ภิกษุท.! เมื่อภิกษุมีจิตอบรมด้วย อนิจเจทุกขสัญญา อยู่เป็นอย่างมากสัญญาว่าความน่ากลัวอันแรงกล้า (ติพฺาภยสญฺญา) ย่อมปรากฏขึ้นในความไม่ขยัน ในความเกียจคร้าน ในความทอดทิ้งการงาน ความประมาท ความไม่ประกอบความเพียรและในความสะเพร่า อย่างน่ากลัวเปรียบเสมือนมีเพชฌฆาตเงื้อดาบอยู่ตรงหน้า ฉะนั้น. ภิกษุ ท.! ถ้าเมื่อภิกษุมีจิตอบร ด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่เป็นอย่างมาก แต่สัญญาว่าความน่ากลัวอันแรงกล้า ในความไม่ขยันในความเกียจคร้าน ในความทอดทิ้งการงาน ความประมาท ความไม่ประกอบความเพียร และในความสะเพร่า ก็ไม่ปรากฏขึ้นอย่างน่ากลัวเสมือนหนึ่งมีเพชฌฆาตเงื้อดาบอยู่ตรงหน้า แล้วไซร้ ; ภิกษุนั้นพึงทราบเถิดว่า “อนิจเจทุกขสัญญาเป็นอันเรามิได้อบรมเสียแล้ว คุณวิเศษที่ยิ่งกว่าแต่ก่อนของเราไม่มี เรายังมิได้บรรลุผลแห่งภาวนา” ดังนี้
พระพุทธเจ้าสอนวิธีเอาชนะความขี้เกียจในหน้าที่การงานไว้ดังพุทธวัจนะข้างต้น
ความขี้เกียว การผลัดวันประกันพรุ่ง ความเกียจคร้านในหน้าที่การงาน จะหมดไป เมื่อเราสร้างเหตุที่ถูกต้อง เหตุนั้นคือ “อนิจเจทุกขสัญญา”
แล้ว”อนิจเจทุกขสัญญา” มันแปลว่าอะไร?
อนิจเจทุกขสัญญา คือ link ระหว่าง ๑ ความไม่เที่ยง และ ๒ ความเป็นทุกข์, ก็แต่เมื่อเรามีความเข้าใจใน ความสัมพันธ์ระหว่าง”ความไม่เที่ยง” และ “ความเป็นทุกข์” แล้ว จะเกิดสิ่งหนึ่งคือ “เพชฌฆาตที่เงื้อดาบอยู่ตรงหน้า” มาบังคับให้เราทำงานในสิ่งที่เราจะทำ.
ถ้าเปรียบกับสมัยปัจจุบันก็คือ “มีคนเอาปืนมาจ่อที่หัวเรา” แล้วบอกให้ทำงานนี้ให้เสร็จ ถามว่า ผู้ที่ถูกเอาปืนจ่อหัวอยู่จะทำอย่างอื่นเพื่อความเนินช้า (เช่น คุยโทรศัพท์เล่น, แช็ท MSN, ดูทีวี, ฯลฯ) หรือจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนกว่าจะเสร็จ?
ถ้ายังไม่เห็นเพชฌฆาตนั้นก็แสดงว่า ยังไม่ได้ทำ “อนิจเจทุกขสัญญา” อย่างแท้จริง ยังไม่ได้ทำอย่างสมบูรณ์
การเห็นความสัมพัทธ์ระหว่าง “ความไม่เที่ยง” และ “ความเป็นทุกข์” นั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนั้น เป็นคนละสิ่งกับ “อนิจจสัญญา”และเป็นคนละสิ่งกับ “ทุกขสัญญา”, นั่นหมายความว่า “อนิจจสัญญา” เป็นเหตุ ให้เกิด “ทุกขสัญญา” เป็นผล ความเข้าใจตรงนี้ เป็น “อนิจเจทุกขสัญญา”
ทุกสิ่งทุกอย่าง ไ่ม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (คือเป็นปฏิจจสมุปบาทในตัวมันเอง), ถ้าเสวย สุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า “สุขเวทนานั้น เป็นของไม่เที่ยง, และเป็นเวทนาที่เรามิได้มัวเมาเพลิดเลินอยู่” (ไม่เพลินก็ไ่ม่ขี้เกียจ)
เห็นหรือไม่ว่า การที่ต้องกินแล้วถ่ายออกนั้นเป็นความทุกข์ของร่างกายที่ต้องทำงาน, เห็นหรือไม่ว่า การที่หายใจเข้าแล้วต้องหายใจออกนั้นเป็นความทุกข์แล้ว, เห็นหรือไม่ว่า การที่จิตเคลื่อน(คือดับลง)จากขันธ์หนึ่งไปจับ(คือก้าวลงใน)อีกขันธ์หนึ่งนั้นเป็นความทุกข์แล้ว, การที่มีการเปลื่ยนแปลงแม้เล็กน้อย นั่นก็เป็นทุกข์แล้ว
เมื่อเห็นดังนี้ เพชฌฆาต ก็จะหายไป แล้วเหลือแต่ความตั้งใจทำงาน ไม่ขี้เกียจ ไม่อู้งาน ไม่คุยเล่นเพื่อหาความสนุกสำราญ (chitchat, talk rod) แต่ก็ไม่ได้เครียดครัดในงาน ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ (แบบไม่ workaholic)
จิตมันมีแต่ ๑ อยากจะหยิบหนังสือมาอ่าน ๒ อยากฟังเทศน์ฟังธรรม ๓ อยากเข้าสมาธิต่อเนื่องไปเรื่อยๆ คือมีความพอใจในสิ่งนั้นๆอันเป็นประโยชน์ตลอดเวลา