<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
>

<channel>
	<title>Pure Dhamma : ธรรมะล้วนๆ &#187; ภันเต โมคคัลลานะ</title>
	<atom:link href="http://puredhamma.com/category/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b3/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b0/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://puredhamma.com</link>
	<description>by Abhiboono Bhikku ( อภิปุณโณภิกขุ ) http://puredhamma.com</description>
	<lastBuildDate>Thu, 17 May 2012 03:36:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
<itunes:image href="http://puredhamma.com/wp-content/themes/pure/images/pdma-itunes.png" />
<itunes:author>puredhamma.com</itunes:author>		<item>
		<title>8 อุบายสู้ความง่วงนอน</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jun 2008 10:48:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต โมคคัลลานะ]]></category>
		<category><![CDATA[แก่นล้วนๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนที่พระโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระโมคัลลานะดังนี้ ดูก่อนโมคคัลลานะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนที่พระโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระโมคัลลานะดังนี้</p>
<blockquote><p>ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อ</p>
<ol>
<li>เธอ มีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ <span style="text-decoration:underline;"><strong>เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก</strong></span> ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอ พึงตรึกตรองพิจารณา ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ ไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอ พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอ พึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวัน ว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจ เปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนด หมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น</li>
<li>เธอพึง สำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายใน อันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขใน การนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ</li>
</ol>
</blockquote>
<p>น่าสนใจที่ว่า พระพุทธเจ้าแนะ<strong><span style="color:#ff6600;">ให้สู้</span></strong>ความง่วงก่อน ในข้อที่ 1 คืออย่ายอม ทำยังมาให้ง่วง ให้ทำอย่างนั้นต่อไปก่อน จนไม่ไหวแล้ว แล้วค่อยเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อยๆ</p>
<p>สมณโคดมเป็นนักสู้ตัวยงจริงๆ แม้ก็แนะนำให้สาวกสู้ด้วย!!!</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/19/8-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระอรหันต์ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2008 09:28:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต โมคคัลลานะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221; นี่เป็นคำตอบที่พระอรหันต์จะด้องได้ยินเมื่อพ้นทุกข์ &#8220;มีอยู่หรือพระอรหันต์ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์?&#8221; คำตอบก็คือ&#8230; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#ff6600;">&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221;<span style="color:#000000;"> นี่เป็นคำตอบที่พระอรหันต์จะด้องได้ยินเมื่อพ้นทุกข์</span></span></p>
<p>&#8220;มีอยู่หรือพระอรหันต์ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์?&#8221; คำตอบก็คือ&#8230;</p>
<p>มีอยู่</p>
<p><span id="more-11"></span></p>
<p>แต่จริง ๆ แล้วตอบไม่ได้เพราะ <span style="text-decoration:underline;">เป็นคำถามที่ผิด</span></p>
<p>การ &#8220;เป็น&#8221; ไม่ใช่พระอรหันต์ การ&#8221;ไม่เป็น&#8221; ก็ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า &#8220;เรา<span style="text-decoration:underline;"><strong><span style="color:#808000;">เป็น</span></strong></span>พระอรหันต์&#8221; ก็ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ที่จะอธิบาย ความเป็นพระอรหันต์ (Arahatship) พระพุทธเจ้าก็เลยบัญญัติ ความหมายของพระอรหันต์ไว้ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ว่าสั้นๆ คือความที่จิตไม่มีกิเลส</p>
<p>สมัยก่อนที่อาตมาจะมาบวชเป็นพระ, อาตมาคิดว่าพระอรหันต์ ต้องมีกล้ามเป็นมัดๆ ต้องมีวิทยายุทธไว้สำหรับท่องยุทธจักรเหมือนกับ พระวัดเส้าหลิน ทีสามารถตั้งค่ายกล 16 อรหันต์ อะไรทำนองนั้น</p>
<p>แต่พระผู้มีพระภาคบัญญัติ &#8220;อรหันต์&#8221; คือ ผู้ที่รู้ชัดว่า <span style="color:#ff6600;"><span style="color:#000000;">&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221;</span> </span>อันเนื่องมากจากการหมดอาสวะ เพราะฉะนั้นการที่บุคคลที่ไม่มีกิเลส ไม่รู้ว่าสิ่งๆ นี้คือ &#8220;อรหันต์&#8221; นั้นเป็นไปได้</p>
<p>ภ้นเตสารีบุตรได้อธิบายไว้ใน มชฺ. มู. 12/54 ดังนี้ว่า</p>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคล ๔ พวก เหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ พวกนั้นเป็นไฉน? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย<br />
(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส </span>แต่<span style="text-decoration:underline;">ไม่รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span>ในภายใน. อนึ่ง<br />
(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span> <span style="text-decoration:underline;">ร</span>ู้ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span>ในภายใน.<br />
(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span> แต่<span style="text-decoration:underline;">ไม่รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span>ในภายใน อนึ่ง<br />
(๔) บุคคลในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span>ในภายใน.</p></blockquote>
<p>สังเกตว่า มี บุคคลประเภทที่ ๓ อยู่ คือไม่มีกิเลส แต่ก็ไม่รู้่ว่าตัวเองไม่มีกิเลส คือไม่รู้ว่าสภาวะนี้มันเรียกว่าอะไร ภันเตสารีบุตรจึงกล่าวต่อว่า</p>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลสรู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มี กิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<p>ภันเตโมคัลลานะสงสัย จึงถาม ภันเตสารีบุตรว่า ทำไมในบรรดาผู้ที่มีกิเลสเหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐ อีกผู้หนึงเลวทราม และในบรรดาผู้ที่ ไม่มีกิเลส เหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐผู้หนึ่งเลวทราม?</p>
<p>ภันเตสารีบุตรกล่าวว่า</p>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ เหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของก็ไม่ใช้และไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นอย่างนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง สนิมจับยิ่งขึ้น ฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ยังมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่าเรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะมีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลอันพึงหวังได้ คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของใช้ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่นภาชนะสัมฤทธิ์จะเป็นของหมดจดผ่องใสฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการอสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันหมดจดผ่องใส แต่เจ้าของไม่ได้ใช้สอย ไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง   สนิมจับ ฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะ ไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจึงครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทองเป็นของหมดจด ผ่องใส เจ้าของใช้ ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ก็พึงเป็นของหมดจดผ่องใสยิ่งขึ้นฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ.</p>
<p>ดูกรท่านโมคคัลลานะ นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก   ที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ อนึ่ง</p></blockquote>
<blockquote><p>นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก ที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>16</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

