Abhiboono Bhikku

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ทั่วไป’

หลับตา/ลืมตา?

In ทั่วไป, สมาธิภาวนา, อานาปานสติ on กันยายน 30, 2009 at 9:37 pm

มีผู้เคยถามว่า การทำสมาธินั้น หลับตา หรือ ลืมตาได้บ้าง?

ในอานาปนสติสูตร ก็ไม่ได้บอกให้ลืมตา หรือ หลับตา

ตอนก่อนตรัสรู้ระหว่างที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม่โพธิ์ ก็ไม่ได้เคยบอกว่า นั่งหลับตา หรือ ลืมตา

สอนสาวก ก็ไม่ได้ ฟันธงลงไปว่า ให้หลับตาหรือลึมตา

มีแต่บอกให้ทำสมาธิในอริยบททั้งสี่ คือ ยีน เดิน นั่ง นอนตื่น และก่อนนอนหลับ

จงมีสติอยู่ในกาย ตลอดเวลา ยืนเดินนั่งนอน ลีมตาหรือหลับตา พูด หรือ นิ่ง

ต้องการมีความสุขในปัจจุบัน ให้ทำดังนี้

In ทั่วไป on สิงหาคม 4, 2009 at 6:11 pm

ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัส ในทิฏฐธรรมเทียว ; และการกำเนิดของเธอนั้น จักเป็นการปรารภเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะด้วย. ธรรม ๖ ประการ เหล่าไหนเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ธรรมหกประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ : -

  1. เป็น ธัมมาราโม ( มีธรรมเป็นที่มายินดี ) ;
  2. เป็น ภาวนาราโม ( มีการเจริญภาวนาเป็นที่มายินดี ) ;
  3. เป็น ปหานาราโม ( มีการละกิเลสเป็นที่มายินดี ) ;
  4. เป็น ปวิเวการาโม ( มีความสงัดจากโยคธรรมเป็นที่มายินดี ) ;
  5. เป็น อัพ์ยาปัชฌาราโม ( มีธรรมอันไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ) ;
  6. เป็น นิปปปัญจาราโม ( มีธรรมอันไม่ทำความเนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ).

ภิกษุ ท. ! ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เหล่านี้แล ย่อมเป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัส ในทิฏฐธรรมเทียว ; และการกำเนิดของเธอนั้น จักเป็นการปรารภเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะด้วย.

- ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๐/๓๔๙.

“You are Here to be Happy”

In ฆราวาสธรรม, ทั่วไป, สมาธิภาวนา, สัมมาทิฐิ on เมษายน 23, 2009 at 5:37 am

ลองพิจารณา โฆษณาชิ้นนี้ 90 วินาที เกี่ยวกับชายอายุ 102 ปี และ เด็กแรกเกิดในวันนั้น

The old man said

“Don’t waste your time on trivialities, go in pursuit of happiness because time run very fast.”

“อย่าไปมัวเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือ เรื่องขี้ปะติ๋ว เพราะเวลาไม่คอยใคร”

“The only thing you won’t like about life is that it will feel too short. You are here  to be Happy

Yes, you are here to be happy.

คนเราเมื่อเกิดมาควรแสวงหาความสุข ไม่ควรเสียเวลากับเรื่องไร้สาระขี้ปะติ๋ว

อะไรคือความสุข?

ความสุขมีสองอย่าง คือความสุขที่ควรเสพ และ ความสุขที่ไม่ควรเสพ

  1. ความสุขที่ไม่ควรเสพ คือ ความสุขที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น และ สัมผัสทางกาย คือขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าภายนอกอันเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ยาก
  2. ความสุขที่ควรเสพ คือ ความสุขที่เกิดจากความสงบ คือสมาธิ เป็นความสุขทึ่เกิดจากในภายในคนอื่นเอาไปไม่ได้

อะไรคือเรื่องไรสาระขี้ประติ๋ว?

คือความโกรธ, ความเกลียด, ความมุ่งร้าย, ความขี้เกียจ, ความริษยา, ความมักโกรธ, ความลบหลู่คุณท่าน, แข่งดี ,โอ้อวด ,มีมารยา, กระด้าง ,ว่ายาก, ประมาท, มีมิตรชั่ว, เพ้อเจ้อ, พูดเท็จ, ส่อเสียด, ขี้ขโมย, เบียดเบียน, ฆ่าสัตว์, ไม่มีศร้ทธา, มีสติหลงลืม, ปัญญาทราม, ยึดติด ฯลฯ

ชีวิตนี้สั้นนัก ไม่ควรเสียเวลากับเรื่องขี้ปะติ๋ว แล้วแสวงหาความสุขทึ่ควรเสพเถิด

วิธีเอาชนะความขี้เกียจ

In ทั่วไป on เมษายน 1, 2009 at 4:56 pm

ภิกษุท.! เมื่อภิกษุมีจิตอบรมด้วย อนิจเจทุกขสัญญา อยู่เป็นอย่างมากสัญญาว่าความน่ากลัวอันแรงกล้า (ติพฺาภยสญฺญา) ย่อมปรากฏขึ้นในความไม่ขยัน ในความเกียจคร้าน ในความทอดทิ้งการงาน ความประมาท ความไม่ประกอบความเพียรและในความสะเพร่า อย่างน่ากลัวเปรียบเสมือนมีเพชฌฆาตเงื้อดาบอยู่ตรงหน้า ฉะนั้น. ภิกษุ ท.! ถ้าเมื่อภิกษุมีจิตอบร ด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่เป็นอย่างมาก แต่สัญญาว่าความน่ากลัวอันแรงกล้า ในความไม่ขยันในความเกียจคร้าน ในความทอดทิ้งการงาน ความประมาท ความไม่ประกอบความเพียร และในความสะเพร่า ก็ไม่ปรากฏขึ้นอย่างน่ากลัวเสมือนหนึ่งมีเพชฌฆาตเงื้อดาบอยู่ตรงหน้า แล้วไซร้ ; ภิกษุนั้นพึงทราบเถิดว่า “อนิจเจทุกขสัญญาเป็นอันเรามิได้อบรมเสียแล้ว คุณวิเศษที่ยิ่งกว่าแต่ก่อนของเราไม่มี เรายังมิได้บรรลุผลแห่งภาวนา” ดังนี้

พระพุทธเจ้าสอนวิธีเอาชนะความขี้เกียจในหน้าที่การงานไว้ดังพุทธวัจนะข้างต้น

ความขี้เกียว การผลัดวันประกันพรุ่ง ความเกียจคร้านในหน้าที่การงาน จะหมดไป มื่อเราสร้างเหตุที่ถูกต้อง เหตุนั้นคือ “อนิจเจทุกขสัญญา”

แล้ว”อนิจเจทุกขสัญญา” มันแปลว่าอะไร?

อนิจเจทุกขสัญญา คือ link ระหว่าง ๑ ความไม่เที่ยง และ ๒​ ความเป็นทุกข์, ก็แต่เมื่อเรามีความเข้าใจใน ความสัมพันธ์ระหว่าง”ความไม่เที่ยง” และ “ความเป็นทุกข์” แล้ว จะเกิดสิ่งหนึ่งคือ “เพชฌฆาตที่เงื้อดาบอยู่ตรงหน้า” มาบังคับให้เราทำงานในสิ่งที่เราจะทำ.

ถ้าเปรียบกับสมัยปัจจุบันก็คือ “มีคนเอาปืนมาจ่อที่หัวเรา” แล้วบอกให้ทำงานนี้ให้เสร็จ ถามว่า ผู้ที่ถูกเอาปืนจ่อหัวอยู่จะทำอย่างอื่นเพื่อความเนินช้า (เช่น คุยโทรศัพท์เล่น, แช็ท MSN, ดูทีวี, ฯลฯ) หรือจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนกว่าจะเสร็จ?

ถ้ายังไม่เห็นเพชฌฆาตนั้นก็แสดงว่า ยังไม่ได้ทำ “อนิจเจทุกขสัญญา” อย่างแท้จริง ยังไม่ได้ทำอย่างสมบูรณ์

การเห็นความสัมพัทธ์ระหว่าง “ความไม่เที่ยง” และ “ความเป็นทุกข์” นั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ซึ่ง​ความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนั้น เป็นคนละสิ่งกับ “อนิจจสัญญา”​และเป็นคนละสิ่งกับ “ทุกขสัญญา”, นั่นหมายความว่า “อนิจจสัญญา” เป็นเหตุ ให้เกิด “ทุกขสัญญา” เป็นผล ความเข้าใจตรงนี้ เป็น “อนิจเจทุกขสัญญา”

ทุกสิ่งทุกอย่าง ไ่ม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (คือเป็นปฏิจจสมุปบาทในตัวมันเอง), ถ้าเสวย สุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า “สุขเวทนานั้น เป็นของไม่เที่ยง, และเป็นเวทนาที่เรามิได้มัวเมาเพลิดเลินอยู่” (ไม่เพลินก็ไ่ม่ขี้เกียจ)

เห็นหรือไม่ว่า การที่ต้องกินแล้วถ่ายออกนั้นเป็นความทุกข์ของร่างกายที่ต้องทำงาน, เห็นหรือไม่ว่า การที่หายใจเข้าแล้วต้องหายใจออกนั้นเป็นความทุกข์แล้ว, เห็นหรือไม่ว่า การที่จิตเคลื่อน(คือดับลง)จากขันธ์หนึ่งไปจับ(คือก้าวลงใน)อีกขันธ์หนึ่งนั้นเป็นความทุกข์แล้ว, การที่มีการเปลื่ยนแปลงแม้เล็กน้อย นั่นก็เป็นทุกข์แล้ว

เมื่อเห็นดังนี้ เพชฌฆาต ก็จะหายไป แล้วเหลือแต่ความตั้งใจทำงาน ไม่ขี้เกียจ ไม่อู้งาน ไม่คุยเล่นเพื่อหาความสนุกสำราญ (chitchat, talk rod) แต่ก็ไม่ได้เครียดครัดในงาน ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ (แบบไม่ workaholic)

จิตมันมีแต่ ๑ อยากจะหยิบหนังสือมาอ่าน ๒ อยากฟังเทศน์ฟังธรรม ๓ อยากเข้าสมาธิต่อเนื่องไปเรื่อยๆ คือมีความพอใจในสิ่งนั้นๆอันเป็นประโยชน์ตลอดเวลา

No news is good news

In ทั่วไป on กันยายน 30, 2008 at 2:13 pm

เป็นเวลาสักระยะหนึ่งที่ไม่ได้ update Blog Pure Dhamma ต้องยอมรับว่าไม่ได้ update บ่อยเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะได้ใช้เวลากับ โครงการธรรมมากขึ้น พวกเราได้ริเริ่มทำโครงการที่สำคัญ ๆ หลายอย่าง

มีผู้ถามมามากทีเดียวเกี่ยวกับโครงการอบรมหลักสูตร ๗ วัน โปรดติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ weblog หลวงพ่อ ดร.สะอาด จากวัดป่าดอนหายโศกเพื่อให้เป็นสถานที่เดียวเกี่ยวกับข้อมูลของหลักสูตร

ส่วนโครงการอื่นๆ ที่จะเป็นไปเพื่อความตั่งอยู่ได้นานของพระสัทธรรม ก็เข้าแถวเรียงหน้ากันเข้ามาแล้ว, ทุกท่านคงจะได้พบกัน หน้า Projects ใหม่ของ Pure Dhamma Blog เร็วๆนี้

สมาธิทำให้เกิดปัญญา ก็ต่อเมื่อ …

In ทั่วไป, สมาธิภาวนา on กันยายน 4, 2008 at 1:42 pm

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ขัดเจนว่า สมาธิย่อมทำให้น้อมไปเพื่อเกิดปัญญาได้เอง ว่า

เมื่อมีสมาธิ…อย่างนี้ เธอย่อมน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง… เธอนั้นย่อมลุถึงซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในเมื่ออายตนะยังมีอยู่

เปรียบเหมือนหม้อน้ำมีหูจับ ตั้งอยู่บนเชิงรอง เต็มด้วยน้ำเสมอขอบปาก บุรุษมีกำลังจับหม้อน้ำนั้นหมุนไปทางใดๆ น้ำย่อมกระฉอกไปทางนั้นๆ

เปรียบเหมือนสระโบกขรณีสี่เหลี่ยม กั้นไว้ด้วยขอบคัน เต็มด้วยน้ำเสมอขอบปาก มีบุรุษมีกำลังมาเจาะขอบคันที่ใดๆ น้ำย่อมไหลออามาโดยที่นั้นๆ

เปรียบเหมือนรถเทียมด้วยม้าอาชาไนยที่ฝึกดีแล้ว ผูกเครื่องผูกครบถ้วนแล้ว เป็นรถที่จอดอยู่ที่หนทางสี่แพร่ง มีภูมิภาคอันดี สารถีผู้เชี่ยวชาญในการฝึกม้า เป็นชั้นอาจารย์ ขยันขันแข็ง ขึ้นสู่รถนั้นแล้ว จับเชือกด้วยมือซ้าย จับปฏักด้วยมือขวา เพียงแต่ยกปฏักขึ้นเป็นสัญญาณ ก็สามารถทำให้ม้าพารถไปข้างหน้า หรือให้ถอยกลับไปข้างหลัง ได้ตามความปรารถนา นี้ฉันใด

แต่ “สมาธิ“ แบบที่ให้น้อมไปปัญญานั้น ต้องประกอบด้วย องค์ ๕​ ดังนี้ คือ

  1. ฌาน ๑
  2. ฌาน ๒
  3. ฌาน ๓
  4. ฌาน ๔ และ
  5. ปัจจเวกขณนิมิต 
องค์ประกอบ ข้อ 1 – 4 คือ สมาธิแบบที่สงบ ๆ ที่เคยเข้าใจกัน 
องค์ประกอบ ข้อ 5 คือส่วนที่จะทำให้น้อมให้เกิดปัญญาได้เมื่อมีความสงบถึงที่แล้วนั้นเอง

แล้ว ปัจจเวกขณนิมิต คืออะไร?

คือการพิจารณานิมิตต่างๆ พิจาณาอย่างนี้คือ

ปัจจเวกขณนิมิต เป็นสิ่งที่เธอนั้นถือเอาแล้วด้วยดี กระทำในใจแล้วด้วยดี เข้าไปทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา ชัดเจน

เปรียบเหมือน คนคนหนึ่ง เห็นคนอีกคนหนึ่ง หรือว่า เหมือนคนยืนเห็นคนนั่ง หรือเหมือนคนนั่งเห็นคนนอน ฉันใดก็ฉันนั้น

คุณเป็นหญิงประเภทไหน 2

In ทั่วไป, สัมมาอาชีวะ, ไม่อยู่ใน 5 เล่ม on กรกฎาคม 7, 2008 at 2:00 pm

สืบเนื่องจาก Post ในเรื่อง คุณเป็นหญิงประเภทไหน? และ กำลังของอิสตรี ทำให้ มีแง่มุมอีกหลายอย่างที่เกียวกับ “ผู้หญิง” ด้งนี้

ขณะที่พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังประทับนั่งเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ ราชบุรุษได้เข้ามาทูลว่า พระราชินีประสูติพระราชธิดาออกมา พระราชาทรงผิดหวังมาก เพราะพระองค์ต้องการโอรส เช่นเดียวกับชาวอินเดียทั้งหลาย ที่อยากได้บุตรชายมากว่าบุตรหญิง ?

พุทธดำรัสตอบ

“ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริงแม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีลปฏิบัติพ่อผัว แม่ผัวดังเทวดา จงรักสามี ฯ

“บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้บุตรของภริยาที่ดีเช่นนั้น แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้”
– ธีตุสูตรที่ ๖ ส. สํ. (๓๗๗)

คุณเป็นหญิงประเภทไหน?

In ทั่วไป, สัมมาอาชีวะ, ไม่อยู่ใน 5 เล่ม on กรกฎาคม 4, 2008 at 2:00 pm

หลวงพ่อสะอาด ได้เขียนเกี่ยวกับ กำลังของอิสตรี เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่เพราะพระพุทธเจ้าได้สอนผู้หญิงไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองเรือน

มีครั้งหนึ่งได้เคยตรัสสอนนางวิสาขา เกี่ยวกับเรื่องประเภทของภรรยามี ๗ ประเภท ดังนี้

ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต

สามีของหญิงประกอบด้วย ศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยโจร

ภริยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยนาย

ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยมารดา

ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว

ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยเพื่อน

ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอกก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยทาสี

ภริยาที่เสมอด้วยเพชฌฆาต๑ เสมอด้วยโจร๑ เสมอด้วยนาย๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็น คนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก

ส่วนภริยาที่ เสมอด้วยมารดา๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว๑ เสมอด้วยเพื่อน๑ เสมอด้วยทาส๑ ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ

ดูก่อนนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗
จำพวกนั้น ฯ

นางสุชาดาตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้เสมอด้วยทาสี ฯ

คุณสมบัติแห่งผู้เป็นทูต ๘ ประการ

In ทั่วไป, ภันเต สารีบุตร, สัมมาวาจา, ไม่อยู่ใน 5 เล่ม on มิถุนายน 26, 2008 at 7:14 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. รับฟังผู้อื่น
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน
๓. กำหนดจิตฟัง
๔. ทรงจำดี
๕. รู้คำพูดของคนอื่น
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘. ไม่ชวนทะเลาะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:

๑. สารีบุตรเป็นผู้รับฟังผู้อื่น
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน
๓. กำหนดจิตฟัง
๔. ทรงจำดี
๕. รู้คำพูดของคนอื่น
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘. ไม่ชวนทะเลาะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำ หน้าที่ทูต

พระผู้มีพระภาคตรัสประพันธคาถา ว่าดังนี้:

ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูดคำหยาบก็ไม่สะทกสะท้าน
ไม่ยังคำพูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์นพูดจนหมดความสงสัย
และถูกถามก็ไม่โกรธ ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ย่อมควรทำหน้าที่ทูต

ทำนาที่ใจ

In ทั่วไป on มิถุนายน 15, 2008 at 3:52 am

เสันทางที่บิณฑบาตรจะผ่านคันนา

ในฤดุทำนานี้อาตมาพบว่า ที่นาบางแปลงก็มีข้าวขึ้นดี บางแปลงก็ขึ้นไม่ดี

เมื่อกลับมาที่วัดก็มาถาม โยมอุปัฏฐากซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ ในการทำนามามาก เขาเล่าให้ฟังว่า “เพราะมีระดับน่ำในนาไม่เท่ากันบ้าง เพราะ การไถในนาไม่เหมือนกันบ้าง เพราะ ต้นกล้าไม่ดีบ้าง เพราะนาไม่มีรั้ว จึงมีวัวแอบมากินบ้าง เพราะ มีวัชพีชบ้าง”

พระโคดมตรัสว่า

“ศรัทธาเป็นพืช, ความเผาผลาญกิเลสเป็นน้ำฝน, ปัญญา ของเรา เป็นแอก และคันไถ, หิริเป็นงอนไถ, ใจเป็นเชือกชัก, สติเป็นผาลและปฎัก, การคุมกาย คุมวาจา คุมท้องในเรื่องอาหาร เป็นรั้วนา, เราทำความสัจจ์ ให้เป็นผู้ถากหญ้าทิ้ง, ความยินดีใน พระนิพพาน (ที่เราได้รู้รสแล้ว) เป็นกำหนดการเลิก ทำนา, ความเพียรของเรา เป็นผู้ลากแอกไป ลากไปสู่ แดนอันเป็นที่เกษมจากโยคะ, ไปอยู่ ๆ ไม่เวียนกลับ, สู่ที่ซึ่งบุคคลไปถึงแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก. การไถนาที่ไถแล้วอย่างนี้ นานั้นย่อมมี อมตะ คือความไม่ตาย เป็นผล, ครั้นไถนานี่เสร็จแล้ว ย่อมหลุดพ้นจาก ความทุกข์ ทั้งปวง”.

๑ ผาล คือ เหล็กสำหรับสวมหัวหมูเครื่องไถ”

Welcome To the Blog

In ทั่วไป on มิถุนายน 10, 2008 at 3:38 pm

ไม่น่าเชื่อเลยว่า สมณะที่สละแล้วทุกสิ่งเพื่อแสวงหาสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อีกต่อไป ยังจะต้องมาใช้ technology นี้ ที่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เพื่อให้คนทั้งหลาย พ้นจากความแก่ ความเ็บ ความตาย

ไม่น่าเชื่อเลยว่า hi-speed internet อาจจะมีส่วนทำให้ธรรม เ้ข้าถึงใจสัตว์ที่ยังแสวงหาแดนเกิดไ้ด้เร็วขึ้น => hi-speed mind

ไม่น่าเชื่อเลยว่า การเสพเสนาสนะอันสงัดมีป่า, ป่าชัด, ร่มไม้, เรือนว่าง เป็นต้น ห่างไกลจากการกระทบของลม ที่เกิดจากคนเข้า-ออก จะยังสามารถติดต่อกับคนเป็นแสนเป็นล้านได้.

ไม่น่าเชื่อเลยว่า กลางป่าเขาขนาดนี้ก็สามารถมีจานดาวเทียมมาลงได้ ทำให้ทุกท่านได้สามารถอ่าน blog นี้จากที่ใกล้/ไกล

ยินดีต้องรับทุกท่านสู่ PURE DHAMMA weblog หลังจากได้สร้าง Blog ให้กับ หลวงพ่อสะอาด เพื่อสื่อสารกับลูกศิษย์ของท่านแล้ว ก็ได้มีความคิดว่า เราก็น่าจะมี blog บ้างเพราะเนี้อหาที่ต้องการ ประกาศ นั้นจะต่างกันอยู่

Blog นี้จะเน้นที่ ธรรมล้วนๆ และการนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับงานพระสงฆ์ก็ไม่มีอะไรมาก วัน ๆ ก็ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ศึกษาสิกขาบท และ แสดงธรรม ดังนั้น ถ้ามี Daily Though, ธรรมะแตก, Projects หรือ ความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการภาวนา ก็จะนำมาลงไว้ในบล็อกนี้เรื่อย ๆ ไป

โปรดติดตามตอนต่อไป..