<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Pure Dhamma : ธรรมะล้วนๆ &#187; ภันเต สารีบุตร</title>
	<atom:link href="http://puredhamma.com/category/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b3/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://puredhamma.com</link>
	<description>by Abhiboono Bhikku ( อภิปุณโณภิกขุ ) http://puredhamma.com</description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Feb 2012 23:24:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ขอต่ออายุ</title>
		<link>http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2011 14:12:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reflection]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต อานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=658</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/" title="ขอต่ออายุ"><img src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/06/Unknown1-150x150.jpg" alt="ขอต่ออายุ" class="thumbnail " /></a>การขอต่ออายุ เป็นส่ิงที่ทำได้หรือไม่​? ทำไมพระอานนท์ ถึงได้ขอให้ พระพุทธเจ้า ดำรงธาตุขันธ์นี้ให้อยู่ต่อ ครบ 1 กัป? [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การขอต่ออายุ เป็นส่ิงที่ทำได้หรือไม่​? ทำไมพระอานนท์ ถึงได้ขอให้ พระพุทธเจ้า ดำรงธาตุขันธ์นี้ให้อยู่ต่อ ครบ 1 กัป?</p>
<p>แต่ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า &#8220;ความปรารถนาที่ว่า ขอให้ส่ิงที่เสื่อมไปเป็นธรรมดา อย่างเสี่อมไปเลยนั้นเป็น ฐานะที่เป็นไปไม่ได้&#8221;</p>
<p>ดูๆ ไปแล้ว เหมือนการกระทำของพระอานนท์ จะขัดกันกับที่ พระพุทธเจ้า สอน</p>
<p>อาจจะมีผู้ที่ศึกษา พุทธวัจน์ แล้วมีความเข้าใจไปในลักษณะนี้ได้</p>
<p>เรื่องนี้ถ้าเราเข้าไปดูในลำดับขั้นตอนของการที่ พระพุทธเจ้า มีสติสัมปัชชัญญะปลงอายุสังขาร . เรื่องราวมีดังนี้คือ</p>
<p>เรื่องราวในเบื้องต้นคือ</p>
<ul>
<li>พระพุทธเจ้า ตรัสว่า การเจริญอิทธิบาท 4 เป็น เหตุ ให้ได้ผลคือมีอายุได้ 1 กัป (1 กัป มีอายุกี่ปีกันแน่ ให้อ่านต่อไป) อย่างนี้ 3 รอบ, พระอานนท์ น่ิงอยู่ทั้ง 3 รอบ</li>
<li>จึงให้อานนท์ไปพัก. คือต่างรูปต่างนั่งพักแยกกัน</li>
<li>จากนั้น มารก็เข้ามาอาราธนาให้ พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน</li>
<li>พระพุทธเจ้า บอกมารว่า จะ ปรินิพพานในไม่ช้า (โดยกำหนดลงตายตัวว่า 3 เดือน)</li>
<li>เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขี้น</li>
</ul>
<ul>
<li>พระอานนท์ เข้ามา หา กล่าวถึงเรื่อง แผ่นดินไหว</li>
<li>พระพุทธเจ้า ตรัสถึงเหตุแห่งแผ่นดินไหว และ เรื่องอื่นๆอีก (เช่น วิโมกข์8 ฯลฯ)</li>
<li>และเล่าให้ พระอานนท์ ฟังถึงบทสนทนากับมาเมื่อสักครู่ และ รับคำว่าจะปรินิพพานในไม่ช้า</li>
</ul>
<p>ต่อไปนี้คือตอนนี้ตอนสำคัญ ที่ต้องวิเคราะห์ให้ดี</p>
<ol>
<li>พอ พระอานนท์ ทราบแล้วว่า พระพุทธเจ้า จะปรินิพพานใน 3 เดือน ก็ เลย &#8220;ขอ&#8221; ให้ พระพุทธเจ้า ดำรงชีวิตอยู่ 1 กัป.</li>
<li>ทำอย่างนี้ 3 รอบ, พระพุทธเจ้า ปฏิเสธทั้ง 3 รอบ, หลังจากรอบที่ 3</li>
<li>พระพุทธเจ้า ถามพระอานนท์ว่า &#8220;เธอเชื่อในการตรัสรู้ของเราเหรอ?&#8221; พระอานนท์ตอบว่า &#8220;เชื่อ&#8221;, &#8221;เชื่อแล้วทำไมยังต้องคาดคั้นจากเราถึง 3 รอบเล่า&#8221; พระพุทธเจ้า ถามต่อ</li>
<li>พระอานนท์ให้เหตุผลเรื่อง &#8220;การเจริญอิทธิบาท4 เป็นเหตุให้มีอายุได้ 1 กัป&#8221; ที่เป็น พุทธวัจน์</li>
<li>พระพุทธเจ้า ถามพระอานนท์ว่า &#8221;เธอเชื่อเหรอ?&#8221; พระอานนท์ตอบว่า &#8220;เชื่อ&#8221; (เกี่ยวกับเรื่องอิทธิบาท4),</li>
<li>&#8220;เชื่อแล้วทำไมเธอไม่ขอตั้งแต่ตอนนั้นเล่า&#8221; พระพุทธเจ้า ถาม &#8230; เรื่องราวยังมีต่อไป ฯลฯ</li>
</ol>
<p>ประเด็นคือตรงนี้ว่า</p>
<ul>
<li>ในข้อที่ 3. ทำไมอยู่กันมาตั้งนาน ไม่เคยถาม พระอานนท์ว่า &#8220;เชื่อในการตรัสรู้ของเราเหรอ&#8221; แล้วถึงมาถามตอนนี้ . พระอานนท์ตอนนั้น เป็น โสดาบันแล้วน่ะ มีศรัทธา 100% แน่นอน.</li>
</ul>
<p>อันนี้ตอบได้ง่ายๆ ภาษาชาวบ้านเลยก็ได้ว่า &#8220;ถ้าเชื่อว่าสังขารไม่เที่ยงแล้วล่ะก็ไม่ควรขอ แต่ควรเข้าใจว่าตัวเราต้องปล่อยวาง&#8221; คือไม่ต้อง &#8220;ขอ&#8221; ให้ &#8220;ส่ิงอื่น&#8221; ไม่เปลี่ยนแปลง แต่แก้ที่จิตเราเองโดยการเข้าใจสภาพและ &#8220;ปล่อยวาง&#8221;</p>
<p>จริงๆ แล้ว ก็เมื่อ 7-8 เดือนที่แล้วพระสารีบุตรก็พึ่งปรินิพพานไป พระพุทธเจ้า ก็บอกแล้วว่า &#8220;อานนท์! ข้อนั้น จักได้มาแต่ไหนเล่า ? สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วเป็นแล้ว อันปัจจัยปรุงแล้ว มีความชำรุดไปเป็นธรรมดา สิ่งนั้นอย่าชำรุดไปเลยดังนี้. ข้อนั้น ย่อมเป็นฐานะที่มีไม่ได้&#8221;</p>
<p>ประเด็นถัดมาคือ</p>
<ul>
<li>ในข้อที่ 5. ทำไมต้องถามด้วยว่าเชื่อหรือว่า อิทธิบาท4ทำให้อายุมี 1 กัป?</li>
</ul>
<p>อันนี้คิดว่า มี 2 นัยยะ, นัยยะแรกคือ ตัว ท่าน พระอานนท์เองก็ยังไม่สามารถทำได้ คือ ยังไม่ได้ตรวจสอบเรื่องการเจริญอิทธิบาท 4 ว่าทำแล้วอายุจะได้ ่1 กัปจริง  จึงต้องทบทวนกับ พระอานนท์ให้แน่ใจ (หมายถึง พระพุทธเจ้า ถามย้ำ กับ พระอานนท์ ทั้งๆที พระอานนท์ก็ quote พุทธวัจน์ แล้วน่ะนั่นน่ะ)</p>
<p>นัยยะ ที่ 2 คือ &#8220;ต้องการให้ พระอานนท์​ &#8220;ขอ&#8221; ให้ถูกต้องตามระบบ&#8221; คือ ขอให้ พระองค์เจริญ อิทธิบาท 4 มากกว่าที่จะขอผล คือ ให้มีอายุ 1 กัป. . ถ้า พระอานนท์ พูดว่า &#8220;ขอให้พระองค์เจริญอิทธิบาท4&#8243; ในตอนนั้น แทนที่จะบอกว่า &#8220;ขอให้มีอายุ 1 กัป&#8221; . การถามตรงของ พระพุทธเจ้า ที่ว่า &#8220;อานนท์เธอเชื่อเหรอ&#8221; ก็ไม่ต้องเกิดขึ้น</p>
<p>ประเด็นที่ 3 คือ</p>
<ul>
<li>อายุไข 1 กัป นั้น เท่าไหรกันแน่?</li>
</ul>
<p>ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า &#8220;กัป&#8221; นั้นหมายถึง ช่วงชีวิต.</p>
<p>ช่วงชีวิตของมนุษย์ในสมัยนี้ ก็ประมาณ 100ปี ที่เกินกว่านั้นก็มี น้อยกว่านั้นก็มี แต่ประมาณได้ 100 ปี &lt;== อันนี้มี พุทธวัจน์ ยืนยันไว้ ว่า &#8220;ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี บางทีก็มีชีวิตอยู่น้อยกว่าบ้าง มากกว่าบ้าง&#8221;</p>
<p>ช่วงชีวิตมนุษย์ของมนุษย์ในสมัยอื่นๆ ก็ไม่เท่ากัน 250 ปี ก็มี, 500 ปีก็มี 8หมื่นปี ก็มี, เพราะฉะนั้น ช่วงชีวิตมนุษย์ของที่อยู่ในสมัยเดียวกันแต่ล่ะคนก็ไม่เท่ากันแน่ &#8220;ในแต่ละบุคคล​&#8221; คือ สมัยที่มนุษย์มีอายุ 100 ปี นี้ บางคน อาจจะมี อายุ 1 กัป = 102 ปี. คนอื่น 1 กัป อาจจะ เท่ากับ 94 ปี. อีกคนหนึ่ง 1 กัป อาจจะเท่ากับ 83 ปี เป็นต้น</p>
<p>ช่วงชีวิต ของ ดวงดาว ต่างๆ ก็ไม่เท่ากัน แต่จะกำหนดเป็นปี นั้นคงยาก เพราะ 1 ปี คืออาศัยที่ โลก โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ. แต่ว่า ในแต่ละสมัย การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก ก็ไม่เท่ากัน &lt;== อันนี้ก็เป็น พุทธวัจน์ ที่เคยบอกว่า มีการเปลี่ยนแปลง &#8220;ปริวัตร&#8221; ของโลก รอบดวงอาทิตย์ ตามความแปรผันกับกุศลธรรมโดยรวมของคนในสมัยนั้น</p>
<p>ประเด็นที่ 4 คือ</p>
<ul>
<li>ทำไม พระพุทธเจ้า ต้องปรินิพพาน ก่อน ครบช่วงอายุไข? ทำไมการจะปรินิพพาต้องให้ใครมาขอ หรือใครมาต่อ.</li>
</ul>
<p>นัยยะทั่วๆไปที่เข้าใจกันก็คือ พระอานนท์ถูกมารดลใจ. ซื่งอันนี้ไม่ใช่ พุทธวัจน์ อย่างไรก็ตามก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้</p>
<p>ตามความเข้าใจ ของผู้เขียนก็คือ &#8220;ความแก่หง่อม&#8221; คือแก่แบบ ทุลักทุเล แก่แบบต้องพยุงให้ลุกให้เดิน ต้องนอนจมกองมูตร/คูต ของตน แบบ แก่หง่อม ทำอะไรไม่ได้ &lt;== ความแก่หง่อมนี้ เกิดแน่ ถ้าอายุเกิน 80 ปี หรือ เข้าใกล้ 1 กัป. จะเป็น ภาพที่ไม่ค่อยหน้าดูเท่าไหรน่ะ. แก่หง่อมเลยล่ะ</p>
<p>ตัวอย่างอันนี้ก็มีในสมัย ปัจจุบัน อย่างเช่น &#8220;หลวงตามหาบัว&#8221; ท่านบอกว่า ท่านจะมรณภาพตั่งแต่ ตอนที่ท่านอายุ 80 ปีแล้ว เพราะท่านป่วยหนักมาก. แต่เพราะมีเรื่องผ้าป่าช่วยชาติทำให้ท่าน &#8220;สู้&#8221; ต่อ (คือเจริญอิทธิบาท4ต่อไป) จนหลวงตาท่านทำ &#8220;โครงการผ้าป่าช่วยช่าติ&#8221; สำเร็จ,</p>
<p>(เหมือนตอนที่ พระพุทธเจ้า ป่วยเป็นโรคท้องร่วงตอน ท้ายพรรษา 79 ได้รับทุกขเวทนามากแต่จะยังไม่ปรินิพพานจนกว่าจะบอกให้อุปัฏฐากทราบ และภิกษุทั้งหลายทราบก่อนจึงจะควร)</p>
<p>และในชีวิตช่วงท้ายของ หลวงตามหาบัวคือ ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาท่านเริ่มแก่หง่อมมาก สังขารต่างๆสภาพอาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นไปหมด บางทีทำให้เราเมื่อเห็นสภาพท่านแล้วก็อดสงสารไม่ได้ว่า ทำไมท่านต้องมาลำบากในธาตุขันธ์ถึงขนาดนั้นอย่างนี้ เป็นต้น จนกระทั้งท่านละสังขารนี้ไปเมื่ออายุรวม 97 ปี 5 เดือน 18 วัน. (ยืดมาอีก 17 ปีกว่า)</p>
<p>อาจจะเป็นเพราะ &#8220;สภาพความแก่หง่อม&#8221;​ นี้ก็ได้ ที่ทำให้ พระพุทธเจ้า &#8220;เลือก&#8221; ที่จะปรินิพพานในช่วงก่อนที่จะแก่หง่อมไปมากกว่านั้น</p>
<p><a rel="attachment wp-att-660" href="http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/unknown-2/"><img class="alignnone size-full wp-image-660" title="Unknown" src="http://puredhamma.com/wp-content/uploads/2011/06/Unknown1.jpeg" alt="" width="225" height="225" /></a></p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2011/06/22/longivity/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีระงับความอาฆาต 5 ประการ</title>
		<link>http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Aug 2010 23:57:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฆราวาสธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.com/?p=375</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันพุธ ทาง FM106 เวลา 5 น. จะได้แสดง พระสูตรที่ไม่ได้รวบรวมไว้ในชุด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันพุธ ทาง FM106 เวลา 5 น. จะได้แสดง พระสูตรที่ไม่ได้รวบรวมไว้ในชุด 5 เล่มจากพระโอษฐ์ แต่เป็นพระสูตรที่ดี</p>
<p>ในสัปดาห์นี่ ได้นำเรื่องที่แสดงไว้โดยพระสารีบุตร ผู้เป็นธรรมเสนาบดีมาให้ได้ฟัง(อ่าน) กัน โดยพระสารีบุตรได้บอกถึงวิธีการระงับความอาฆาต ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็น<span style="color:#ff0000;">คนไม่ดี</span>ขนาดไหนก็ตาม สรุปได้ดังนี้คือ</p>
<p>เราพึงระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</p>
<ol>
<li>มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ (แต่) วาจาบริสุทธิ์</li>
<li>มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ (แต่) วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์</li>
<li>มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ แต่ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร</li>
<li>มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ และ <span style="color:#ff0000;">ไม่ได้</span>ความสงบทางใจ <span style="color:#ff0000;">ไม่ได้</span>ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร</li>
<li>มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ และ วาจาบริสุทธิ์ และ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร</li>
</ol>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่ <em>&#8220;พูดโกหกซึ่งๆหน้า วาจาก็แย่ ปากก็เหม็น แต่ว่าเขาไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ขโมย&#8221;</em> คนแบบนี้ คือ ข้อ 2,​ เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</h3>
<h3>เราคงเคยเห็น <em>&#8220;ชาวนาที่ต้องไปดักปลา ดักหนู ล่าเขียด มากิน แต่ว่าเขาก็มีสัมมาวาจา&#8221;</em> คนแบบี้ คือ ข้อ 1, เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</h3>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่ <em>&#8220;พูดก็ไม่ดี เอะอะโวยวาย ตบยุง ขโมยของ โอ้อวด แต่เขาก็ยัง ใส่บาตร เข้าวัดถวายทานบ้าง&#8221;</em> คนแบบนี้คือข้อ 3,​ เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้</h3>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่<em> &#8220;โกหกหน้าด้านๆ โกงชาติบ้านเมือง พูดเฉไฉบิดเบือน ยืมมือคนอื่นฆ่า แถม วัดวาบุญทานก็ทำแบบขอไปทีหวังชื่อเสียง ไม่เคยนั่งสมาธิ&#8221;</em> คนแบบนี้คือข้อ 4 เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้ (ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรให้เราไม่พอใจก็ตาม)</h3>
<h3>เราคงเคยเห็นคนที่ <em>&#8220;พูดดีคิดดีทำดี น่ายกย่องนับถือ มีศึล ทำประโยขน์แก่บ้านเมือง&#8221;</em> คนแบบนี้คือข้อ 5 เราควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้ (ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรให้เราไม่พอใจก็ตาม)</h3>
<p>โดยเปรียบเทียบแต่ละข้อดังนี้</p>
<ul>
<li>
<h2>1 เหมือนภิกษุใช้ผ้าบังสุกุล</h2>
</li>
</ul>
<ul>
<li>(มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ (แต่) วาจาบริสุทธิ์)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;พระที่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เห็นผ้าเก่าที่ถนน  เหยียบให้มั่นด้วยเท้าซ้าย  เขี่ยออกดูด้วยเท้าขวา<span style="text-decoration:underline;"> <span style="color:#000000;">ส่วนใดเป็นสาระ ก็เลือกถือเอาส่วนนั้นแล้วหลีกไป</span></span> ฉันใด; ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">ไม่พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น ส่วนความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น ฉันนั้น เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้น อย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<p>ผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ไม่ใช้แล้ว เช่นผ้าห่อศพ หรือผ้าเปื้อนฝุ่น<span id="more-384"></span></p>
<ul>
<li>
<h2>2 เหมือนการกินน้ำในสระน้ำที่มีสาหร่ายปกคลุม</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ (แต่) วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;สระน้ำที่ถูกสาหร่ายและแหนคลุมไว้บุรุษผู้เดินทางร้อนอบอ้าว เหนื่อยอ่อน  ระหายน้ำ เขาลงสู่สระน้ำนั้น<span style="color:#000000;"> <span style="text-decoration:underline;">แหวกสาหร่ายและแหนด้วยมือทั้งสองแล้ว กอบน้ำขึ้นดื่มแล้วพึงหลีกไป</span></span> ฉันใด ; ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">ไม่พึงใส่ใจ</span>ในส่วนนั้นในสมัยนั้น ส่วนความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา  <span style="color:#000000;">เธอพึงใส่ใจ</span>ในส่วนนั้นในสมัยนั้น ฉันนั้น    เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนี้อย่างนี้</p></blockquote>
<ul>
<li>
<h2>3 เหมือนการกินน้ำน้อยในรอยโค</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ แต่ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;น้ำเล็กน้อยมีอยู่ในรอยโค  บุรุษผู้เดินทางร้อนอบอ้าวเหนื่อยอ่อน  ระหายน้ำ   เขาพึงเกิดความคิดอย่างนี้ว่า   &#8216;น้ำเล็กน้อยมีอยู่ในรอยโคนี้   ถ้าเราจะกอบขึ้นดื่มหรือใช้ภาชนะตักขึ้นดื่มไซร้    เราก็จักทำน้ำนั้นให้  ไหวบ้าง   ให้ขุ่นบ้าง   ให้ไม่เป็นที่ควรดื่มบ้าง   ถ้ากระไรเราพึงคุกกเข่าก้มลงดื่มน้ำอย่างโคดื่มน้ำแล้วหลีกไปเถิด&#8217;  <span style="color:#000000;"><span style="text-decoration:underline;">เขาคุกเข่าก้มลงดื่มน้ำอย่างโคดื่มน้ำแล้วหลีกไป</span></span> แม้ฉันใด ; ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">ไม่พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นสมัยนั้น แม้ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาไม่บริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา <span style="color:#000000;">เธอก็ไม่พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น  แต่การ<span style="color:#000000;">ได้ทางสงบใจได้ความเลื่อมใส</span>โดยกาลอันสมควรส่วนใดของเขา เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจส่วนนั้น</span>ในสมัยนั้น    ฉันนั้น  เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<ul>
<li>
<h2>4 เหมือนสงสารคนป่วยไม่สบาย</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกาย<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ วาจา<span style="color:#ff0000;">ไม่</span>บริสุทธิ์ และ <span style="color:#ff0000;">ไม่ได้</span>ความสงบทางใจ<span style="color:#ff0000;"> ไม่ได้</span>ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;บุรุษผู้อาพาธ  มีทุกข์   เป็นไข้หนัก เดินทางไกลแม้ข้างหน้าเขาก็มีบ้านอยู่ไกล แม้ข้างหลังเขาก็มีบ้านอยู่ไกล เขาไม่พึงได้อาหารที่สบาย (ถูกโรค)  เภสัชที่สบาย  ผู้พยาบาลที่สมควร  และผู้นำทางไปสู่บ้าน บุรุษบางคนผู้เดินทางไกลพึงเห็นเขา <span style="color:#000000;"><span style="text-decoration:underline;">บุรุษนั้นพึงเข้าไปตั้งความกรุณาความเอ็นดู</span></span> ควานอนุเคราะห์ในเขาว่า   &#8216;โอ   คน  ๆ นี้พึงได้อาหารที่สบายเภสัชที่สบาย   ผู้พยาบาลที่สมควร   และผู้นำทางไปสู่บ้าน&#8217;   ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะเหตุว่า  <span style="color:#000000;"><span style="text-decoration:underline;">คน ๆ นี้อย่าถึงความพินาศฉิบหาย  ณ ที่นี้เลย</span></span> แม้ฉันใด; เธอ พึงเข้าไปตั้งความกรุณา   ความเอ็นดู   ความอนุเคราะห์  ในบุคคลแม้เห็น ปานนี้ว่า   โอท่านผู้นี้พึงละกายทุจริตแล้ว  อบรมกายสุจริต  พึงละวจีทุจริตแล้ว อบรมวจีสุจริต  พึงละมโนทุจริตแล้ว   อบรมมโนสุจริต     ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะเหตุว่า  ท่านผู้นี้เมื่อตายไปแล้ว   อย่าเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต  นรก ฉันนั้น   เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<ul>
<li>
<h2>5 เหมือนเล่นน้ำในสระน้ำใสเย็น</h2>
</li>
<li>(มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ และ วาจาบริสุทธิ์ และ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร)</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8220;สระน้ำที่มีน้ำใส  มีน้ำอร่อยดี  มีน้ำเย็น  มีน้ำขาว    มีท่าน้ำราบเรียบ  น่ารื่นรมย์ดาดาษไปด้วยต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ บุคคลผู้เดินทางร้อนอบอ้าว  เหนื่อย  อ่อน กระหายน้ำ   เขาพึงลงสู่สระน้ำนั้น    อาบบ้าง   ดื่มบ้าง แล้วขึ้นมานั่งบ้าง  นอนบ้าง ที่ร่มไม้ใกล้สระน้ำนั้น    แม้ฉันใด ; แม้ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">กายบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา   เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น    แม้ ความประพฤติทาง<span style="color:#000000;">วาจาบริสุทธิ์</span>ส่วนใดของเขา     เธอพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น    แม้การ<span style="color:#000000;">ได้ทางสงบใจ   ได้ความเลื่อมใสโดยการอันสมควร</span> ส่วนใดของเขา  เธอ<span style="color:#000000;">พึงใส่ใจ</span>ส่วนนั้นในสมัยนั้น    ฉันนั้น     ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้&#8221;</p></blockquote>
<h2><em>ทักษิณ </em>แม้ว่าเขาจะดีจริงหรือไม่ดีจริง เราก็ไม่ควรอาฆาตเขา <em>อภิสิทธิ์ </em>แม้เขาจะดีจริงหรือไม่ดีจริง เราก็ไม่ควรอาฆาตเขา ใครจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะเป็นคนดี คนดีไม่อาฆาตใคร แม้ว่าเขาจะไม่ดีขนาดไหนก็ตาม กรรมใครก็กรรมมัน กรรมของเขาอย่าเอามาเป็นของเรา</h2>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2010/08/18/hatred-remover/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณสมบัติแห่งผู้เป็นทูต ๘ ประการ</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jun 2008 12:14:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวาจา]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=45</guid>
		<description><![CDATA[ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน<br />
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้</p>
<p>๑. รับฟังผู้อื่น<br />
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน<br />
๓. กำหนดจิตฟัง<br />
๔. ทรงจำดี<br />
๕. รู้คำพูดของคนอื่น<br />
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน<br />
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์<br />
๘. ไม่ชวนทะเลาะ</p>
<p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต ฯ<br />
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:</p>
<p>๑. สารีบุตรเป็นผู้รับฟังผู้อื่น<br />
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน<br />
๓. กำหนดจิตฟัง<br />
๔. ทรงจำดี<br />
๕. รู้คำพูดของคนอื่น<br />
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน<br />
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์<br />
๘. ไม่ชวนทะเลาะ</p>
<p>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำ   หน้าที่ทูต</p></blockquote>
<p>พระผู้มีพระภาคตรัสประพันธคาถา ว่าดังนี้:</p>
<blockquote><p>ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูดคำหยาบก็ไม่สะทกสะท้าน<br />
ไม่ยังคำพูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์นพูดจนหมดความสงสัย<br />
และถูกถามก็ไม่โกรธ ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ย่อมควรทำหน้าที่ทูต</p></blockquote>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/26/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระอานนท์เผยเคล็ดลับ โดยไม่มีใครถาม</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jun 2008 14:47:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต อานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[พระผู้มีพระภาคเคยยกย่องภันเตอานนท์ดังนี้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นพหูสูต ฯ พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระผู้มีพระภาคเคยยกย่องภันเตอานนท์ดังนี้ว่า</p>
<blockquote><p>ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นพหูสูต ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีคติ ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีความเพียร ฯ<br />
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นอุปัฏฐาก ฯ<br />
&#8211; 12/149</p></blockquote>
<p>ภันเตอานนท์ เคยคุยกับ ภันเตสารีบุตร ใน 2 ประเด็นเกี่ยวกับการเป็นพหูสูต ที่น่าสนใจก็คือว่า ภ้นเตสารีบุตรไม่ได้เป็นผู้เปิดประเด็น แต่ตัวท่านภันเตอานนท์ต่างหาก มาถามภัตเตสารีบุตร 2 คำถามนี้ คือ</p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ภิกษุจึงจะ<br />
(๑)เป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และ<br />
(๒)สิ่งที่เธอเรียนแล้ว ย่อมไม่เลือนไป &#8211;ปํญจก. อํ. 22/169</p></blockquote>
<p>และ</p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ภิกษุจึง<br />
(๑)ได้ฟังธรรมที่ยังไม่เคยฟัง<br />
(๒)ธรรมทั้งหลายที่เธอได้ฟังแล้วย่อมไม่ถึงความหลงลืม<br />
(๓)ธรรมทั้งหลายที่เธอได้เคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อนย่อมขึ้นใจ และ<br />
(๔)เธอย่อมทราบชัดธรรมที่ยังไม่ทราบชัด &#8211;ฉกฺก. อํ. 22/322</p></blockquote>
<p>ท่านภันเตสารีบุตรไม่ยอมตอบเอง และส่งให้ภันเตอานนท์ ผู้ถามคำถามเป็นผู้ตอบ&#8230; ภันเตอานนท์ ตอบทั้ง 2 คำถามดังนี้ว่า</p>
<p><span id="more-21"></span></p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้<br />
(๑)ย่อมเป็นผู้ฉลาดในอรรถ<br />
(๒)ฉลาดในธรรม<br />
(๓)ฉลาดในพยัญชนะ<br />
(๔)ฉลาดในนิรุตติ และ<br />
(๕)ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย<br />
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงจะ เป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และสิ่งที่เธอเรียนแล้วย่อมไม่เลือนไป ฯ &#8211;ปํญจก. อํ. 22/169</p></blockquote>
<p>และ</p>
<blockquote><p>ดูก่อนท่านสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ<br />
(๑)เธอย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร<br />
(๒)ย่อมบอกสอนธรรมที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร<br />
(๓)ย่อมทำการสาธยายธรรม(สวด)ตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาโดยพิสดาร<br />
(๔)ย่อมตรึกตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา<br />
(๕)ย่อมจำพรรษาอยู่ในอาวาสที่มีภิกษุผู้เถระเป็นพหูสูต ชำนาญคัมภีร์ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาอยู่<br />
(๖)ย่อมเข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้นโดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบสวนว่า &#8216;ข้าแต่ท่าน<br />
ผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไรเนื้อความของภาษิตนี้อย่างไร?&#8217; ภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ย่อมเปิดเผยภาษิตที่ยังไม่แจ่มแจ้ง ย่อมทำภาษิตที่ยากให้ง่ายแก่เธอ และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมีประการต่างๆ<br />
ดูก่อนท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงได้ ฟังธรรมที่ยังไม่เคยฟัง ธรรมทั้งหลายที่เธอได้ฟังแล้วย่อมไม่ถึงความหลงลืม ธรรมทั้งหลายที่เธอได้เคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อน ย่อมขึ้นใจ และเธอย่อมทราบชัดธรรมที่ยังไม่ทราบชัด ฯ &#8211;ฉกฺก. อํ. 22/322</p></blockquote>
<p>อยากเรียนเก่ง, จำเก่ง เป็นพหูสุต ต้องทำอย่างนี้</p>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/14/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระอรหันต์ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/</link>
		<comments>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2008 09:28:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Abhiboono Bhikku</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภันเต สารีบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[ภันเต โมคคัลลานะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่อยู่ใน 5 เล่ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221; นี่เป็นคำตอบที่พระอรหันต์จะด้องได้ยินเมื่อพ้นทุกข์ &#8220;มีอยู่หรือพระอรหันต์ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์?&#8221; คำตอบก็คือ&#8230; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#ff6600;">&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221;<span style="color:#000000;"> นี่เป็นคำตอบที่พระอรหันต์จะด้องได้ยินเมื่อพ้นทุกข์</span></span></p>
<p>&#8220;มีอยู่หรือพระอรหันต์ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์?&#8221; คำตอบก็คือ&#8230;</p>
<p>มีอยู่</p>
<p><span id="more-11"></span></p>
<p>แต่จริง ๆ แล้วตอบไม่ได้เพราะ <span style="text-decoration:underline;">เป็นคำถามที่ผิด</span></p>
<p>การ &#8220;เป็น&#8221; ไม่ใช่พระอรหันต์ การ&#8221;ไม่เป็น&#8221; ก็ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า &#8220;เรา<span style="text-decoration:underline;"><strong><span style="color:#808000;">เป็น</span></strong></span>พระอรหันต์&#8221; ก็ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ที่จะอธิบาย ความเป็นพระอรหันต์ (Arahatship) พระพุทธเจ้าก็เลยบัญญัติ ความหมายของพระอรหันต์ไว้ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ว่าสั้นๆ คือความที่จิตไม่มีกิเลส</p>
<p>สมัยก่อนที่อาตมาจะมาบวชเป็นพระ, อาตมาคิดว่าพระอรหันต์ ต้องมีกล้ามเป็นมัดๆ ต้องมีวิทยายุทธไว้สำหรับท่องยุทธจักรเหมือนกับ พระวัดเส้าหลิน ทีสามารถตั้งค่ายกล 16 อรหันต์ อะไรทำนองนั้น</p>
<p>แต่พระผู้มีพระภาคบัญญัติ &#8220;อรหันต์&#8221; คือ ผู้ที่รู้ชัดว่า <span style="color:#ff6600;"><span style="color:#000000;">&#8220;ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก&#8221;</span> </span>อันเนื่องมากจากการหมดอาสวะ เพราะฉะนั้นการที่บุคคลที่ไม่มีกิเลส ไม่รู้ว่าสิ่งๆ นี้คือ &#8220;อรหันต์&#8221; นั้นเป็นไปได้</p>
<p>ภ้นเตสารีบุตรได้อธิบายไว้ใน มชฺ. มู. 12/54 ดังนี้ว่า</p>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคล ๔ พวก เหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ พวกนั้นเป็นไฉน? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย<br />
(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส </span>แต่<span style="text-decoration:underline;">ไม่รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span>ในภายใน. อนึ่ง<br />
(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span> <span style="text-decoration:underline;">ร</span>ู้ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">มีกิเลส</span>ในภายใน.<br />
(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span> แต่<span style="text-decoration:underline;">ไม่รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span>ในภายใน อนึ่ง<br />
(๔) บุคคลในโลกนี้ <span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส รู้</span>ตามเป็นจริงว่า เรา<span style="text-decoration:underline;">ไม่มีกิเลส</span>ในภายใน.</p></blockquote>
<p>สังเกตว่า มี บุคคลประเภทที่ ๓ อยู่ คือไม่มีกิเลส แต่ก็ไม่รู้่ว่าตัวเองไม่มีกิเลส คือไม่รู้ว่าสภาวะนี้มันเรียกว่าอะไร ภันเตสารีบุตรจึงกล่าวต่อว่า</p>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลสรู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มี กิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<p>ภันเตโมคัลลานะสงสัย จึงถาม ภันเตสารีบุตรว่า ทำไมในบรรดาผู้ที่มีกิเลสเหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐ อีกผู้หนึงเลวทราม และในบรรดาผู้ที่ ไม่มีกิเลส เหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐผู้หนึ่งเลวทราม?</p>
<p>ภันเตสารีบุตรกล่าวว่า</p>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ เหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของก็ไม่ใช้และไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นอย่างนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง สนิมจับยิ่งขึ้น ฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ยังมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่าเรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะมีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลอันพึงหวังได้ คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของใช้ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่นภาชนะสัมฤทธิ์จะเป็นของหมดจดผ่องใสฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการอสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันหมดจดผ่องใส แต่เจ้าของไม่ได้ใช้สอย ไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง   สนิมจับ ฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ</p></blockquote>
<blockquote><p>ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะ ไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจึงครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทองเป็นของหมดจด ผ่องใส เจ้าของใช้ ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ก็พึงเป็นของหมดจดผ่องใสยิ่งขึ้นฉันใด.</p></blockquote>
<blockquote><p>บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ.</p>
<p>ดูกรท่านโมคคัลลานะ นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก   ที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ อนึ่ง</p></blockquote>
<blockquote><p>นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก ที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.</p></blockquote>
<div align="right" style="float: right; padding: 5px 0px 0px 5px;"><a name="fb_share" type="button_count" share_url="http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/"></a></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://puredhamma.com/2008/06/10/arahatunknown/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>16</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

