่าตายเลยก็ไม่ได้”  และเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้ 3 อย่างนี้ คือภัยที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เอาอย่างหลวงตาพระมหาบัวน่ะ ในคืนวันที่ท่านมรณภาพน่ะ ตชด.พรึบ พระสงฆ์พรึบ ฟ้าหญิงองค์เล็กก็อยู่ด้วย นายแพทย์/พยาบาลอยู่ด้วยหมด ไม่มีใครรักษาเหรอ? อย่าพูดเลย, ดีที่สุดเขาหามาใส่ให้ท่าน, หมอเก่งที่สุดเขาหามารักษาท่าน แต่ท่านก็ยังต้องผ่านไปเมื่อความตายมาถึง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สาเหตุที่ต้องมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นบนโลกก็เพราะว่า ความเกิด ความแก่ และความตาย  พระองค์ก็จึงเกิดขึ้นมา อุบัติขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้  เพราะฉะนั้นเวลาคนที่จะตายส่วนใหญ่  พอตายไปแล้วนี่หรือกำลังใกล้จะตาย คนส่วนใหญ่จะมีความเศร้าโศก เพราะต้องสูญสิ้นจากสิ่งที่เรารักทั้งหมดเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องนี้ก็มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาล คือ พระเจ้าปเสนทิโกศลนั่นเอง  ในขณะนั้น ตอนช่วงท้ายสมัยพุทธกาลเป็นช่วงที่พระเจ้าปเสนทิโกศลมีอำนาจมาก  ได้ครองดินแดนทั่วชมพูทวีปทั้งหมด ไม่มีใครสามารถต้านทานพระองค์ได้  ก็มาถามพระพุทธเจ้าบอกว่า  “เอ๊ะ…กิจอันใดที่ควรกระทำในฐานะของความที่ได้เป็นราชามหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้แล้ว”  พระพุทธเจ้าก็ยกตัวอย่างถามกลับถึงเรื่องนี้ว่า <em>“ในที่นี้ถ้ามีภูเขาหิน”</em> ภูเขาหินยักษ์เลยเป็นหินแท่งเดียวกันหมด สูงใหญ่มาก เรียกว่า<em>“สูงเทียมฟ้า กลิ้งมาจากทั้ง 4 ทิศ ทางเหนือ ใต้ ออก ตก  กลิ้งเข้ามาบดปวงสัตว์ทั้งหลาย มาจากทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตกแล้วนี่    เมื่อมหาภัยอันร้ายกาจถึงขนาดนี้แล้วนี่ หลีกหนี เลี่ยงไม่ได้” </em> เหมือนอย่างบางครั้งเราชมภาพยนตร์บางเรื่องที่มีภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วมอะไรต่าง ๆ จนเราไม่มีที่จะหนีแล้ว คือไม่มีแผ่นดินจะให้ยืนแล้วน่ะ จนตรอกแล้วทำไง? <em>“ถ้าเกิดภัยพิบัติอย่างนั้นขึ้นพระองค์จะทำยังไง”</em>   พระพุทธเจ้าถาม  พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตอบในลักษณะที่ว่า “อู้หู&#8230;ถ้าภัยขนาดนี้เกิดขึ้นนะต่อให้เอากองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ พลเดินเท้าเอาไปรบก็สู้ไม่ได้ ต่อให้ใช้เวทมนต์ ใช้ทรัพย์ในการต่อสู้ คือเอาเงินยัดคู่ต่อสู้ให้แตกกันเช่นเขาจ้างกันล้มบอลอย่างนี้น่ะ ก็ยังสู้ไม่ได้  ถ้าเกิดภัยพิบัติขนาดนี้แล้ว ต้องรีบประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ สร้างกุศล บำเพ็ญบุญอยู่อย่างนี้  ถึงจะไม่เดือดร้อนใจเมื่อภัยนี้มาถึง”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จนตรอกขนาดนี้แล้ว ใครจะมานั่งโง่เฉย ๆ รอความตาย? ก็ต้องทำความดีซิ พระพุทธเจ้าก็บอกอย่างนี้เหมือนกันว่า <em>“ภัยที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตายเนี่ย มันคืบคลานเข้ามาทุกขณะ”</em> ลมหายใจที่เราหายใจเข้า หายใจออกอยู่ขณะนี้ทุกครั้งที่หายใจเข้า หายใจออก เราก็ใกล้ไปสู่ความตายเข้าไปทุกครั้ง ๆ เมื่อทางที่เรากำลังเดินไปอยู่นี้ ใกล้สั้นเข้าไปอยู่  ข้าพเจ้าต้องถามท่านผู้ฟังทุกท่านอย่างนี้ว่า คุณเดินอยู่ตามมรรคหรือเปล่า เดินอยู่ตามไปสู่หนทางแห่งความที่จะหลุดพ้นจากความตาย คือไปสู่หนทางที่เมื่อใกล้ถึงจุดที่จะตายแล้ว   เราก็ยังเป็นสุข  ไม่เป็นผู้ที่จะต้องร่ำไห้คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง คลั่งเพ้อ ……..  เมื่อบอกอย่างนี้กับพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้วเนี่ย   พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยืนยันรับรองว่า “โอ…เป็นความคิดที่ดีมาก ในเมื่อเราใกล้ความตายเข้าไปในทุกขณะ ๆ นี่  ควรที่จะประพฤติธรรม ประพฤติชอบ สร้างกุศล บำเพ็ญบุญ” คือไม่โง่อยู่เฉย ๆ รอความตาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีครั้งหนึ่งที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเองเนี่ยแหล่ะ  ได้พบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ คือ ในขณะนั้นพระเจ้าปเสนทินั้นกำลังทรงงานอยู่ในท้องพระโรง, ก็มี มหาอำมาตย์นำข่าวการทิวงคตคือตาย ของพระมเหสี มาแจ้งให้ทรงทราบ, คือพระนางมัลลิกาเทวีมเหสีของตัวเองน่ะ ตายเถอะ ว่างั้นน่ะ, พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เศร้าโศก เสียใจมาก เศร้าโศกเสียใจ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ขนาดที่เรียกว่า <em>“อาหารก็ไม่อยากรับประทาน แม้ร่างกายก็เศร้าหมองซูบผอม แม้การงานทั้งหลายก็หยุดชะงัก พวกอมิตร คือ ศตรู คือ พวกที่ไม่ชอบเรา เขาก็ดีใจ พวกมิตร คือ พวกที่ชอบเราเขาก็เสียใจ” </em>  เนื่องด้วยข้อนี้เป็นเหตุ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หรือเหมือนอย่างตอนที่จุณฑะสามเณรถือบาตรและจีวรของพระสารีบุตร วิ่งหน้าตาตื่นนำข่าวการปรินิพพานของพระสารีบุตรมาบอกกับพระผู้มีพระภาคเจ้า  ในขณะนั้นพระอานนท์ก็อยู่ด้วย ก็ก่อนการที่พระพุทธเจ้าละสังขารเล็กน้อยนั่นแหล่ะ, พระอานนท์ก็ร้องไห้เสียใจมากที่พระสารีบุตรนี่ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา  ผู้มีปัญญามาก ได้กระทำกาลกาละ คือ ปรินิพพานแล้ว  ที่ท่านพระอานนท์เสียใจเป็นอย่างมาก ก็เพราะได้เคยอาศัยพระสารีบุตรนี่แหล่ะในเรื่องของธรรม  พระพุทธเจ้าก็บอกว่า “<em>อย่าเสียใจไปเลยอานนท์”</em>  พระอานนท์ก็บอกว่าจะไม่ให้เสียใจได้อย่างไร  คือพระอานนท์จริง ๆ กล่าวอย่างนี้ว่า “สำหรับตัวข้าพระองค์นี่พระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอน   ชี้แจงให้รู้ ให้เห็น ชี้ชวนให้รับเอาไปปฏิบัติ  ให้กล้าในการทำ   ให้พอใจในการทำ  เป็นผู้ไม่เหน็ดเหนื่อยในการแสดงธรรม   เป็นผู้อนุเคราะห์แก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย พวกข้าพระองค์ทั้งหลายยังตามระลึกโอชะอันเกิดแต่ธรรม  โภคะอันเป็นธรรม การอนุเคราะห์ด้วยธรรมของท่านพระสารีบุตรนั้นอยู่ได้”  ว่าอย่างนั้น พอพระอานนท์กล่าวอย่างนี้ก็ใช้เหตุผลอันนี้แหละ  ในการที่ตามระลึกถึง คือ คิดถึงท่านสารีบุตรอยู่  จึงมีความเศร้าโศกเสียใจโดยข้อนี้เป็นเหตุ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี่แหล่ะความตายมันเป็นทุกข์อย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงคิดหาวิธีแก้ตายน่ะ  ท่านผู้ฟังรู้มั๊ยว่าตอนที่พระพุทธเจ้าของเรานี่ก่อนออกผนวช คือยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ยังเป็นเจ้าชายอยู่ในปราสาทราชวัง  มีความคิดบอกว่า  เอ๊ะ&#8230;เราได้เห็นคนอื่นทั้งเจ็บ ทั้งตายมาแล้ว  ตัวเราเองก็ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องป่วย  คนที่อยู่ในรั้วในวังทั้งหลาย ประชาชนชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเค้าก็รู้สึกขยะแขยง เกลียดชังต่อการที่ต้องเจ็บ ต้องตาย  เอ๊ะ&#8230;แล้วตัวเองก็ต้องเจ็บ ต้องตาย  แล้วมาขยะแขยงเกลียดชังอย่างงี้ ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าท่า ไม่แก้ปัญหา ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแล้วไม่ทำการแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง เห็นปัญหาอยู่แล้วไม่แก้ไขก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นนะสิ  พระพุทธเจ้าจึงคิดว่า เอ๊ะ&#8230;อันนี้ไม่ถูก เราต้องหาทางแก้ปัญหานี้ คือ ปัญหาของความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร  คิดหาวิธีการอยู่ …  ในที่สบายอย่างเช่น ในปราสาทราชวังก็หาไม่เจอ  รู้สึกว่าคงจะต้องไปหาข้างนอกวัง จึงได้ออกบวชค้นหาแต่สิ่งที่เป็นกุศลประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งอื่น หาอยู่สิ่งไหนไม่แก่ ไม่ตาย มีมั๊ย จะเอาสิ่งไม่แก่ ไม่ตาย สิ่งไหนไม่แก่ไม่ตาย หาอยู่  จนกระทั่งสุดท้ายไปพบวิธีการที่ไม่แก่ ไม่ตายได้  นั่นคือพบอริยมรรคมีองค์ 8  คือหนทางที่ไปสู่ความไม่แก่ ไม่ตาย  หนทางที่ไปสู่ความดับแห่งทุกข์ทั้งหมดจนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พอตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว คือคนเป็นพระอรหันต์ เนี่ย&#8230;เค้าไม่ได้ต้องการว่าให้คนอื่นมารับรองว่าคุณเป็นพระอรหันต์นะ   คือถ้าสมณโคดมตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า ไหนจะต้องมีพราหมณ์สักองค์ใดองค์หนึ่ง มีพรหมหรือใครคนใดคนหนึ่ง มารับรองการตรัสรู้นั้นว่า  “โอ…ถูก ๆๆ ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วเนี่ย เป็นสัมมาสัมพุทธะล่ะ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง  ท่านถูกแล้ว ๆ เป็นพระอรหันต์แล้ว” คนที่เป็นพระอรหันต์ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ไม่ได้ต้องการให้ใครมายกย่อง ไม่ต้องการให้ใครให้มารับรองความเป็นสัมมาสัมพุทธะ หรือความเป็นพระอรหันต์ของท่านเลย  เพราะมันรู้อยู่ในใจแล้วว่า เราจะไม่ไปเกิด ว่าเราไม่ไปแก่ ไม่ไปตาย  เพราะว่าสาเหตุของความแก่ ความตาย คือความเกิด  ถ้าเราไม่เกิดก็ไม่แก่ ไม่ตาย  สาเหตุของความเกิดก็คือภพ ถ้าเราไม่มีภพ ก็ไม่มีการเกิด ไล่ไป ไล่ไป พระพุทธเจ้าค้นคว้าหาจนกระทั่งเรียกว่าสิ่งที่เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ทั้งหมดมาจากอวิชชา  พอรื้อถอนอวิชชาได้หมด กำจัดตัณหาได้หมดก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความแก่ ความตาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ว่าร่างกายที่ยังอยู่นี้พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นเวลามันตายทั้งยืนต้น คือไม่ได้ตายเพราะถูกโค่นเนี่ย, ต้นไม้ใหญ่เวลาตายแบบนี้แล้ว กิ่งไม้ แก่นไม้ที่ยังเหลืออยู่มันก็รอเวลาที่มันจะหักโค่นไปเท่านั้นเอง  แต่ตัวต้นไม้ตายแล้ว เปรียบเหมือนกิเลสของพระองค์พอตายแล้ว ไม่มีความยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว  กายนี้ก็ยังดำรงอยู่เพียงไรก็เห็นแค่เพียงนั้น  พอกายนี้ถึงกาลแตกสลายไปก็คือจบ ไม่เห็นอีก จบไป  เหมือนกันพระองค์ก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรองความเป็นสัมมาสัมพุทธะ มารับรองความเป็นพระอรหันต์ของพระองค์ รู้เอง เห็นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการจะแก้ปัญหาของชาวมนุษยโลกนั้น ก็คือเรื่องของความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะทำยังไงให้ชาวโลกเนี่ย เมื่อเวลา ถึงใกล้เวลาความตาย หรือพบกับคนที่ตาย คนที่เรารักตายลง หรือตัวเองจะตายลง <em>“ไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้องร่ำไห้ ไม่ต้องคร่ำครวญ ไม่ต้องทุบอก ชกตัว ไม่ต้องถึงความเป็นผู้งุนงง คลั่งเพ้อ”</em>  ก็พยายามที่จะนึกถึงคนที่พอจะมีปัญญาเข้าใจปฏิบัติตามได้ในวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้  ก็คิดว่า คงจะไม่มีใครที่พอจะเข้าใจได้ เพราะ วิธีการของพระองค์นั้นค่อนข้างแหวกแนวกว่าที่มีอยู่ในสมัยนั้น คือเป็นธรรมที่ลึกซึ้งมาก. คิดพิจารณาไปนึกไป นึกไป ก็นึกถึง อาฬารดาบสกาลามโคตร แต่ก็ได้ทำกาละลงแล้ว ตายไปแล้ว นึกไปอีก ก็นึกถึง อุทกดาบส ก็ตายไปแล้ว  สุดท้ายมานึกถึง พวก 5 คน คือ ปัญจวัคคีย์ นึกถึงแล้วก็จะไป แสดงวิธีแก้ปัญหา คือแสดงธรรมให้เขาฟัง, พวกปัญจวัคคีย์นั้นก็ไม่ยอมฟัง คือไม่สนใจ ต้องพูดกันอยู่ 3 รอบ 3 รอบ 4 รอบ จนกว่าจะฟัง ฟังแล้วเทศน์จนคอแหบคอแห้ง กว่าจะได้บรรลุ  หนำซ้ำบรรลุองค์เดียว  แล้วยังได้ขั้นต่ำสุดอีกต่างหาก คือ เป็นโสดาบันแค่นั้นเอง ต้องสอน ต้องติวเข้มอะไรจนกระทั่งอีกหลายวัน จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด 5 รูป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งหมดที่ทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย  ไม่ใช่ทำเพราะต้องให้ใครมารับรองว่าพระองค์เป็นพระอรหันต์ หรือต้องการให้ใครมารับรองว่าเป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พอคนที่เค้ารู้แล้ว เห็นแล้ว เค้าเห็นได้ เค้ารู้ได้ด้วยตัวเอง  อัญญาโกณฑัญญะก็ตาม ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดนี่ รู้ได้ด้วยตัวเองว่า เราไม่ได้มีความเกิด เราเป็นผู้ที่พ้นแล้วจากความทุกข์ทั้งมวล  กายนี้ก็อยู่แค่นั้นเอง แต่ทำประโยชน์ให้โลก ให้ลูกศิษย์ลูกหาไปเท่านั้นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พอพระพุทธเจ้าค้นพบวิธีการที่จะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ค้นพบทางแก้ปัญหาแล้ว ก็เทศน์บอกสอนแก่ภิกษุทั้งหลายไป บอกสอนแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลที่พบกับความทุกข์ คือความเศร้าโศก เสียใจ ในการที่ภรรยา คือมเหสีของตัวเองตายลง ทำกาละลง ทิวงคตลง บอกกับพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างนี้ว่า คนที่ไม่เคยฟังธรรม ไม่เคยสดับรับฟังธรรม ไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม ไม่ได้ปฏิบัติธรรม <em>“เมื่อพบกับสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแล้วสิ่งนั้นแก่ไป เค้าย่อมเศร้าโศกร่ำไห้ คร่ำครวญทุบอกชกตัวเอง ถึงความเป็นผู้งุนงง หลงใหล”</em>  อันนี้คนที่ไม่ได้ฟังธรรมเนี่ยจะถูกสิ่งนี้เสียดแทง เหมือนถูกลูกศร คือ ความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตนให้เดือดร้อน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ถ้าเราสามารถพิจารณาได้อย่างนี้ว่า <em>“มีสิ่งอยู่ 5 อย่าง มีของอยู่ 5 อย่าง ที่ว่าไม่ว่าใครในโลกจะเป็นเทวดา มนุษย์ สมณะพราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจจะได้ คือ ของที่มีความแก่เป็นธรรมดา บอกว่าอย่าได้แก่เลย ของที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา บอกว่าอย่าได้เจ็บไข้เลย ของที่มีความตายเป็นธรรมดา บอกว่าอย่าได้ตายเลย ของที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของเรา อย่าได้สิ้นเลย ของที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเรา อย่าได้ฉิบหายไปเลย 5 อย่างอย่างนี้  ไม่ว่าเทวดา มนุษย์ สมณะพราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจจะได้”</em> เราไปบวงสรวงเลย  เทพ เทวดา บอกว่าสิ่งนี้อย่าแตกเลย สิ่งอย่าทำลายเลย สิ่งนี้อย่าฉิบหายเลย ข้าพเจ้าจะบอกให้เทวดาองค์นั้นเค้าก็ไม่ได้นะ เค้าไม่ได้ เพราะว่าสิ่งของที่มันจะต้องแตก ต้องฉิบหาย ต้องเสียไป  ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ยศ เงิน หรือทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่ฉิบหายไป ไม่แตกไป ไม่หายไป ไม่สิ้นไปไม่มีหรอก  ตัวเทวดาเองที่เราไปบนบานศาลกล่าวเค้าก็ยังต้องแตกไป สิ้นไป หายไปเลย พรหมเหรอเหมือนกัน สมณะพราหมณ์พระเหรอเหมือนกัน  มาขอพระ บอกขอในสิ่งนี้อย่าเสียไปเลย พระชีวิตตัวเองก็ยังรักษาไม่ได้เลย  จะมาพูดอะไรว่าสิ่งนั้นอย่าฉิบหายไปเลย  พระพุทธเจ้าบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างนี้บอกว่า ของ 5 อย่างนี้แหละ อันสมณะเทวดา มนุษย์ สมณ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่อาจจะได้  เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้แล้ว พิจารณาอยู่อย่างนี้แล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ก็ให้พิจารณาต่อไปว่า<em> “ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้  อันใคร ๆ ย่อมไม่ได้เพราะการเศร้าโศก เพราะการคร่ำครวญ คนที่ไม่ชอบเรา คนที่เป็นอมิตรกะเรา พอทราบว่าเราเศร้าโศกแล้วเป็นทุกข์แล้ว เขาย่อมดีใจ”</em> เมื่อใดก็ตามคนที่เป็นบัณฑิตเคยฟังธรรม รู้ธรรม นั่งสมาธิ เคยปฏิบัติมาก่อน <em>“พิจารณารู้เนื้อความไม่หวั่นไหวอันตรายทั้งหมดทั้งคราวนี้แล้ว  เห็นลักษณะ 5 ประการที่ไม่ว่าใคร ๆในโลก”</em> เทวดาตนไหน พรหมองค์ไหน พระรูปไหนก็แล้วแต่ ราชามหากษัตริย์องค์ไหนก็แล้วแต่ <em>“จะไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้ เราก็ไม่ได้เหมือนกัน เมื่อทราบความต้องการอย่างนี้อันผู้อื่นหรือเราก็ไม่ได้แล้วก็ไม่ควรเศร้าโศกไม่ควรเสียใจ ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาด  ว่าบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่.” </em> พิจารณาแค่นี้เอง ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาด ว่าบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ อย่าเศร้าโศก อย่าเสียใจ อย่าร่ำไห้ คนอื่นไม่ได้ เราก็ไม่ได้เหมือนกัน เราไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน สิ่งใดที่มีความแก่ ความเจ็บ  ความตาย ความสิ้นไป ความแตกสลายไปเป็นธรรมดาเราไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน  เห็นอย่างนี้แล้วก็ตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาด อย่าเศร้าโศกต่อไป ให้รู้ว่าบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ นี่คือข้อความที่บอกกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ไม่ต้องเสียใจในการตายไป ในการทำกาละของพระมเหสี คือ พระนางมัลลิกาเทวี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แล้วที่พระพุทธเจ้าได้บอกกับพระอานนท์ถึงเรื่องว่า พระสารีบุตรปรินิพพานไปแล้ว อย่าเสียใจไปเลย พระพุทธเจ้าก็ได้บอกว่า “<em>สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว อันอาศัยปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความชำรุดเป็นไปเป็นธรรมดา เราขอ เราหวังว่าสิ่งนั้นอย่าได้ชำรุดไปเลยดังนี้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่เป็นไปไม่ได้” </em> คือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขอสิ่งที่มันต้องแตกเป็นธรรมดา เสียหายเป็นธรรมดา มีปัจจัยปรุงแต่ง  บอกว่าอย่าเปลี่ยนแปลงไปเลย… มันไม่ได้  บอกกับพระอานนท์อย่างนี้  และก็เป็นข้อความเดียวกันที่บอกกับพระอานนท์เหมือนกันตอนที่พระองค์ได้ละสังขาร 3 เดือนก่อนปรินิพพานบอกว่า  <em>“สิ่งใดเกิดขี้นแล้วเป็นแล้ว อาศัยปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ไม่ต้องการให้มันเป็นไปอย่างนั้นเนี่ยเป็นไปไม่ได้ เป็นฐานะที่เป็นไปไม่ได้… เมื่อบัณฑิตพิจารณารู้เนื้อความนี้แล้วก็อย่าเศร้าโศก”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้าพเจ้าเข้าใจพระอานนท์น่ะ ว่าทำไมพระอานนท์ถึงเศร้าโศกในการจากไปของท่านพระสารีบุตร  เพราะว่าพระอรหันต์ทุกองค์เนี่ยไม่ใช่ว่าพอตัวเองบรรลุอรหันต์แล้วเนี่ย จะกล่าวสอน บอกสอนธรรมะทุกรูปนะ  อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะนี่หลังจากที่ตรัสรู้ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ก็ไม่ได้บอกสอนใครเลย มีสามเณรที่คอยอุปัฎฐากอยู่รูปเดียวที่ตัวเองบอกสอน  แล้วตัวเองไปไหน ก็ไปอยู่ป่า เป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัด  ไม่สอนใคร ไม่บอกใคร  นิ่งอยู่เฉย ๆ คนเดียว  ถามท่าน ท่านก็ไม่พูด หรือพูดนิดเดียว เป็นผู้ยินดีในการหลีกเร้น เป็นผู้ขวนขวายน้อย เป็นผู้ทรงผ้าบังสกุลตลอดชีวิต  พระอัญญาโกณฑัญญะก็ไม่ได้บอกสอนใคร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ในกรณีของพระสารีบุตรนี่เป็นผู้ที่ <em>“กล่าวสอน ชี้แจง ชักชวนให้รับเอาธรรมะไปปฏิบัติ ให้กล้าหาญ แกล้วกล้าในการทำ เป็นสาวกผู้ที่ฉลาด เป็นผู้ชักจูงใจได้ เป็นผู้แกล้วกล้า ลุธรรมเป็นเครื่องเกษมจากโยคะ สามารถบอกสอนพระสัทธรรม ข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกให้สงบราบคาบโดยธรรม  แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้”</em>  นี่คือคุณสมบัติของพระสารีบุตร……  โอยย&#8230;พระพุทธเจ้ายกย่องพระสารีบุตรมากอยู่แล้วล่ะ  ก็จึงต้องการให้เห็นความแตกต่างว่า  พระอรหันต์บางรูปก็ไม่ได้แสดงธรรม บางท่านบางรูปก็แสดงธรรม  ทำประโยชน์แก่ชาติ บ้านเมือง ทำประโยชน์แก่พระศาสนา ธรรมะวินัย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี่ก็มีคนระลึกถึง  ตามระลึกถึงเหมือนตัวอย่างกับพระสารีบุตรเป็นต้น  ที่พระอานนท์ยังระลึกถึงอยู่  ซึ่งอุปมา อุปมัยตรงนี้พระพุทธเจ้าเคยยกตัวอย่างของเปรียบเทียบไว้กับม้า  เรื่องของม้า คือ ม้า 2 ตัว ทั้ง 2 ตัว ใช้งานได้ดี ตัวที่ 1 สมบูรณ์ด้วยสีผิว สมบูรณ์ด้วยรูปร่าง  ตัวที่ 2 สีผิวไม่งาม รูปร่างไม่งาม แต่ทั้ง 2 ตัว ใช้งานได้ดี  เปรียบเหมือน ภิกษุ 2 รูป เป็น พระอรหันต์ทั้งคู่, รูปแรกมีปัจจัย 4 มาก  แล้วก็เมื่อถูกถามปัญหาอภิธรรม อภิวินัยก็สามารถตอบได้ พยากรณ์ได้ อันนี้เปรียบกับม้าที่ใช้งานได้ดี แล้วก็มีสีผิวดี, รูปร่างดี, ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่ง เป็นพระอรหันต์ก็จริง แต่มีปัจจัย 4 น้อย หรือว่าเมื่อถูกถามปัญหาอภิธรรม อภิวินัยก็ไม่สามารถตอบได้  แต่ตัวเองนั้นรู้ธรรม เห็นธรรม เป็น พระอรหันต์ เปรียบเหมือนกับมันที่ใช้งานได้ดี แต่สีผิวและรูปร่างอาจจะไม่สมบูรณ์นั้นเอง. ดังนั้นท่านพระอานนท์มีความรู้สึกระลึกถึงพระสารีบุตรด้วยกรณีที่เหมือนกับม้าอาชาไนยสมบูรณ์แบบนี่เอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระพุทธเจ้าก็ถามพระอานนท์ต่อบอกว่าพระสารีบุตรที่จากไปแล้วเนี่ย … ปรินิพพานเนี่ยได้เอาศีล เอาสมาธิ เอาปัญญาไปด้วยหรือเปล่า  พระอานนท์ก็บอกไม่ได้เอาไป พระสารีบุตรก็ ปรินิพพานไปเฉย ๆ ร่างกายนี้ก็แตกดับไป  จิตไม่มีเชื้อ  ก็ไม่ไปเกิดใหม่  แต่ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ได้เอาไปด้วย      วิมุติ วิมุติญาณทัศนะก็ไม่ได้เอาไปด้วย  พระพุทธเจ้าจึงสรุปให้ฟังว่า เอ้าก็ดีแล้วนี่ ถ้าไม่ได้เอาศีลไปด้วย ไม่ได้เอาสมาธิ ไม่ได้เอาปัญญาไปด้วย  เราก็ไม่ควรเสียใจเพราะศีลก็อยู่กับเรา สมาธิก็อยู่กับเรา  ปัญญาก็อยู่กับเรา  ถ้าเราปฏิบัติตามมรรค ปฏิบัติตามสิกขา 3 อย่างนี้ เราจะทำให้แจ้งซึ่งวิชชาและวิมุติได้  เมื่อเราทำให้แจ้งซึ่งวิชาและวิมุติได้  เราก็พ้นจากความทุกข์ได้  ไม่จำเป็นต้องเสียใจ เศร้าโศกด้วยเหตุนี้เลย  พระพุทธเจ้าสรุปให้พระอานนท์ฟังอย่างนี้  แล้วก็ยังบอกพระอานนท์ต่อบอกว่า <em> “เพราะฉะนั้นพวกเธอทั้งหลาย   จงมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย จงมีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย” </em>  แล้วก็ได้อธิบายความเป็นสรณะด้วยเรื่องของสติปัฏฐานทั้ง 4</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การที่เรามีลมหายใจเข้า ลมหายใจออกสังเกตอยู่ รู้อยู่ มีสติอยู่นั่นแหละ คือ มีสติปัฏฐาน 4 อยู่ในตัวเราแล้ว  คนที่เป็นอย่างนี้ก็ชื่อว่ามีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ เอาธรรมะเป็นประทีป เอาธรรมะเป็นสรณะ ครูบาอาจารย์เอย หรือว่าจะใครก็แล้วแต่เถอะ ไม่ว่าจะครูบาอาจารย์ พ่อ แม่ ราชา มหากษัตริย์ ทุกคน ๆ ก็ต้องล่วงหล่นกันไปตามเวลาของตน ๆ   จะไม่มีใครอยู่ได้ตลอดกาล  แม้พระพุทธเจ้าก็ล่วงหล่นไปแล้ว ผ่านไปแล้ว เลยมาแล้ว  แต่ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า หรือ เหล่าอัครสาวก เหล่าอรหันตสาวกในสมัยพุทธกาล  หรือว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ในบัดนี้   ที่ผ่านไปแล้ว เลยไปแล้ว  ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ได้เอาศีล ไม่ได้เอาสมาธิ ไม่ได้เอาปัญญา ไม่ได้เอามรรคไปด้วยกับท่าน คำสอนเหล่านั้นยังอยู่ คำสอนที่ยังอยู่เหล่านี้แหละ จะเป็นสรณะ  เป็นที่พึ่งพิง  เป็นที่ใช้ให้เราตั้งอยู่ในกุศลธรรมได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นกัณฑ์เทศน์ที่บูชาพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด  ธรรมใดที่ท่านรู้แล้วเห็นแล้ว ธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ท่านรู้เอง เห็นเอง  เรายกย่องท่าน ระลึกถึงท่านในฐานะที่ท่าน <em>“เป็นผู้แกล้วกล้าในการแสดงธรรม ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นผู้อนุเคราะห์แก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย  พวกเราทั้งหลายยังคงตามระลึกถึงโอชะอันเกิดแห่งธรรม โภคะอันเป็นธรรม และการอนุเคราะห์ด้วยธรรมของท่านอยู่  ท่านนั้นยังเป็นผู้ฉลาด เป็นผู้จูงใจได้ เป็นผู้แกล้วกล้า ลุธรรมอันเป็นเครื่องเกษมจากโยคะ สามารถบอกสอนสัทธรรม  สามารถข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกที่บังเกิดแล้วให้สงบราบคาบโดยธรรม  แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ธรรมรับอรุณในวันนี้จึงจะขอสรุปไว้ด้วยพุทธวจนบทนี้ว่า  <em>“ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจะต้องมีตนเป็นประทีบ มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เธอผู้ใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา เธอผู้นั้นจะเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด”  …  “พวกเธอทั้งหลายจงมีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด เธอผู้ใดในธรรมะวินัยนี้เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วจักละชาติ สงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” </em></p>
<p>&nbsp;</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2012/02/08/luangta-55/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2012/02/08/luangta-55/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.archive.org/download/1201a/1201a0125we.mp3" length="0" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เชิญชวนให้มาหลีกเร้น</title>
		<link>http://puredhamma.com/2012/01/06/summer-sr-2012/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2012/01/06/summer-sr-2012/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2012 15:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต ดร. สะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[หลีกเร้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=787</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://puredhamma.com/2012/01/06/summer-sr-2012/" title="เชิญชวนให้มาหลีกเร้น"><img src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2012/01/Summer-2012-SR-150x150.png" alt="การหลีกเร้นประจำ ปิดการเรียนภาคฤดูร้อน ปี 2555" class="thumbnail " /></a>เอาข้อมูลในเว็ปหลวงพ่อมา share ที่นี่ หาข้อมูลเรื่องการหลีกเร้นได้เพิ่มเติมที่ http://luangpordoctor.com/7days-retreat/]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_788" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><img class="size-medium wp-image-788" title="Summer 2012 SR" src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2012/01/Summer-2012-SR-600x418.png" alt="" width="600" height="418" /><p class="wp-caption-text">การหลีกเร้นประจำ ปิดการเรียนภาคฤดูร้อน ปี 2555</p></div>
<p>เอาข้อมูลใน<a href="http://wp.me/pgB5V-ce">เว็ปหลวงพ่อ</a>มา share ที่นี่</p>
<p>หาข้อมูลเรื่องการหลีกเร้นได้เพิ่มเติมที่ <a href="http://luangpordoctor.com/7days-retreat/">http://luangpordoctor.com/7days-retreat/</a></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2012/01/06/summer-sr-2012/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2012/01/06/summer-sr-2012/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขอต่ออายุ</title>
		<link>http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2011 14:12:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reflection]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต อานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=658</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/" title="ขอต่ออายุ"><img src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/06/Unknown1-150x150.jpg" alt="ขอต่ออายุ" class="thumbnail " /></a>การขอต่ออายุ เป็นส่ิงที่ทำได้หรือไม่​? ทำไมพระอานนท์ ถึงได้ขอให้ พระพุทธเจ้า ดำรงธาตุขันธ์นี้ให้อยู่ต่อ ครบ 1 กัป? [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การขอต่ออายุ เป็นส่ิงที่ทำได้หรือไม่​? ทำไมพระอานนท์ ถึงได้ขอให้ พระพุทธเจ้า ดำรงธาตุขันธ์นี้ให้อยู่ต่อ ครบ 1 กัป?</p>
<p>แต่ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า &#8220;ความปรารถนาที่ว่า ขอให้ส่ิงที่เสื่อมไปเป็นธรรมดา อย่างเสี่อมไปเลยนั้นเป็น ฐานะที่เป็นไปไม่ได้&#8221;</p>
<p>ดูๆ ไปแล้ว เหมือนการกระทำของพระอานนท์ จะขัดกันกับที่ พระพุทธเจ้า สอน</p>
<p>อาจจะมีผู้ที่ศึกษา พุทธวัจน์ แล้วมีความเข้าใจไปในลักษณะนี้ได้</p>
<p>เรื่องนี้ถ้าเราเข้าไปดูในลำดับขั้นตอนของการที่ พระพุทธเจ้า มีสติสัมปัชชัญญะปลงอายุสังขาร . เรื่องราวมีดังนี้คือ</p>
<p>เรื่องราวในเบื้องต้นคือ</p>
<ul>
<li>พระพุทธเจ้า ตรัสว่า การเจริญอิทธิบาท 4 เป็น เหตุ ให้ได้ผลคือมีอายุได้ 1 กัป (1 กัป มีอายุกี่ปีกันแน่ ให้อ่านต่อไป) อย่างนี้ 3 รอบ, พระอานนท์ น่ิงอยู่ทั้ง 3 รอบ</li>
<li>จึงให้อานนท์ไปพัก. คือต่างรูปต่างนั่งพักแยกกัน</li>
<li>จากนั้น มารก็เข้ามาอาราธนาให้ พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน</li>
<li>พระพุทธเจ้า บอกมารว่า จะ ปรินิพพานในไม่ช้า (โดยกำหนดลงตายตัวว่า 3 เดือน)</li>
<li>เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขี้น</li>
</ul>
<ul>
<li>พระอานนท์ เข้ามา หา กล่าวถึงเรื่อง แผ่นดินไหว</li>
<li>พระพุทธเจ้า ตรัสถึงเหตุแห่งแผ่นดินไหว และ เรื่องอื่นๆอีก (เช่น วิโมกข์8 ฯลฯ)</li>
<li>และเล่าให้ พระอานนท์ ฟังถึงบทสนทนากับมาเมื่อสักครู่ และ รับคำว่าจะปรินิพพานในไม่ช้า</li>
</ul>
<p>ต่อไปนี้คือตอนนี้ตอนสำคัญ ที่ต้องวิเคราะห์ให้ดี</p>
<ol>
<li>พอ พระอานนท์ ทราบแล้วว่า พระพุทธเจ้า จะปรินิพพานใน 3 เดือน ก็ เลย &#8220;ขอ&#8221; ให้ พระพุทธเจ้า ดำรงชีวิตอยู่ 1 กัป.</li>
<li>ทำอย่างนี้ 3 รอบ, พระพุทธเจ้า ปฏิเสธทั้ง 3 รอบ, หลังจากรอบที่ 3</li>
<li>พระพุทธเจ้า ถามพระอานนท์ว่า &#8220;เธอเชื่อในการตรัสรู้ของเราเหรอ?&#8221; พระอานนท์ตอบว่า &#8220;เชื่อ&#8221;, &#8221;เชื่อแล้วทำไมยังต้องคาดคั้นจากเราถึง 3 รอบเล่า&#8221; พระพุทธเจ้า ถามต่อ</li>
<li>พระอานนท์ให้เหตุผลเรื่อง &#8220;การเจริญอิทธิบาท4 เป็นเหตุให้มีอายุได้ 1 กัป&#8221; ที่เป็น พุทธวัจน์</li>
<li>พระพุทธเจ้า ถามพระอานนท์ว่า &#8221;เธอเชื่อเหรอ?&#8221; พระอานนท์ตอบว่า &#8220;เชื่อ&#8221; (เกี่ยวกับเรื่องอิทธิบาท4),</li>
<li>&#8220;เชื่อแล้วทำไมเธอไม่ขอตั้งแต่ตอนนั้นเล่า&#8221; พระพุทธเจ้า ถาม &#8230; เรื่องราวยังมีต่อไป ฯลฯ</li>
</ol>
<p>ประเด็นคือตรงนี้ว่า</p>
<ul>
<li>ในข้อที่ 3. ทำไมอยู่กันมาตั้งนาน ไม่เคยถาม พระอานนท์ว่า &#8220;เชื่อในการตรัสรู้ของเราเหรอ&#8221; แล้วถึงมาถามตอนนี้ . พระอานนท์ตอนนั้น เป็น โสดาบันแล้วน่ะ มีศรัทธา 100% แน่นอน.</li>
</ul>
<p>อันนี้ตอบได้ง่ายๆ ภาษาชาวบ้านเลยก็ได้ว่า &#8220;ถ้าเชื่อว่าสังขารไม่เที่ยงแล้วล่ะก็ไม่ควรขอ แต่ควรเข้าใจว่าตัวเราต้องปล่อยวาง&#8221; คือไม่ต้อง &#8220;ขอ&#8221; ให้ &#8220;ส่ิงอื่น&#8221; ไม่เปลี่ยนแปลง แต่แก้ที่จิตเราเองโดยการเข้าใจสภาพและ &#8220;ปล่อยวาง&#8221;</p>
<p>จริงๆ แล้ว ก็เมื่อ 7-8 เดือนที่แล้วพระสารีบุตรก็พึ่งปรินิพพานไป พระพุทธเจ้า ก็บอกแล้วว่า &#8220;อานนท์! ข้อนั้น จักได้มาแต่ไหนเล่า ? สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วเป็นแล้ว อันปัจจัยปรุงแล้ว มีความชำรุดไปเป็นธรรมดา สิ่งนั้นอย่าชำรุดไปเลยดังนี้. ข้อนั้น ย่อมเป็นฐานะที่มีไม่ได้&#8221;</p>
<p>ประเด็นถัดมาคือ</p>
<ul>
<li>ในข้อที่ 5. ทำไมต้องถามด้วยว่าเชื่อหรือว่า อิทธิบาท4ทำให้อายุมี 1 กัป?</li>
</ul>
<p>อันนี้คิดว่า มี 2 นัยยะ, นัยยะแรกคือ ตัว ท่าน พระอานนท์เองก็ยังไม่สามารถทำได้ คือ ยังไม่ได้ตรวจสอบเรื่องการเจริญอิทธิบาท 4 ว่าทำแล้วอายุจะได้ ่1 กัปจริง  จึงต้องทบทวนกับ พระอานนท์ให้แน่ใจ (หมายถึง พระพุทธเจ้า ถามย้ำ กับ พระอานนท์ ทั้งๆที พระอานนท์ก็ quote พุทธวัจน์ แล้วน่ะนั่นน่ะ)</p>
<p>นัยยะ ที่ 2 คือ &#8220;ต้องการให้ พระอานนท์​ &#8220;ขอ&#8221; ให้ถูกต้องตามระบบ&#8221; คือ ขอให้ พระองค์เจริญ อิทธิบาท 4 มากกว่าที่จะขอผล คือ ให้มีอายุ 1 กัป. . ถ้า พระอานนท์ พูดว่า &#8220;ขอให้พระองค์เจริญอิทธิบาท4&#8243; ในตอนนั้น แทนที่จะบอกว่า &#8220;ขอให้มีอายุ 1 กัป&#8221; . การถามตรงของ พระพุทธเจ้า ที่ว่า &#8220;อานนท์เธอเชื่อเหรอ&#8221; ก็ไม่ต้องเกิดขึ้น</p>
<p>ประเด็นที่ 3 คือ</p>
<ul>
<li>อายุไข 1 กัป นั้น เท่าไหรกันแน่?</li>
</ul>
<p>ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;กัป&#8221; นั้นหมายถึง ช่วงชีวิต.</p>
<p>ช่วงชีวิตของมนุษย์ในสมัยนี้ ก็ประมาณ 100ปี ที่เกินกว่านั้นก็มี น้อยกว่านั้นก็มี แต่ประมาณได้ 100 ปี &lt;== อันนี้มี พุทธวัจน์ ยืนยันไว้ ว่า &#8220;ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี บางทีก็มีชีวิตอยู่น้อยกว่าบ้าง มากกว่าบ้าง&#8221;</p>
<p>ช่วงชีวิตมนุษย์ของมนุษย์ในสมัยอื่นๆ ก็ไม่เท่ากัน 250 ปี ก็มี, 500 ปีก็มี 8หมื่นปี ก็มี, เพราะฉะนั้น ช่วงชีวิตมนุษย์ของที่อยู่ในสมัยเดียวกันแต่ล่ะคนก็ไม่เท่ากันแน่ &#8220;ในแต่ละบุคคล​&#8221; คือ สมัยที่มนุษย์มีอายุ 100 ปี นี้ บางคน อาจจะมี อายุ 1 กัป = 102 ปี. คนอื่น 1 กัป อาจจะ เท่ากับ 94 ปี. อีกคนหนึ่ง 1 กัป อาจจะเท่ากับ 83 ปี เป็นต้น</p>
<p>ช่วงชีวิต ของ ดวงดาว ต่างๆ ก็ไม่เท่ากัน แต่จะกำหนดเป็นปี นั้นคงยาก เพราะ 1 ปี คืออาศัยที่ โลก โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ. แต่ว่า ในแต่ละสมัย การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก ก็ไม่เท่ากัน &lt;== อันนี้ก็เป็น พุทธวัจน์ ที่เคยบอกว่า มีการเปลี่ยนแปลง &#8220;ปริวัตร&#8221; ของโลก รอบดวงอาทิตย์ ตามความแปรผันกับกุศลธรรมโดยรวมของคนในสมัยนั้น</p>
<p>ประเด็นที่ 4 คือ</p>
<ul>
<li>ทำไม พระพุทธเจ้า ต้องปรินิพพาน ก่อน ครบช่วงอายุไข? ทำไมการจะปรินิพพาต้องให้ใครมาขอ หรือใครมาต่อ.</li>
</ul>
<p>นัยยะทั่วๆไปที่เข้าใจกันก็คือ พระอานนท์ถูกมารดลใจ. ซื่งอันนี้ไม่ใช่ พุทธวัจน์ อย่างไรก็ตามก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้</p>
<p>ตามความเข้าใจ ของผู้เขียนก็คือ &#8220;ความแก่หง่อม&#8221; คือแก่แบบ ทุลักทุเล แก่แบบต้องพยุงให้ลุกให้เดิน ต้องนอนจมกองมูตร/คูต ของตน แบบ แก่หง่อม ทำอะไรไม่ได้ &lt;== ความแก่หง่อมนี้ เกิดแน่ ถ้าอายุเกิน 80 ปี หรือ เข้าใกล้ 1 กัป. จะเป็น ภาพที่ไม่ค่อยหน้าดูเท่าไหรน่ะ. แก่หง่อมเลยล่ะ</p>
<p>ตัวอย่างอันนี้ก็มีในสมัย ปัจจุบัน อย่างเช่น &#8220;หลวงตามหาบัว&#8221; ท่านบอกว่า ท่านจะมรณภาพตั่งแต่ ตอนที่ท่านอายุ 80 ปีแล้ว เพราะท่านป่วยหนักมาก. แต่เพราะมีเรื่องผ้าป่าช่วยชาติทำให้ท่าน &#8220;สู้&#8221; ต่อ (คือเจริญอิทธิบาท4ต่อไป) จนหลวงตาท่านทำ &#8220;โครงการผ้าป่าช่วยช่าติ&#8221; สำเร็จ,</p>
<p>(เหมือนตอนที่ พระพุทธเจ้า ป่วยเป็นโรคท้องร่วงตอน ท้ายพรรษา 79 ได้รับทุกขเวทนามากแต่จะยังไม่ปรินิพพานจนกว่าจะบอกให้อุปัฏฐากทราบ และภิกษุทั้งหลายทราบก่อนจึงจะควร)</p>
<p>และในชีวิตช่วงท้ายของ หลวงตามหาบัวคือ ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาท่านเริ่มแก่หง่อมมาก สังขารต่างๆสภาพอาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นไปหมด บางทีทำให้เราเมื่อเห็นสภาพท่านแล้วก็อดสงสารไม่ได้ว่า ทำไมท่านต้องมาลำบากในธาตุขันธ์ถึงขนาดนั้นอย่างนี้ เป็นต้น จนกระทั้งท่านละสังขารนี้ไปเมื่ออายุรวม 97 ปี 5 เดือน 18 วัน. (ยืดมาอีก 17 ปีกว่า)</p>
<p>อาจจะเป็นเพราะ &#8220;สภาพความแก่หง่อม&#8221;​ นี้ก็ได้ ที่ทำให้ พระพุทธเจ้า &#8220;เลือก&#8221; ที่จะปรินิพพานในช่วงก่อนที่จะแก่หง่อมไปมากกว่านั้น</p>
<p><a rel="attachment wp-att-660" href="http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/unknown-2/"><img class="alignnone size-full wp-image-660" title="Unknown" src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/06/Unknown1.jpeg" alt="" width="225" height="225" /></a></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดธรรมที่ถูกปิด ภาค online ตอนที่ 15</title>
		<link>http://puredhamma.com/2011/04/20/podcast-15/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2011/04/20/podcast-15/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Apr 2011 21:30:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต ดร. สะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต มหาบัว]]></category>
		<category><![CDATA[podcast]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=619</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://puredhamma.com/2011/04/20/podcast-15/" title="เปิดธรรมที่ถูกปิด ภาค online ตอนที่ 15"><img src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/01/images-150x150.jpg" alt="เปิดธรรมที่ถูกปิด ภาค online ตอนที่ 15" class="thumbnail " /></a>ความเกี่ยวข้องระหว่างมรรคและโพธิปักขิยธรรม  ตอบคำถามเรื่องพูดตลกเป็นการเพ้อเจ้อหรือไม่ และ การทำบุญที่หวังบุญ download ได้ที่นี่ (ให้คลิ๊กขวาแล้วเลือก save [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความเกี่ยวข้องระหว่างมรรคและโพธิปักขิยธรรม  ตอบคำถามเรื่องพูดตลกเป็นการเพ้อเจ้อหรือไม่ และ การทำบุญที่หวังบุญ</p>
<p>download <a href="http://www.archive.org/download/Puredhamma_Podcast/PuredhammaPodcastEpisode15.mp3">ได้ที่นี่</a> (ให้คลิ๊กขวาแล้วเลือก save as)  <a href="http://www.archive.org/download/Puredhamma_Podcast/PuredhammaPodcastEpisode15.mp3">http://www.archive.org/download/Puredhamma_Podcast/PuredhammaPodcastEpisode15.mp3</a></p>
<p>ฟัง online <a href="http://www.archive.org/details/Puredhamma_Podcast" target="_blank">ได้ที่นี่</a> (เลือกไพล์ที้ต้องการฟังได้เลย)  <a href="http://www.archive.org/details/Puredhamma_Podcast" target="_blank">http://www.archive.org/details/Puredhamma_Podcast</a></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2011/04/20/podcast-15/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2011/04/20/podcast-15/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
<enclosure url="http://www.archive.org/download/Puredhamma_Podcast/PuredhammaPodcastEpisode15.mp3" length="0" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>หลวงตามหาบัว–2</title>
		<link>http://puredhamma.com/2011/04/14/luangta%e2%80%932/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2011/04/14/luangta%e2%80%932/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Apr 2011 21:46:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต มหาบัว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=615</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://puredhamma.com/2011/04/14/luangta%e2%80%932/" title="หลวงตามหาบัว–2"><img src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/02/images-1-150x150.jpg" alt="หลวงตามหาบัว–2" class="thumbnail " /></a>ตั่งแต่ตอนที่ หลวงตามหาบัวได้มรณภาพแล้วใหม่ๆ. ก็ได้แสดงธรรม ออกอากาศไว้ที่ สวท. และฟังย้อนหลังได้ที่นี่ ได้มีคุณสุวรรณา (มด) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตั่งแต่ตอนที่ หลวงตามหาบัวได้มรณภาพแล้วใหม่ๆ. ก็ได้แสดงธรรม <a href="http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/">ออกอากาศไว้ที่ สวท.</a> และฟังย้อนหลังได้<a href="http://www.archive.org/details/20110204amdhamma" target="_blank">ที่นี่</a></p>
<p>ได้มีคุณสุวรรณา (มด) ทำบทคัดลอก กัณฑ์เทศน์นี้ให้. จึงส่งมาให้ตรวจแก้ และ สำเร็จสมบูรณ์ตามที่เห็นนี้, ขออนุโมทนาด้วย มีความเพียรมากเลย.</p>
<p><a rel="attachment wp-att-580" href="http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/images-3/"><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-580" title="images" src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/02/images-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></p>
<p>===========</p>
<p>ปล. font ที่ปรากฎข้างล่างอาจมีการผิดพลาดบ้างในเรื่อง ตัวเอียง, ตัวหนา,และบาลีบางคำ. (ตัวเอียง หมายถึง ข้อความที่เป็น พุทธวัจน์, ตัวที่อยู่ใน quote &#8220;&#8230;&#8221; หมายถึง ข้อความที่ผู้อื่นพูดไว้) อาจจะเป็นเหตุมาจาก web browser, ท่านสามารถ download RTF file ได้ที่ link นี้ <a rel="attachment wp-att-617" href="http://puredhamma.com/2011/04/14/luangta%e2%80%932/raw-edited/">พึ่งตนพึ่งธรรม</a></p>
<p>===========</p>
<p>นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ<br />
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พระองค์นั้น</p>
<p>ปริปกฺโก วโย มยฺห        ปริตฺต มม ชีวิต<br />
ปหาย โว คมิสฺสามิ        กต เม สรณมตฺตโน<br />
อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต        สุสีลา โหถ ภิกฺขโว<br />
สุสมาหิตสงฺกปฺปา          สจิตฺตมนุรกฺขถ ฯ<br />
โย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย       อปฺปมตฺโต วิหริสฺสติ<br />
ปหาย ชาติสสาร          ทุกฺขสฺสนฺต กริสฺสตีติ</p>
<p>“วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว<br />
เราจักละพวกเธอไป สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว,<br />
ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล<br />
เป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่ง<br />
จิตของตนเถิดในธรรมวินัยนี้, ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว<br />
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.”</p>
<p>ปรารภเหตุเนื่องจากการมรณะภาพของพระอาจารย์หลวงตาพระมหาบัวญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด  การเทศน์ในวันนี้ก็จึงจะเป็นการเทศน์ที่อุทิศแด่ท่านผู้มีศีล คือ หลวงตามหาบัว จากพระบาลีที่ยกมาในตอนต้นที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว เราจะละพวกเธอไป สรณะของตัวเราเองได้ทำไว้แล้ว พวกเธอทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดีตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด  เธอผู้ใดในธรรมะวินัยนี้เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว  จะละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”</p>
<p>อันนี้เป็นพุทธวจนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้หลังจากที่ทำการละสังขาร  ได้ตรัสไว้กับพระอานนท์เมื่อ 3 เดือนก่อนปรินิพพาน  ในเวลานั้นพระอานนท์ก็เสียใจเป็นอย่างมาก  ในการที่พระผู้มีพระภาคปลงอายุสังขาร  แล้วก็พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อที่จะแก้ไขไม่ให้พระพุทธเจ้าได้กำหนดวันที่จะตายเอาไว้ จะปรินิพพานเอาไว้  พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสคาถานี้เพื่อจะเตือนสติพวกเหล่าสาวก ภิกษุทั้งหลายให้เป็นผู้มีสติตามรักษาจิดของตนอยู่</p>
<p>ตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มา ตั้งแต่ตรัสรู้มาใหม่ ๆ ได้บอกภิกษุทั้งหลายอยู่แล้ว บอกว่าธรรมชาติ 3 อย่างได้ทรงตรัสถึงธรรมชาติ 3 อย่าง  “ที่ถ้าธรรมชาติ 3 อย่างไม่มีอยู่ในโลกแล้วก็จะไม่มีตถาคต ผู้อะระหันตะสัมมาสัมพุทธะมาบังเกิดขึ้นในโลก  และธรรมะที่ประกาศไปก็จะไม่รุ่งเรืองไปในโลก  แต่เพราะว่ามีธรรมชาติอยู่ 3 อย่าง นั่นคือ ความเกิด ความแก่ และความตาย”  มีธรรมชาติ 3 อย่าง คือ ความเกิด ความแก่และความตายมีอยู่ 3 อย่างนี้ พระองค์จึงอุบัติขึ้นมา มีอยู่ขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ปัญหา 3 อย่างนี้ คือ ปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่และ ความตาย</p>
<p>ความตายเนี่ยเป็นความพลัดพราก ความพลัดพรากอย่างไร คือ พลัดพรากหมายความว่า อย่างสมมติคุณไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวต่างประเทศ หรือไปเรียนต่อเมืองนอก ไป 3 ปี 5  ปี ก็ยังมีวันกลับมาได้  แต่ถ้าตายจากกันไปแล้วไม่เจอกันอีก  อย่างน้อยก็ไม่เจอกันในปัจจุบันนี้ ไม่มีทางกลับมาได้ คือไปแล้วไปเลย เพราะฉะนั้นเวลาคนเค้าตายเนี่ย  มนุษย์ทั้งหลายจึงมีความเสียใจ  โอ๊ย&#8230;ตายแล้วจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว จะไม่ได้พบปะพูดคุยกับคนที่ตายจากกันไป  เค้าจึงมีความเสียใจ</p>
<p>พระพุทธเจ้าจึงต้องการจะแก้ปัญหานี้  เวลาคนจะตายนอนอยู่ในห้อง นอนอยู่ในห้องนิ่ง ๆ อยู่ ลมหายใจก็แผ่วเบาไป แผ่วเบาไป แผ่วเบาไป แผ่วเบาไปอย่างนี้  ต่อให้คุณล๊อค ห้องอย่างดีอย่างไรก็ตามมัจจุราช คือ  ความตายก็ยังมาเข้ามาเอาชีวิตเค้าไปได้  ล๊อคห้องอย่างดีประตูแน่นหนาทั้ง 4 ด้าน มียามคุ้มกัน กองพล กองช้าง กองม้าต่าง ๆ ก็คุ้มกันได้  พยายามที่จะคุ้มกันอยู่  แต่ไม่สามารถคุ้มกัน   มัจจุราช คือความตายได้  แม่นะนอนอยู่บนเตียงหายใจพะงาบพะงาบอยู่  ลูกนั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ และในจังหวะที่อัตราการเต้นของหัวใจลดลงไป ลดลงไป จนเหลือน้อยแผ่วเบามากล่ะจาก 60…เหลือ 50… 40  ลูกทำอะไรไม่ได้เลย นั่งจับมือแม่ได้อย่างเดียวก็ดูว่าทำอะไรไม่ได้ หมอก็ให้ยาอย่างดีที่สุด พยาบาลก็ดูแลอย่างดีที่สุด อยู่โรงพยาบาลหาอะไรยาอะไรอย่างดีที่สุดมารักษา  แต่ก็ยังไม่มียาแก้ความตาย   ไม่มีหมอที่รักษาให้คนพ้นจากความตายได้ เอาอย่างหลวงตาพระมหาบัวน่ะ ในคืนวันที่ท่านมรณภาพน่ะ ตชด.พรึบ พระสงฆ์พรึบ ฟ้าหญิงองค์เล็กก็อยู่ด้วย นายแพทย์/พยาบาลอยู่ด้วยหมด ไม่มีใครรักษาเหรอ? อย่าพูดเลย, ดีที่สุดเขาหามาใส่ให้ท่าน, หมอเก่งที่สุดเขาหามารักษาท่าน แต่ท่านก็ยังต้องผ่านไปเมื่อความตายมาถึง เพราะฉะนั้นความตายเนี่ยจึงเป็นความเศร้าโศก</p>
<p>พระพุทธเจ้าบอกว่าความตายเป็นทุกข์ เป็นภัยอย่างหนึ่งใน 3 อย่างที่แม่ลูกช่วยกันไม่ได้ “แม่จะมาบอกว่าลูกอย่าตายเลยให้แม่ตายเองเถิด ไม่ได้ ลูกก็จะมาบอกว่าให้ลูกเจ็บเอง แม่ให้ลูกตายเอง แม่อย่าตายเลยก็ไม่ได้”  และเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้ 3 อย่างนี้ ภัยที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย  สาเหตุที่ต้องมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นบนโลกก็เพราะว่า ความเกิด ความแก่ และความตาย  พระองค์ก็จึงเกิดขึ้นมา อุบัติขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้  เพราะฉะนั้นเวลาคนที่จะตายส่วนใหญ่  พอตายไปแล้วนี่หรือกำลังใกล้จะตาย คนส่วนใหญ่จะมีความเศร้าโศก</p>
<p>เรื่องนี้ก็มีในสมัยพุทธกาล คือ พระเจ้าปเสนทิโกศลเนี่ย  ในขณะนั้นเนี่ย ตอนช่วงท้ายสมัยพุทธกาลเป็นช่วงที่พระเจ้าปเสนทิโกศลมีอำนาจมาก  แล้วก็ได้ครองดินแดนทั่วชมพูทวีปทั้งหมด ไม่มีใครสามารถต้านทานพระองค์ได้  ก็มาถามพระพุทธเจ้าบอกว่า  “เอ๊ะ…กิจอันใดที่ควรกระทำในฐานะของความที่ได้เป็นราชามหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้แล้ว”  พระพุทธเจ้าก็ยกตัวอย่างถาม  พระองค์บอกว่า “ในที่นี้ถ้ามีภูเขาหิน” ภูเขาหินยักษ์เลยเป็นหินแท่งเดียวกันหมด “สูงเทียมฟ้า กลิ้งมาจากทั้ง 4 ทิศ ทางเหนือ ใต้ ออก ตก  กลิ้งเข้ามาบดปวงสัตว์ทั้งหลาย มาจากทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตกแล้วนี่    เมื่อมหาภัยอันร้ายกาจถึงขนาดนี้แล้วนี่ หลีกหนี เลี่ยงไม่ได้”  เหมือนอย่างบางครั้งเราชมภาพยนตร์บางเรื่องที่มีภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วมอะไรต่าง ๆ จนเราไม่มีที่จะหนีแล้ว  “ถ้าเกิดภัยพิบัติอย่างนั้นขึ้นพระองค์จะทำยังไง”   พระพุทธเจ้าถาม  พระเจ้าปเสนทิโกศลก็บอก “อู้หู&#8230;ถ้าภัยขนาดนี้เกิดขึ้นนะต่อให้เอาพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้าเอาไปรบก็สู้ไม่ได้ ต่อให้ใช้เวทมนต์ ใช้ทรัพย์ในการต่อสู้ ก็ยังสู้ไม่ได้  ถ้าเกิดภัยพิบัติขนาดนี้แล้ว ต้องรีบประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ สร้างกุศล บำเพ็ญบุญอยู่อย่างนี้  ถึงจะพ้นจากภัยนี้ได้”   พระพุทธเจ้าก็บอกอย่างนี้เหมือนกันว่า “ภัยที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตายเนี่ย มันคืบคลานเข้ามาทุกขณะ” ลมหายใจที่เราหายใจเข้า หายใจออกอยู่ขณะนี้ทุกครั้งที่หายใจเข้า หายใจออก เราก็ใกล้ไปสู่ความตายเข้าไปทุกครั้ง ๆ เมื่อทางนี้กำลังเดินไปอยู่ ใกล้สั้นเข้าไปอยู่  อาตมาต้องถามท่านผู้ฟังทุกท่านอย่างนี้ว่า คุณเดินอยู่ตามมรรคหรือเปล่า เดินอยู่ตามไปสู่หนทางแห่งความที่จะหลุดพ้นจากความตาย หรือไปสู่หนทางที่เมื่อใกล้ถึงจุดที่จะตายแล้ว   เราก็ยังเป็นสุข  ไม่เป็นผู้ที่จะต้องร่ำไห้คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง หลงใหล  เมื่อบอกอย่างนี้กับพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้วเนี่ย   พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยืนยันรับรองว่า “โอ…เป็นความคิดที่ดีมาก ในเมื่อเราใกล้ความตายเข้าไปในทุกขณะ ๆ นี่  ควรที่จะประพฤติธรรม ประพฤติชอบ สร้างกุศล บำเพ็ญบุญ”</p>
<p>มีครั้งหนึ่งที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเองเนี่ย  ได้พบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ คือ พระมเหสีของตัวเอง คือ พระนางมัลลิกาเทวีได้ทิวงคตลง คือ ตายลง พอพระมเหสีของตัวเองตาย   พอมหาอำมาตย์นำข่าวมาบอกปุ๊บ  พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เศร้าโศก เสียใจมาก เศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับขนาดที่เรียกว่า “อาหารก็ไม่อยากรับประทาน แม้ร่างกายก็เศร้าหมองซูบผอม แม้การงานทั้งหลายก็หยุดชะงัก พวกอมิตร คือ พวกที่ไม่ชอบเรา เขาก็ดีใจ พวกมิตร คือ พวกที่ชอบเราก็เสียใจ”   เนื่องด้วยข้อนี้เป็นเหตุ</p>
<p>หรือเหมือนอย่างตอนที่จุณฑะสามเณรถือบาตรและจีวรของพระสารีบุตรมา นำข่าวการปรินิพพานของพระสารีบุตรมาบอกกับพระผู้มีพระภาคเจ้า  ในขณะนั้นพระอานนท์ก็อยู่ด้วย พระอานนท์ก็ร้องไห้เสียใจมากที่พระสารีบุตรนี่ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา  ผู้มีปัญญามาก ได้กระทำกาลกาละ คือ ปรินิพพานแล้ว  พระอานนท์ก็เสียใจมาก เพราะได้เคยอาศัยพระสารีบุตรนี่แหล่ะในเรื่องของธรรม  พระพุทธเจ้าก็บอกว่า “อย่าเสียใจไปเลยอานนท์”  พระอานนท์ก็บอกว่าจะไม่ให้เสียใจได้อย่างไร  นี่พระอานนท์กล่าวนะ  พระอานนท์กล่าวว่า “สำหรับตัวข้าพระองค์นี่พระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอน   ชี้แจงให้รู้ ให้เห็น ชี้ชวนให้รับเอาไปปฏิบัติ  ให้กล้าในการธรรม   ให้พอใจในการทำ  เป็นผู้ไม่เหน็ดเหนื่อยในการแสดงธรรม   เป็นผู้อนุเคราะห์แก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย พวกข้าพระองค์ทั้งหลายยังตามระลึกโอชะอันเกิดแต่ธรรม  โภคะอันเป็นธรรม การอนุเคราะห์ด้วยธรรมของท่านพระสารีบุตรนั้นอยู่ได้”   พอพระอานนท์กล่าวอย่างนี้ก็ใช้เหตุผลอันนี้แหละ  ในการที่เรียกว่ายังตามระลึกถึง คิดถึงท่านสารีบุตรอยู่  จึงมีความเศร้าโศกเสียใจโดยข้อนี้เป็นเหตุ</p>
<p>นี่แหล่ะความตายมันเป็นทุกข์อย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงคิดหาวิธีแก้ตายน่ะ  ท่านผู้ฟังรู้มั๊ยว่าตอนที่พระพุทธเจ้านี่ก่อนออกบวช ก่อนออกผนวช ยังเป็นเจ้าชายอยู่ในปราสาทราชวัง  มีความคิดบอกว่า  เอ๊ะ&#8230;เราได้เห็นคนอื่นทั้งเจ็บ ทั้งตายมาแล้ว  ตัวเราเองก็ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องป่วย  คนที่อยู่ในรั้วในวังทั้งหลาย ประชาชนชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเค้าก็รู้สึกขยะแขยง เกลียดชังต่อการที่ต้องเจ็บ ต้องตาย  เอ๊ะ&#8230;แล้วตัวเองก็ต้องเจ็บ ต้องตาย  แล้วมาขยะแขยงเกลียดชังอย่างงี้ ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าท่า ไม่แก้ปัญหา ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแล้วไม่ทำการแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง เห็นปัญหาอยู่แล้วไม่แก้ไขก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นนะสิ  พระพุทธเจ้าจึงคิดว่า เอ๊ะ&#8230;อันนี้ไม่ถูก เราต้องหาทางแก้ปัญหานี้ คือ ปัญหาของความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร  คิดหาวิธีการอยู่ในที่สบายอย่างเช่น ในปราสาทราชวังก็หาไม่ออก  รู้สึกว่าการออกบวชจะเป็นการแก้ปัญหาได้  จึงได้ออกบวชค้นหาแต่สิ่งที่เป็นกุศลประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งอื่น หาอยู่สิ่งไหนไม่แก่ ไม่ตาย มีมั๊ย จะเอา สิ่งไหนไม่แก่ ไม่ตาย สิ่งไหนไม่แก่ไม่ตาย หาอยู่  จนกระทั่งสุดท้ายไปพบวิธีการที่ไม่แก่ ไม่ตายได้  นั่นคือพบอริยมรรคมีองค์ 8  คือหนทางที่ไปสู่ความไม่แก่ ไม่ตาย  หนทางที่ไปสู่ความดับทั้งหมดจนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้วเนี่ย  พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์</p>
<p>คนเป็นพระอรหันต์ เนี่ย&#8230;เค้าไม่ได้ต้องการว่าให้คนอื่นมารับรองว่าคุณเป็นสัมมาสัมพุทธะ คุณเป็นพระพุทธเจ้า คุณเป็นพระอรหันต์นะ   คือถ้าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้วนะ  ไหนจะต้องมีพราหมณ์สักองค์ใดองค์หนึ่ง มีพรหมหรือใครคนใดคนหนึ่ง  “โอ…ถูก ๆๆ ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วเนี่ย เป็นสัมมาสัมพุทธะล่ะ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง  ท่านถูกแล้ว ๆ เป็นพระอรหันต์แล้ว” คนที่เป็นพระอรหันต์ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ไม่ได้ต้องการให้ใครมายกย่อง ไม่ต้องการให้ใครให้มารับรองความเป็นสัมมาสัมพุทธะ หรือความเป็นพระอรหันต์ของท่านเลย  เพราะมันรู้อยู่ในใจแล้วว่า เราจะไม่ไปเกิด ว่าเราไม่ไปแก่ ไม่ไปตาย  เพราะว่าสาเหตุของความแก่ ความตาย คือความเกิด  ถ้าเราไม่เกิดก็ไม่แก่ ไม่ตาย  สาเหตุของความเกิดก็คือภพ ถ้าเราไม่มีภพ ก็ไม่มีการเกิด ไล่ไป ไล่ไป พระพุทธเจ้าค้นคว้าหาจนกระทั่งเรียกว่าสิ่งที่เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ทั้งหมดมาจากอวิชชา  พอรื้อถอนอวิชชาได้หมด กำจัดตัณหาได้หมดก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความแก่ ความตาย  แต่ว่าร่างกายที่ยังอยู่นี้พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับต้นไม้เวลามันตายแล้ว  ต้นไม้ใหญ่เวลาตายแล้ว กิ่งไม้ แก่นไม้ที่ยังเหลืออยู่มันก็รอเวลาที่มันจะหักโค่นไปเท่านั้นเอง  แต่ตัวต้นไม้ตายแล้ว เปรียบเหมือนกิเลสของพระองค์พอตายแล้ว ไม่มีความยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว  กายนี้ก็ยังดำรงอยู่เพียงไรก็เห็นแค่เพียงนั้น  พอกายนี้ถึงกาลแตกสลายไปก็คือจบ ไม่เห็นอีก จบไป  เหมือนกันพระองค์ก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรองความเป็นสัมมาสัมพุทธะ มารับรองความเป็นพระอรหันต์ของพระองค์ รู้เอง เห็นเอง</p>
<p>แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการจะแก้ปัญหาของชาวมนุษยโลกนั้น ก็คือเรื่องของความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะทำยังไงให้ชาวโลกเนี่ย เมื่อเวลา ถึงใกล้เวลาความตาย หรือพบกับคนที่ตาย คนที่เรารักตายลง หรือตัวเองจะตายลง “ไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้องร่ำไห้ ไม่ต้องคร่ำครวญ ไม่ต้องทุบอก ชกตัว ไม่ต้องถึงความเป็นผู้งุนงง หลงใหล” ทำยังไง ๆ , จึงได้กล่าวสอน บอกสอน สอนจนกระทั่ง ตอนแรกไปหาคนที่จะมารู้ธรรม เห็นธรรม จะมีใครมั๊ยมารู้ธรรม เห็นธรรม หาไม่มี  อาฬารดาบสกาลามโคตรก็ทำกาละลงแล้ว ตายไปแล้ว  อุทกดาบสก็ตายไปแล้ว  สุดท้ายจะหา หาได้ 5 คน คือ ปัญจวัคคีย์ หาแล้วจะไปแสดงธรรมให้เขาฟัง ก็ยังไม่ฟัง พูดกันอยู่ 4 รอบ 3รอบ 4 รอบ จนกว่าจะฟัง ฟังแล้วเทศน์จนคอแหบคอแห้งตั้งหลายวัน กว่าจะได้บรรลุ  หนำซ้ำบรรลุองค์เดียว  แล้วยังไม่แคล้วเป็นโสดาบันอีกต่างหาก ต้องสอน ต้องติวเข้มอะไรจนกระทั่งอีกหลายวัน จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด 5 รูป ทั้งหมดที่ทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย  เพราะฉะนั้นไม่ต้องให้ใครมารับรองว่าพระองค์เป็นพระอรหันต์ หรือต้องการให้ใครมารับรองว่าเป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พอคนที่เค้ารู้แล้ว เห็นแล้ว เค้าเห็นได้ เค้ารู้ได้ด้วยตัวเอง  อัญญาโกณฑัญญะก็ตาม ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดนี่ รู้ได้ด้วยตัวเองว่า เราไม่ได้มีความเกิด เราเป็นผู้ที่พ้นแล้วจากความทุกข์ทั้งมวล  กายนี้ก็อยู่แค่นั้นเอง แต่ทำประโยชน์ให้โลก ให้ลูกศิษย์ลูกหาไปเท่านั้นเอง</p>
<p>พอพระพุทธเจ้าค้นพบวิธีการที่จะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ค้นพบทางแก้ปัญหาแล้ว ก็เทศน์บอกสอนแก่ภิกษุทั้งหลายไป บอกสอนแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลที่พบกับความทุกข์ คือความเศร้าโศก เสียใจ ในการที่ภรรยา คือมเหสีของตัวเองตายลง ทำกาละลง ทิวงคตลง บอกกับพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างนี้ว่า คนที่ไม่เคยฟังธรรม ไม่เคยสดับรับฟังธรรม ไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม ไม่ได้ปฏิบัติธรรม “เมื่อพบกับสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแล้วสิ่งนั้นแก่ไป เค้าย่อมเศร้าโศกร่ำไห้ คร่ำครวญทุบอกชกตัวเอง ถึงความเป็นผู้งุนงง หลงใหล”  อันนี้คนที่ไม่ได้ฟังธรรมเนี่ยจะถูกสิ่งนี้เสียดแทง เหมือนถูกลูกศร คือ ความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตนให้เดือดร้อน</p>
<p>แต่ถ้าเราสามารถพิจารณาได้อย่างนี้ว่า “มีสิ่งอยู่ 5 อย่าง มีของอยู่ 5 อย่าง ที่ว่าไม่ว่าใครในโลกจะเป็นเทวดา มนุษย์ สมณะพราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจจะได้ คือ ของที่มีความแก่เป็นธรรมดา บอกว่าอย่าได้แก่เลย ของที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา บอกว่าอย่าได้เจ็บไข้เลย ของที่มีความตายเป็นธรรมดา บอกว่าอย่าได้ตายเลย ของที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของเรา อย่าได้สิ้นเลย ของที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเรา อย่าได้ฉิบหายไปเลย 5 อย่างอย่างนี้  ไม่ว่าเทวดา มนุษย์ สมณะพราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจจะได้” เราไปบวงสรวงเลย  เทพ เทวดา บอกว่าสิ่งนี้อย่าแตกเลย สิ่งอย่าทำลายเลย สิ่งนี้อย่าฉิบหายเลย อาตมาจะบอกให้เทวดาองค์นั้นเค้าก็ไม่ได้นะ เค้าไม่ได้ เพราะว่าสิ่งของที่มันจะต้องแตก ต้องฉิบหาย ต้องเสียไป  ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ยศ เงิน หรือทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่ฉิบหายไป ไม่แตกไป ไม่หายไป ไม่สิ้นไปไม่มีหรอก  ตัวเทวดาเองที่เราไปบนบานศาลกล่าวเค้าก็ยังต้องแตกไป สิ้นไป หายไปเลย พรหมเหรอเหมือนกัน สมณะพราหมณ์พระเหรอเหมือนกัน  มาขอพระ บอกขอในสิ่งนี้อย่าเสียไปเลย พระชีวิตตัวเองก็ยังรักษาไม่ได้เลย  จะมาพูดอะไรว่าสิ่งนั้นอย่าฉิบหายไปเลย  พระพุทธเจ้าบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างนี้บอกว่า ของ 5 อย่างนี้แหละ อันสมณะเทวดา มนุษย์ สมณ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่อาจจะได้  เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้แล้ว พิจารณาอยู่อย่างนี้แล้ว</p>
<p>ก็ให้พิจารณาต่อไปว่า “ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้  อันใคร ๆ ย่อมไม่ได้เพราะการเศร้าโศก เพราะการคร่ำครวญ คนที่ไม่ชอบเรา คนที่เป็นอมิตรกะเรา พอทราบว่าเราเศร้าโศกแล้วเป็นทุกข์แล้ว เขาย่อมดีใจ” เมื่อใดก็ตามคนที่เป็นบัณฑิตเคยฟังธรรม รู้ธรรม นั่งสมาธิ เคยปฏิบัติมาก่อน “พิจารณารู้เนื้อความไม่หวั่นไหวอันตรายทั้งหมดทั้งคราวนี้แล้ว  เห็นลักษณะ 5 ประการที่ไม่ว่าใคร ๆในโลก” เทวดาตนไหน พรหมองค์ไหน พระองค์ไหนก็แล้วแต่ ราชามหากษัตริย์องค์ไหนก็แล้วแต่ “จะไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้ เราก็ไม่ได้เหมือนกัน เมื่อทราบความต้องการอย่างนี้อันผู้อื่นหรือเราก็ไม่ได้แล้วก็ไม่ควรเศร้าโศกไม่ควรเสียใจ ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาด  ว่าบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่.”  พิจารณาแค่นี้เอง ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาด ว่าบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ อย่าเศร้าโศก อย่าเสียใจ อย่าร่ำไห้ คนอื่นไม่ได้ เราก็ไม่ได้เหมือนกัน เราไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน สิ่งใดที่มีความแก่ ความเจ็บ  ความตาย ความสิ้นไป ความแตกสลายไปเป็นธรรมดาเราไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน  เห็นอย่างนี้แล้วก็ตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาด อย่าเศร้าโศกต่อไป ให้รู้ว่าบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ นี่คือข้อความที่บอกกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ไม่ต้องเสียใจในการตายไป ในการทำกาละของพระมเหสี คือ พระนางมัลลิกาเทวี</p>
<p>แล้วที่พระพุทธเจ้าได้บอกกับพระอานนท์ถึงเรื่องว่า พระสารีบุตรปรินิพพานไปแล้ว อย่าเสียใจไปเลย พระพุทธเจ้าก็ได้บอกว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว อันอาศัยปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความชำรุดเป็นไปเป็นธรรมดา เราขอเราหวังว่าสิ่งนั้นอย่าได้ชำรุดไปเลยดังนี้นี่ ข้อนี้เป็นฐานะที่เป็นไปไม่ได้  เป็นฐานะที่เป็นไปไม่ได้ ขอสิ่งที่มันต้องแตกเป็นธรรมดา เสียหายเป็นธรรมดา มีปัจจัยปรุงแต่ง  บอกว่าอย่าเปลี่ยนแปลงไปเลย มันไม่ได้”  บอกกับพระอานนท์อย่างนี้  ก็เป็นข้อความเดียวกันที่บอกกับพระอานนท์เหมือนกันตอนที่พระองค์ได้ละสังขาร 3 เดือนก่อนปรินิพพานบอกว่า  “สิ่งใดเกิดขี้นแล้วเป็นแล้ว อาศัยปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ไม่ต้องการให้มันเป็นไปอย่างนั้นเนี่ยเป็นไปไม่ได้ เป็นฐานะที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อบัณฑิตพิจารณารู้เนื้อความนี้แล้วก็อย่าเศร้าโศก”</p>
<p>อาตมาเข้าใจพระอานนท์ว่าทำไมพระอานนท์ถึงเศร้าโศกในการปรินิพพานของพระสารีบุตร  เพราะว่าพระอรหันต์ทุกองค์เนี่ยไม่ใช่ว่าตัวเองบรรลุอรหันต์แล้วเนี่ย จะกล่าวสอน บอกสอนธรรมะทุกองค์นะ  อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะนี่หลังจากที่ตรัสรู้ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนี่  ก็ไม่ได้บอกสอนใครเลย มีเณรอยู่องค์เดียวที่ตัวเองบอกสอน  แล้วตัวเองไปไหน ไปอยู่ป่า เป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัด  ไม่สอนใคร ไม่บอกใครนิ่งอยู่เฉย ๆ คนเดียว  ถามเค้า เค้าก็ไม่พูด เป็นผู้ยินดีในการหลีกเร้น เป็นผู้ขวนขวายน้อย เป็นผู้ทรงผ้าบังสกุลตลอดชีวิต  พระอัญญาโกณฑัญญะก็ไม่ได้บอกสอนใคร  แต่ในกรณีของพระสารีบุตรนี่เป็นผู้ที่ “กล่าวสอน ชี้แจง ชักชวนให้รับเอาธรรมะไปปฏิบัติ กล้าหาญ แกล้วกล้าในธรรม เป็นสาวกผู้ที่ฉลาด เป็นผู้ชักจูงใจได้ เป็นผู้แกล้วกล้า ลุธรรมเป็นเครื่องเกษมจากโยคะ สามารถบอกสอนสัจธรรม ข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกให้สงบราบคาบโดยธรรม  แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้”  นี่คือคุณสมบัติของพระสารีบุตร  โอ&#8230;พระพุทธเจ้ายกย่องพระสารีบุตรมากอยู่แล้วล่ะ  ก็จึงต้องการให้เห็นความแตกต่างว่า  พระอรหันต์บางองค์ก็ไม่ได้แสดงธรรม บางองค์ก็แสดงธรรม  บางองค์ที่แสดงธรรมทำประโยชน์แก่ชาติ บ้านเมือง ทำประโยชน์แก่พระศาสนา ธรรมะวินัย</p>
<p>นี่ก็มีคนระลึกถึงตามระลึกถึงเหมือนตัวอย่างกับพระสารีบุตรเป็นต้น  ที่พระอานนท์ยังระลึกถึงอยู่  ซึ่งอุปมา อุปมัยตรงนี้พระพุทธเจ้าเคยยกตัวอย่างของเปรียบเทียบไว้กับม้า  เรื่องของม้า คือ ม้า 2 ตัว ใช้งานได้ ตัวที่ 1 สมบูรณ์ด้วยสีผิว สมบูรณ์ด้วยรูปร่าง  ตัวที่ 2 สีผิวไม่งาม รูปร่างไม่งาม แต่ทั้ง 2 ตัว ใช้งานได้  ตัวแรกก็คือเปรียบเหมือนกับภิกษุบางรูปนะ  ภิกษุทั้ง 2 รูปนี้เป็นพระอรหันต์ล่ะ รูปแรกมีปัจจัย 4 มาก  แล้วก็เมื่อถูกถามปัญหาอภิธรรม อภิวินัยก็สามารถตอบได้ พยากรณ์ได้  ส่วนบางรูปเป็นพระอรหันต์ก็จริงมีปัจจัย 4 น้อย หรือว่าเมื่อถูกถามปัญหาอภิธรรม อภิวินัยก็ไม่สามารถตอบได้  แต่ตัวเองนั้นรู้ธรรม เห็นธรรม  ดังนี้ก็จึงพระอานนท์มีความรู้สึกระลึกถึงพระสารีบุตรด้วยกรณีนี้เหมือนกัน</p>
<p>พระพุทธเจ้าก็ถามพระอานนท์ต่อบอกว่าพระสารีบุตรปรินิพพานเนี่ยได้เอาศีล เอาสมาธิ เอาปัญญาไปด้วยหรือเปล่า  พระอานนท์ก็บอกไม่ได้เอาไป พระสารีบุตรก็ ปรินิพพานไปเฉย ๆ ร่างกายนี้ก็แตกดับไป  จิตไม่มีเชื้อ  ก็ไม่ไปเกิดใหม่  แต่ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ได้เอาไปด้วย      วิมุติ วิมุติญาณทัศนะก็ไม่ได้เอาไปด้วย  พระพุทธเจ้าจึงสรุปให้ฟังว่า เอ้าก็ดีแล้วนี่ ถ้าไม่ได้เอาศีลไปด้วย ไม่ได้เอาสมาธิ ไม่ได้เอาปัญญาไปด้วย  เราก็ไม่ควรเสียใจเพราะศีลก็อยู่กับเรา สมาธิก็อยู่กับเรา  ปัญญาก็อยู่กับเรา  ถ้าเราปฏิบัติตามมรรค ปฏิบัติตามสิกขา 3 อย่างนี้ เราจะทำให้แจ้งซึ่งวิชาและวิมุติได้  เมื่อเราทำให้แจ้งซึ่งวิชาและวิมุติได้  เราก็พ้นจากความทุกข์ได้  ไม่จำเป็นต้องเสียใจ เศร้าโศกด้วยเหตุนี้เลย  พระพุทธเจ้าสรุปให้พระอานนท์ฟังอย่างนี้  แล้วก็ยังบอกพระอานนท์ต่อบอกว่า  “เพราะฉะนั้นพวกเธอทั้ง   จงมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย จงมีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย”   แล้วก็ได้อธิบายความเป็นสรณะด้วยเรื่องของสติปัฏฐานทั้ง 4</p>
<p>การที่เรามีลมหายใจเข้า ลมหายใจออกสังเกตอยู่ รู้อยู่ มีสติอยู่นั่นแหละ คือ มีสติปัฏฐาน 4 อยู่ในตัวเราแล้ว  คนที่เป็นอย่างนี้ก็ชื่อว่ามีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ เอาธรรมะเป็นประทีป เอาธรรมะเป็นสรณะ ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ไม่ว่าจะครูบาอาจารย์ พ่อ แม่ ราชา มหากษัตริย์ ทุกคน ๆ ก็ต้องล่วงหล่นกันไปตามเวลาของตน ๆ   จะไม่มีใครอยู่ได้ตลอดกาล  แม้พระพุทธเจ้าก็ล่วงหล่นไปแล้ว ผ่านไปแล้ว เลยมาแล้ว  แต่ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า หรือ เหล่าอัครสาวก เหล่าอรหันตสาวกในสมัยพุทธกาล  หรือว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ในบัดนี้   ที่ผ่านไปแล้ว เลยไปแล้ว  ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ได้เอาศีล ไม่ได้เอาสมาธิ ไม่ได้เอาปัญญา ไม่ได้เอามรรคไปด้วยกับท่าน คำสอนเหล่านั้นยังอยู่ คำสอนที่ยังอยู่เหล่านี้แหละ จะเป็นสรณะ  เป็นที่พึ่งพิง  เป็นที่ใช้ให้เราตั้งอยู่ในกุศลธรรมได้</p>
<p>การเทศน์ในวันนี้เป็นการเทศน์ที่บูชาพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด  ธรรมใดที่ท่านรู้แล้วเห็นแล้ว ธรรรมนั้นเป็นสิ่งที่ท่านรู้เอง เห็นเอง  แต่เรายกย่องท่าน ระลึกถึงท่านในฐานะที่ท่าน “เป็นผู้แกล้วกล้าในการแสดงธรรม ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นผู้อนุเคราะห์แก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย  พวกเราทั้งหลายยังคงตามระลึกถึงโอชะอันเกิดแห่งธรรม โภคะอันเป็นธรรม และการอนุเคราะห์ด้วยธรรมของท่านอยู่  ท่านนั้นยังเป็นผู้ฉลาด เป็นผู้จูงใจ เป็นผู้แกล้วกล้า สามารถบอกสอนสัตย์ธรรม  สามารถข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกที่บังเกิดแล้วให้สงบราบคาบโดยธรรม  แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้”</p>
<p>รายการนี้จึงจะขอสรุปไว้ด้วยพุทธวจนบทนี้ว่า  “ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจะต้องมีตนเป็นประทีบ มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เธอผู้ใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา เธอผู้นั้นจะเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด”  …  “พวกเธอทั้งหลายจงมีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด เธอผู้ใดในธรรมะวินัยนี้เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วจักละชาติ สงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2011/04/14/luangta%e2%80%932/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2011/04/14/luangta%e2%80%932/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลวงตามหาบัว</title>
		<link>http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Feb 2011 05:31:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต มหาบัว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=579</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/" title="หลวงตามหาบัว"><img src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/02/images-150x150.jpg" alt="หลวงตามหาบัว" class="thumbnail " /></a>หลวงตามหาบัวเป็นผู้ที่มีความสามารถ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว หลวงตามหาบัวนั้น เป็นผู้กล่าวสอน ชี้แจงให้รู้ ให้เห็น ชี้ชวนให้รับเอาไปปฏิบัติ ให้กล้าในการทำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลวงตามหาบัวเป็นผู้ที่มีความสามารถ</p>
<p>สำหรับข้าพเจ้าแล้ว หลวงตามหาบัวนั้น เป็นผู้กล่าวสอน ชี้แจงให้รู้ ให้เห็น ชี้ชวนให้รับเอาไปปฏิบัติ ให้กล้าในการทำ ให้พอใจในการทำ, เป็นผู้ไม่เหน็ดเหนื่อยในการแสดงธรรม เป็นผู้อนุเคราะห์แก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ;</p>
<p>ข้าพเจ้า ยังตามระลึกโอชะอันเกิดแต่ธรรม, โภคะอันเป็นธรรม,และการอนุเคราะห์ด้วยธรรม, ของท่านหลวงตามหาบัวอยู่ได้</p>
<p>กัณท์เทศน์ต่อไปนี้ (ออกอากาศทาง สวท. วันศุกร์ที่ 4 กพ. 2554)</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-581" title="หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/02/images-1.jpeg" alt="หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" width="194" height="259" /></p>
<p>download หรือ ฟัง online <a href="http://www.archive.org/details/20110204amdhamma">ได้ที่นี่</a></p>
<p>http://www.archive.org/details/20110204amdhamma</p>
<p>ปล. ==============</p>
<p>แก้ไข download link เรียบร้อยแล้ว</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2011/02/04/luangta/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หายโศก @ ดอนหายโศก</title>
		<link>http://puredhamma.com/2010/08/20/high-hope2/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2010/08/20/high-hope2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Aug 2010 13:42:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต ดร. สะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=403</guid>
		<description><![CDATA[อีกครั้งที่ได้รับเชิญ ไปออกรายการ &#8220;ชีวิตไม่สิ้นหวัง&#8221; ครั้งนี้ พูดเกี่ยวกับเรื่อง &#8220;การหลีกเร้นปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา&#8221; ที่ วัดป่าดอนหายโศก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อีกครั้งที่ได้รับเชิญ ไปออกรายการ &#8220;ชีวิตไม่สิ้นหวัง&#8221; ครั้งนี้ พูดเกี่ยวกับเรื่อง &#8220;การหลีกเร้นปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา&#8221; ที่ วัดป่าดอนหายโศก และความนี้ ศันสนีย์ นาคพงศ์ ตามมาบันทึกรายการถึงที่วัดฯ พร้อมกับหลวงพ่อ ดร. สะอาด</p>
<p>ออกอากาศแล้วเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา</p>
<p><object width="620" height="490"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/e/KLHHVVbHk8A"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/e/KLHHVVbHk8A" type="application/x-shockwave-flash" width="620" height="490" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><object width="620" height="490"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/e/1LVg4AHGPtI"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/e/1LVg4AHGPtI" type="application/x-shockwave-flash" width="620" height="490" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>ของ หลวงพ่อ ดร. สะอาด รับชมได้ <a href="http://luangpordoctor.com/2010/08/20/high-hope1/">ที่นี่ >></a></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2010/08/20/high-hope2/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2010/08/20/high-hope2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีระงับความอาฆาต 5 ประการ</title>
		<link>http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Aug 2010 23:57:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฆราวาสธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=375</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันพุธ ทาง FM106 เวลา 5 น. จะได้แสดง พระสูตรที่ไม่ได้รวบรวมไว้ในชุด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันพุธ ทาง FM106 เวลา 5 น. จะได้แสดง พระสูตรที่ไม่ได้รวบรวมไว้ในชุด 5 เล่มจากพระโอษฐ์ แต่เป็นพระสูตรที่ดี</p>
<p>ในสัปดาห์นี่ ได้นำเรื่องที่แสดงไว้โดยพระสารีบุตร ผู้เป็นธรรมเสนาบดีมาให้ได้ฟัง(อ่าน) กัน โดยพระสารีบุตรได้บอกถึงวิธีการระงับความอาฆาต ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็น<span style="color:#ff0000;">คนไม่ดี</span>ขนาดไหนก็ตาม สรุปได้ดังนี้คือ</p>
<p>เราพึงระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</p>
<ol>
<li>มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ (แต่) วาจาบริสุทธิ์</li>
<li>มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ (แต่) วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์</li>
<li>มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ แต่ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร</li>
<li>มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ และ <span style="color:#ff0000;">ไม่ได้</span>ความสงบทางใจ <span style="color:#ff0000;">ไม่ได้</span>ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร</li>
<li>มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ และ วาจาบริสุทธิ์ และ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร</li>
</ol>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่ <em>&#8220;พูดโกหกซึ่งๆหน้า วาจาก็แย่ ปากก็เหม็น แต่ว่าเขาไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ขโมย&#8221;</em> คนแบบนี้ คือ ข้อ 2,​ เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</h3>
<h3>เราคงเคยเห็น <em>&#8220;ชาวนาที่ต้องไปดักปลา ดักหนู ล่าเขียด มากิน แต่ว่าเขาก็มีสัมมาวาจา&#8221;</em> คนแบบี้ คือ ข้อ 1, เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</h3>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่ <em>&#8220;พูดก็ไม่ดี เอะอะโวยวาย ตบยุง ขโมยของ โอ้อวด แต่เขาก็ยัง ใส่บาตร เข้าวัดถวายทานบ้าง&#8221;</em> คนแบบนี้คือข้อ 3,​ เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</h3>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่<em> &#8220;โกหกหน้าด้านๆ โกงชาติบ้านเมือง พูดเฉไฉบิดเบือน ยืมมือคนอื่นฆ่า แถม วัดวาบุญทานก็ทำแบบขอไปทีหวังชื่อเสียง ไม่เคยนั่งสมาธิ&#8221;</em> คนแบบนี้คือข้อ 4 เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้ (ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรให้เราไม่พอใจก็ตาม)</h3>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่ <em>&#8220;พูดดีคิดดีทำดี น่ายกย่องนับถือ มีศึล ทำประโยขน์แก่บ้านเมือง&#8221;</em> คนแบบนี้คือข้อ 5 เราควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้ (ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรให้เราไม่พอใจก็ตาม)</h3>
<p>โดยเปรียบเทียบแต่ละข้อดังนี้</p>
<ul>
<li>
<h2>1 เหมือนภิกษุใช้ผ้าบังสุกุล</h2>
</li>
</ul>
<ul>
<li>(มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ (แต่) วาจาบริสุทธิ์)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;พระที่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เห็นผ้าเก่าที่ถนน  เหยียบให้มั่นด้วยเท้าซ้าย  เขี่ยออกดูด้วยเท้าขวา<span style="text-decoration:underline;"> <span style="color:#000000;">ส่วนใดเป็นสาระ ก็เลือกถือเอาส่วนนั้นแล้วหลีกไป</span></span> ฉันใด; ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">ไม่พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น ส่วนความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น ฉันนั้น เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้น อย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<p>ผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ไม่ใช้แล้ว เช่นผ้าห่อศพ หรือผ้าเปื้อนฝุ่น<span id="more-384"></span></p>
<ul>
<li>
<h2>2 เหมือนการกินน้ำในสระน้ำที่มีสาหร่ายปกคลุม</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ (แต่) วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;สระน้ำที่ถูกสาหร่ายและแหนคลุมไว้บุรุษผู้เดินทางร้อนอบอ้าว เหนื่อยอ่อน  ระหายน้ำ เขาลงสู่สระน้ำนั้น<span style="color:#000000;"> <span style="text-decoration:underline;">แหวกสาหร่ายและแหนด้วยมือทั้งสองแล้ว กอบน้ำขึ้นดื่มแล้วพึงหลีกไป</span></span> ฉันใด ; ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">ไม่พึงใส่ใจ</span>ในส่วนนั้นในสมัยนั้น ส่วนความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา  <span style="color:#000000;">เธอพึงใส่ใจ</span>ในส่วนนั้นในสมัยนั้น ฉันนั้น    เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนี้อย่างนี้</p></blockquote>
<ul>
<li>
<h2>3 เหมือนการกินน้ำน้อยในรอยโค</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ แต่ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;น้ำเล็กน้อยมีอยู่ในรอยโค  บุรุษผู้เดินทางร้อนอบอ้าวเหนื่อยอ่อน  ระหายน้ำ   เขาพึงเกิดความคิดอย่างนี้ว่า   &#8216;น้ำเล็กน้อยมีอยู่ในรอยโคนี้   ถ้าเราจะกอบขึ้นดื่มหรือใช้ภาชนะตักขึ้นดื่มไซร้    เราก็จักทำน้ำนั้นให้  ไหวบ้าง   ให้ขุ่นบ้าง   ให้ไม่เป็นที่ควรดื่มบ้าง   ถ้ากระไรเราพึงคุกกเข่าก้มลงดื่มน้ำอย่างโคดื่มน้ำแล้วหลีกไปเถิด&#8217;  <span style="color:#000000;"><span style="text-decoration:underline;">เขาคุกเข่าก้มลงดื่มน้ำอย่างโคดื่มน้ำแล้วหลีกไป</span></span> แม้ฉันใด ; ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">ไม่พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นสมัยนั้น แม้ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา <span style="color:#000000;">เธอก็ไม่พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น  แต่การ<span style="color:#000000;">ได้ทางสงบใจได้ความเลื่อมใส</span>โดยกาลอันสมควรส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจส่วนนั้น</span>ในสมัยนั้น    ฉันนั้น  เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<ul>
<li>
<h2>4 เหมือนสงสารคนป่วยไม่สบาย</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ และ <span style="color:#ff0000;">ไม่ได้</span>ความสงบทางใจ<span style="color:#ff0000;"> ไม่ได้</span>ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;บุรุษผู้อาพาธ  มีทุกข์   เป็นไข้หนัก เดินทางไกลแม้ข้างหน้าเขาก็มีบ้านอยู่ไกล แม้ข้างหลังเขาก็มีบ้านอยู่ไกล เขาไม่พึงได้อาหารที่สบาย (ถูกโรค)  เภสัชที่สบาย  ผู้พยาบาลที่สมควร  และผู้นำทางไปสู่บ้าน บุรุษบางคนผู้เดินทางไกลพึงเห็นเขา <span style="color:#000000;"><span style="text-decoration:underline;">บุรุษนั้นพึงเข้าไปตั้งความกรุณาความเอ็นดู</span></span> ควานอนุเคราะห์ในเขาว่า   &#8216;โอ   คน  ๆ นี้พึงได้อาหารที่สบายเภสัชที่สบาย   ผู้พยาบาลที่สมควร   และผู้นำทางไปสู่บ้าน&#8217;   ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะเหตุว่า  <span style="color:#000000;"><span style="text-decoration:underline;">คน ๆ นี้อย่าถึงความพินาศฉิบหาย  ณ ที่นี้เลย</span></span> แม้ฉันใด; เธอ พึงเข้าไปตั้งความกรุณา   ความเอ็นดู   ความอนุเคราะห์  ในบุคคลแม้เห็น ปานนี้ว่า   โอท่านผู้นี้พึงละกายทุจริตแล้ว  อบรมกายสุจริต  พึงละวจีทุจริตแล้ว อบรมวจีสุจริต  พึงละมโนทุจริตแล้ว   อบรมมโนสุจริต     ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะเหตุว่า  ท่านผู้นี้เมื่อตายไปแล้ว   อย่าเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต  นรก ฉันนั้น   เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<ul>
<li>
<h2>5 เหมือนเล่นน้ำในสระน้ำใสเย็น</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ และ วาจาบริสุทธิ์ และ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;สระน้ำที่มีน้ำใส  มีน้ำอร่อยดี  มีน้ำเย็น  มีน้ำขาว    มีท่าน้ำราบเรียบ  น่ารื่นรมย์ดาดาษไปด้วยต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ บุคคลผู้เดินทางร้อนอบอ้าว  เหนื่อย  อ่อน กระหายน้ำ   เขาพึงลงสู่สระน้ำนั้น    อาบบ้าง   ดื่มบ้าง แล้วขึ้นมานั่งบ้าง  นอนบ้าง ที่ร่มไม้ใกล้สระน้ำนั้น    แม้ฉันใด ; แม้ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา   เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น    แม้ ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา     เธอพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น    แม้การ<span style="color:#000000;">ได้ทางสงบใจ   ได้ความเลื่อมใสโดยการอันสมควร</span> ส่วนใดของเขา  เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น    ฉันนั้น     ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<h2><em>ทักษิณ </em>แม้ว่าเขาจะดีจริงหรือไม่ดีจริง เราก็ไม่ควรอาฆาตเขา <em>อภิสิทธิ์ </em>แม้เขาจะดีจริงหรือไม่ดีจริง เราก็ไม่ควรอาฆาตเขา ใครจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะเป็นคนดี คนดีไม่อาฆาตใคร แม้ว่าเขาจะไม่ดีขนาดไหนก็ตาม กรรมใครก็กรรมมัน กรรมของเขาอย่าเอามาเป็นของเรา</h2>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตไม่สิ้นหวัง ตอนที่ 1</title>
		<link>http://puredhamma.com/2010/08/07/highhope/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2010/08/07/highhope/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Aug 2010 00:08:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต คึกฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต ดร. สะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัทธา]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[VDO บอกหมด เกี่ยวกับพุทธวัจนในการหลีกเร้น ณ วัดป่าดอนหายโศก ถ่ายทำ ณ วัดนาป่าพง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>VDO บอกหมด เกี่ยวกับพุทธวัจนในการหลีกเร้น ณ วัดป่าดอนหายโศก<br />
ถ่ายทำ ณ วัดนาป่าพง ออกอากาศ เมื่อประมาณกลางปี 2552</p>
<p><object width="620" height="490"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/e/Ht6hGxgEejc"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/e/Ht6hGxgEejc" type="application/x-shockwave-flash" width="620" height="490" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><object width="620" height="490"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/e/l07JYDozCLQ"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/e/l07JYDozCLQ" type="application/x-shockwave-flash" width="620" height="490" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2010/08/07/highhope/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2010/08/07/highhope/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขอฝน</title>
		<link>http://puredhamma.com/2010/07/23/328/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2010/07/23/328/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Jul 2010 23:34:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฆราวาสธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต ดร. สะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัทธา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=328</guid>
		<description><![CDATA[ขอย้ายเรื่องนี้ไปที่ Blog ของหลวงพ่อ ดร. สะอาด http://luangpordoctor.com/2010/07/23/drought]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอย้ายเรื่องนี้ไปที่ Blog ของหลวงพ่อ ดร. สะอาด<br />
<a href="http://luangpordoctor.com/2010/07/23/drought">http://luangpordoctor.com/2010/07/23/drought</a></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2010/07/23/328/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2010/07/23/328/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สวดมนต์ได้ประโยชน์อะไร</title>
		<link>http://puredhamma.com/2010/06/17/recitation-benefit/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2010/06/17/recitation-benefit/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jun 2010 00:02:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฆราวาสธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต คึกฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวาจา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[สวดมนต์ / สาธยายมนต์ / ท่องมนต์ มีประโยชน์ อย่างไร มีวิธีการอย่างไร มีข้อควรระวังและวีธีป้องกันอย่างไร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มี อุบาสก อุบาสิกา จำนวนมากมีคำถามเกี่ยวกับการสวดมนต์ เป็นต้นว่า</p>
<li>สวดอย่างไร ใช้เสียงอย่างไร ?</li>
<li>ทำเวลาไหนดีการสวดมนต์ ?</li>
<li>สวดแล้วทำอย่างไรจำไม่ค่อยได้ ?</li>
<li>สวดมนต์แทนการนั่งสมาธิได้ไหม เพราะสวดแล้วจิตสงบดี ?</li>
<li>สวดคนเดียวหรือเป็นหมู่ดี ?</li>
<li>จำเป็นต้องสวดมนต์ก่อนนั่งสมาธิหรือไม่ ?</li>
<li>สวดบทไหนดี ?</li>
<li>แต่ละครั้งใช้เวลาสวดนานเท่าไรจึงควร ?</li>
<li>ชอบสวดมนต์มาก แต่ไม่ชอบนั่งสมาธิ จะทำอย่างไร ?</li>
<li>ฯลฯ</li>
<p>แล้ว พระพุทธเจ้า ตรัสอย่างไรเกี่ยวกับการ<span style="text-decoration: underline;"><strong>สาธยายมนต์ หรือ การสวดมนต์ หรือ ท่องมนต์ </strong></span>ซึ่งเป็นคำที่ใช้แทนกันได้. จึงได้รวบรวมมาให้ ท่านผู้อ่าน ดังนี้</p>
<h2>ประโยชน์ของการสาธยายมนต์ (สวดมนต์, ท่องมนต์)</h2>
<ol>
<li>
<h4>เพื่อความตั้งมั่นของพระสัทธรรม (เป็นหนึ่งในเหตุห้าประการ) &#8211; ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๑/๑๕๕</h4>
</li>
<li>
<h4>เป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติ (เป็นหนึ่งในธรรมห้าประการ) &#8211; ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๒-๒๕/๒๖. (อ/๗๕๗)</h4>
</li>
<li>
<h4>เป็นอาหารของความเป็นพหูสูต – อํ. ทสก. ๒๔/๑๒๐/๗๓<span id="more-270"></span></h4>
</li>
<li>
<h4>องค์ประกอบของการเป็นบริษัทที่เลิศ – อํ. ทุก. ๒๐/๖๘/๒๙๒</h4>
</li>
<li>
<h4>ทำให้ไม่เป็นมลทิน   – อํ. อฎฺฐก. ๒๓/๑๔๙/๑๐๕</h4>
</li>
<li>
<h4>เป็นบริขารของจิตเพื่อความไม่มีเวรไม่เบียดเบียน (เป็นหนึ่งในห้าบริขาร) – ม.ม. ๑๓/๕๐๐/๗๒๘</h4>
</li>
<li>
<h4>เป็นเหตุให้ละความง่วงได้ (หนึ่งในแปดวิธีละความง่วง)  – อํ. สตฺตก. ๒๓/๗๓/๕๘</h4>
</li>
</ol>
<h2>ข้อควรระวังและวิธีป้องกันในการสวด</h2>
<ul>
<li>
<h4>สาธยายมนต์แล้วคิดว่าได้เป็นผู้ปฏิบัติด้วยข้อปฏิบัติอันยิ่งโดยเพียงแต่อาการแห่งการสาธยายมนต์  – ม. มู. ๑๒/๓๖๑/๔๗๙</h4>
</li>
</ul>
<h4><span style="text-decoration: underline;">วิธีแก้:</span> เมื่อสาธยายแล้วให้เพียรเผากิเลสด้วย จึงขื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติด้วยข้อปฏิบัติอันยิ่ง</h4>
<ul>
<li>
<h4>สาธยายมนต์จนเป็นเหตุให้วันคืนล่วงไปโดยไม่ประกอบความสงบในใจ ละเลยการหลีกเร้น ยังไม่ใช่ผู้อยู้ด้วยธรรม &#8211; ปญฺจก. อํ. ๒๒/๗๘/๗๓</h4>
</li>
</ul>
<h4><span style="text-decoration: underline;">วิธีแก้:</span> อย่าเอาแต่สาธยายจนไม่มีเวลาในการทำความเพียรทางจิต, ให้อาศัยโคนไม้, เรือนว่างทำความเพียรไม่ประมาท ด้วยการทำความสงบในใจด้วย และด้วยการหลีกเร้นด้วย</h4>
<h2>วีธีการสาธยายมนต์ให้แจ่มแจ้งได้นาน</h2>
<ul>
<li>
<h4>ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถูกเหนี่ยวรั้ง ย่อมรู้ย่อมเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งนิวรณ์ทั้งห้า (กามราคะ, พยาบาท, ถีนมิทธะ, อุทธัจจกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา) ทำให้รู้เห็นประโยชน์ตตามที่เป็นจริง – สํ. มหาวาร. ๑๙/๑๔๕/๖๐๓</h4>
</li>
</ul>
<p>หมายเหตุ :<br />
ข้อมูลนี้ได้รวบรวมไว้เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง<br />
ข้อความบทพยัญชนะโดยพุทธวัจนะนั้นยาวมาก จะรวบรวมไว้ให้อ่านในหน้าพิเศษต่อไป</p>
<p>ตอนนี้ให้ข้อมูลเบี้องต้นเท่านี้ก่อน แล้วติดตามตอนต่อไป<br />
ถ้ามีความเห็นหรือข้อสงสัย ก็สามารถ post comment ไว้ได้ข้างล่างนี้<!--more--><!--more--><!--more--><!--more--><!--more--></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2010/06/17/recitation-benefit/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2010/06/17/recitation-benefit/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รายการธรรมทางวิทยุ FM106</title>
		<link>http://puredhamma.com/2009/07/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b8-fm106/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2009/07/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b8-fm106/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 12 Jul 2009 00:55:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต คึกฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=169</guid>
		<description><![CDATA[รายการ “ศันสนีย์สนทนา” ทางสถานีวิทยุ 106 FM คลื่นวิทยุครอบครัวข่าว ในรายการนี้มีช่่วงเวลาที่เรียกว่า “ถามโลกตอบธรรม” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รายการ “ศันสนีย์สนทนา” ทางสถานีวิทยุ 106 FM คลื่นวิทยุครอบครัวข่าว</p>
<p>ในรายการนี้มีช่่วงเวลาที่เรียกว่า “ถามโลกตอบธรรม” ซึ่งในช่วงหนี่งปีกว่าที่ผ่านมา ท่านพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล จากวัดนาป่าพง ได้ไปออกรายการอยู่เป็นประจำ และในขณะนี้ ท่านพระอาจารย์ได้ให้ อาตมา – พระไพบูลย์ อภิปุณฺโณ – ไปออกรายการแทน</p>
<p>เพราะฉะนั้น ท่านผู้อ่านทั้งหลายก็สามารถติดตามฟังเรื่องเกี่ยวกับธรรมที่แท้และเป็นสากลได้ตามรายละเอียดดังนี้</p>
<p>วิทยุ 106FM รายการ ศันสนีย์สนทนา เวลา 0500 – 0530 น. วันจันทร์ &#8211; ศุกร์</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2009/07/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b8-fm106/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2009/07/12/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b8-fm106/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>15</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหตุที่ทำให้อายุยืน</title>
		<link>http://puredhamma.com/2009/06/23/longlife/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2009/06/23/longlife/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Jun 2009 15:06:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต มหาบัว]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวายามะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=167</guid>
		<description><![CDATA[ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ</p>
<p>(๑) บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑</p>
<p>(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑</p>
<p>(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑</p>
<p>(๔) เป็นผู้มีศีล ๑</p>
<p>(๕) มีมิตรดีงาม ๑</p>
<p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ</p></blockquote>
<p>อีกนัยยะหนึ่ง</p>
<blockquote><p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ</p>
<p>(๑) บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑</p>
<p>(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑</p>
<p>(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑</p>
<p>(๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑</p>
<p>(๕) เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑</p>
<p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ</p></blockquote>
<p>อันนี้จะสังเกตุได้ว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเ<span style="text-decoration:underline;">ดินจงกรม</span>อยู่ข้อหนึ่งคือเรื่องของ “การย่อยอาหารได้ง่าย” ลองสังเกตุจาก <a href="http://www.luangta.com">หลวงตามหาบัว</a> ท่านเดินจงกรมมาก และ ฉันอาหารน้อย ปีนี้ก็อายุ 96 แล้วกำลังสงเคราะห์โลกด้วยการสร้างโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี สาธุฯ พ่อแม่ครูอาจารย์</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2009/06/23/longlife/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2009/06/23/longlife/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณสมบัติแห่งผู้เป็นทูต ๘ ประการ</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jun 2008 12:14:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวาจา]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=45</guid>
		<description><![CDATA[ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน<br />
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้</p>
<p>๑. รับฟังผู้อื่น<br />
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน<br />
๓. กำหนดจิตฟัง<br />
๔. ทรงจำดี<br />
๕. รู้คำพูดของคนอื่น<br />
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน<br />
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์<br />
๘. ไม่ชวนทะเลาะ</p>
<p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต ฯ<br />
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:</p>
<p>๑. สารีบุตรเป็นผู้รับฟังผู้อื่น<br />
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน<br />
๓. กำหนดจิตฟัง<br />
๔. ทรงจำดี<br />
๕. รู้คำพูดของคนอื่น<br />
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน<br />
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์<br />
๘. ไม่ชวนทะเลาะ</p>
<p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำ   หน้าที่ทูต</p></blockquote>
<p>พระผู้มีพระภาคตรัสประพันธคาถา ว่าดังนี้:</p>
<blockquote><p>ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูดคำหยาบก็ไม่สะทกสะท้าน<br />
ไม่ยังคำพูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์นพูดจนหมดความสงสัย<br />
และถูกถามก็ไม่โกรธ ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ย่อมควรทำหน้าที่ทูต</p></blockquote>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>8 อุบายสู้ความง่วงนอน</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jun 2008 10:48:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต โมคคัลลานะ]]></category>
		<category><![CDATA[แก่นล้วนๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนที่พระโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระโมคัลลานะดังนี้ ดูก่อนโมคคัลลานะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนที่พระโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระโมคัลลานะดังนี้</p>
<blockquote><p>ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อ</p>
<ol>
<li>เธอ มีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ <span style="text-decoration:underline;"><strong>เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก</strong></span> ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอ พึงตรึกตรองพิจารณา ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ ไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอ พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอ พึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวัน ว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจ เปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนด หมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึง สำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายใน อันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขใน การนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ</li>
</ol>
</blockquote>
<p>น่าสนใจที่ว่า พระพุทธเจ้าแนะ<strong><span style="color:#ff6600;">ให้สู้</span></strong>ความง่วงก่อน ในข้อที่ 1 คืออย่ายอม ทำยังมาให้ง่วง ให้ทำอย่างนั้นต่อไปก่อน จนไม่ไหวแล้ว แล้วค่อยเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อยๆ</p>
<p>สมณโคดมเป็นนักสู้ตัวยงจริงๆ แม้ก็แนะนำให้สาวกสู้ด้วย!!!</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระอานนท์เผยเคล็ดลับ โดยไม่มีใครถาม</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jun 2008 14:47:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต อานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[พระผู้มีพระภาคเคยยกย่องภันเตอานนท์ดังนี้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นพหูสูต ฯ พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระผู้มีพระภาคเคยยกย่องภันเตอานนท์ดังนี้ว่า</p>
<blockquote><p>ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นพหูสูต ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีคติ ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีความเพียร ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นอุปัฏฐาก ฯ<br />
&#8211; 12/149</p></blockquote>
<p>ภันเตอานนท์ เคยคุยกับ ภันเตสารีบุตร ใน 2 ประเด็นเกี่ยวกับการเป็นพหูสูต ที่น่าสนใจก็คือว่า ภ้นเตสารีบุตรไม่ได้เป็นผู้เปิดประเด็น แต่ตัวท่านภันเตอานนท์ต่างหาก มาถามภัตเตสารีบุตร 2 คำถามนี้ คือ</p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ภิกษุจึงจะ<br />
(๑)เป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และ<br />
(๒)สิ่งที่เธอเรียนแล้ว ย่อมไม่เลือนไป &#8211;ปํญจก. อํ. 22/169</p></blockquote>
<p>และ</p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ภิกษุจึง<br />
(๑)ได้ฟังธรรมที่ยังไม่เคยฟัง<br />
(๒)ธรรมทั้งหลายที่เธอได้ฟังแล้วย่อมไม่ถึงความหลงลืม<br />
(๓)ธรรมทั้งหลายที่เธอได้เคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อนย่อมขึ้นใจ และ<br />
(๔)เธอย่อมทราบชัดธรรมที่ยังไม่ทราบชัด &#8211;ฉกฺก. อํ. 22/322</p></blockquote>
<p>ท่านภันเตสารีบุตรไม่ยอมตอบเอง และส่งให้ภันเตอานนท์ ผู้ถามคำถามเป็นผู้ตอบ&#8230; ภันเตอานนท์ ตอบทั้ง 2 คำถามดังนี้ว่า</p>
<p><span id="more-21"></span></p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้<br />
(๑)ย่อมเป็นผู้ฉลาดในอรรถ<br />
(๒)ฉลาดในธรรม<br />
(๓)ฉลาดในพยัญชนะ<br />
(๔)ฉลาดในนิรุตติ และ<br />
(๕)ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย<br />
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงจะ เป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และสิ่งที่เธอเรียนแล้วย่อมไม่เลือนไป ฯ &#8211;ปํญจก. อํ. 22/169</p></blockquote>
<p>และ</p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ<br />
(๑)เธอย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร<br />
(๒)ย่อมบอกสอนธรรมที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร<br />
(๓)ย่อมทำการสาธยายธรรม(สวด)ตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาโดยพิสดาร<br />
(๔)ย่อมตรึกตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา<br />
(๕)ย่อมจำพรรษาอยู่ในอาวาสที่มีภิกษุผู้เถระเป็นพหูสูต ชำนาญคัมภีร์ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาอยู่<br />
(๖)ย่อมเข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้นโดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบสวนว่า &#8216;ข้าแต่ท่าน<br />
ผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไรเนื้อความของภาษิตนี้อย่างไร?&#8217; ภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ย่อมเปิดเผยภาษิตที่ยังไม่แจ่มแจ้ง ย่อมทำภาษิตที่ยากให้ง่ายแก่เธอ และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมีประการต่างๆ<br />
ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงได้ ฟังธรรมที่ยังไม่เคยฟัง ธรรมทั้งหลายที่เธอได้ฟังแล้วย่อมไม่ถึงความหลงลืม ธรรมทั้งหลายที่เธอได้เคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อน ย่อมขึ้นใจ และเธอย่อมทราบชัดธรรมที่ยังไม่ทราบชัด ฯ &#8211;ฉกฺก. อํ. 22/322</p></blockquote>
<p>อยากเรียนเก่ง, จำเก่ง เป็นพหูสุต ต้องทำอย่างนี้</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระอรหันต์ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2008 09:28:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต โมคคัลลานะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221; นี่เป็นคำตอบที่พระอรหันต์จะด้องได้ยินเมื่อพ้นทุกข์ &#8220;มีอยู่หรือพระอรหันต์ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์?&#8221; คำตอบก็คือ&#8230; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#ff6600;">&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221;<span style="color:#000000;"> นี่เป็นคำตอบที่พระอรหันต์จะด้องได้ยินเมื่อพ้นทุกข์</span></span></p>
<p>&#8220;มีอยู่หรือพระอรหันต์ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์?&#8221; คำตอบก็คือ&#8230;</p>
<p>มีอยู่</p>
<p><span id="more-11"></span></p>
<p>แต่จริง ๆ แล้วตอบไม่ได้เพราะ <span style="text-decoration:underline;">เป็นคำถามที่ผิด</span></p>
<p>การ &#8220;เป็น&#8221; ไม่ใช่พระอรหันต์ การ&#8221;ไม่เป็น&#8221; ก็ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า &#8220;เรา<span style="text-decoration:underline;"><strong><span style="color:#808000;">เป็น</span></strong></span>พระอรหันต์&#8221; ก็ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ที่จะอธิบาย ความเป็นพระอรหันต์ (Arahatship) พระพุทธเจ้าก็เลยบัญญัติ ความหมายของพระอรหันต์ไว้ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ว่าสั้นๆ คือความที่จิตไม่มีกิเลส</p>
<p>สมัยก่อนที่อาตมาจะมาบวชเป็นพระ, อาตมาคิดว่าพระอรหันต์ ต้องมีกล้ามเป็นมัดๆ ต้องมีวิทยายุทธไว้สำหรับท่องยุทธจักรเหมือนกับ พระวัดเส้าหลิน ทีสามารถตั้งค่ายกล 16 อรหันต์ อะไรทำนองนั้น</p>
<p>แต่พระผู้มีพระภาคบัญญัติ &#8220;อรหันต์&#8221; คือ ผู้ที่รู้ชัดว่า <span style="color:#ff6600;"><span style="color:#000000;">&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221;</span> </span>อันเนื่องมากจากการหมดอาสวะ เพราะฉะนั้นการที่บุคคลที่ไม่มีกิเลส ไม่รู้ว่าสิ่งๆ นี้คือ &#8220;อรหันต์&#8221; นั้นเป็นไปได้</p>
<p>ภ้นเตสารีบุตรได้อธิบายไว้ใน มชฺ. มู. 12/54 ดังนี้ว่า</p>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคล ๔ พวก เหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ พวกนั้นเป็นไฉน? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย<br />
(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส </span>แต่<span style="text-decoration:underline;">ไม่รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span>ในภายใน. อนึ่ง<br />
(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span> <span style="text-decoration:underline;">ร</span>ู้ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span>ในภายใน.<br />
(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span> แต่<span style="text-decoration:underline;">ไม่รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span>ในภายใน อนึ่ง<br />
(๔) บุคคลในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span>ในภายใน.</p></blockquote>
<p>สังเกตว่า มี บุคคลประเภทที่ ๓ อยู่ คือไม่มีกิเลส แต่ก็ไม่รู้่ว่าตัวเองไม่มีกิเลส คือไม่รู้ว่าสภาวะนี้มันเรียกว่าอะไร ภันเตสารีบุตรจึงกล่าวต่อว่า</p>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลสรู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มี กิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<p>ภันเตโมคัลลานะสงสัย จึงถาม ภันเตสารีบุตรว่า ทำไมในบรรดาผู้ที่มีกิเลสเหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐ อีกผู้หนึงเลวทราม และในบรรดาผู้ที่ ไม่มีกิเลส เหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐผู้หนึ่งเลวทราม?</p>
<p>ภันเตสารีบุตรกล่าวว่า</p>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ เหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของก็ไม่ใช้และไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นอย่างนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง สนิมจับยิ่งขึ้น ฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ยังมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่าเรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะมีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลอันพึงหวังได้ คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของใช้ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่นภาชนะสัมฤทธิ์จะเป็นของหมดจดผ่องใสฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการอสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันหมดจดผ่องใส แต่เจ้าของไม่ได้ใช้สอย ไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง   สนิมจับ ฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะ ไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจึงครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทองเป็นของหมดจด ผ่องใส เจ้าของใช้ ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ก็พึงเป็นของหมดจดผ่องใสยิ่งขึ้นฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ.</p>
<p>ดูกรท่านโมคคัลลานะ นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก   ที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ อนึ่ง</p></blockquote>
<blockquote><p>นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก ที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>16</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

