ลูกชายหรือลูกสาว

ขณะที่พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังประทับนั่งเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ ราชบุรุษได้เข้ามาทูลว่า พระราชินีประสูติพระราชธิดาออกมา พระราชาทรงผิดหวังมาก เพราะพระองค์ต้องการโอรส เช่นเดียวกับชาวอินเดียทั้งหลาย ที่อยากได้บุตรชายมากว่าบุตรหญิง

พุทธดำรัสตอบ

“ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริงแม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีลปฏิบัติพ่อผัว แม่ผัวดังเทวดา จงรักสามี ฯ

“บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้บุตรของภริยาที่ดีเช่นนั้น แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้”
— ธีตุสูตรที่ ๖ ส. สํ. (๓๗๗)

เหตุที่ทำให้อายุยืน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ

(๑) บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑

(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑

(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑

(๔) เป็นผู้มีศีล ๑

(๕) มีมิตรดีงาม ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ

อีกนัยยะหนึ่ง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ

(๑) บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑

(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑

(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑

(๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑

(๕) เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ

อันนี้จะสังเกตุได้ว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเดินจงกรมอยู่ข้อหนึ่งคือเรื่องของ “การย่อยอาหารได้ง่าย” ลองสังเกตุจาก หลวงตามหาบัว ท่านเดินจงกรมมาก และ ฉันอาหารน้อย ท่านมีสิริอายุรวม 97 ปี.

ไม่ต้องการผูกเวร ต้องมีตัวช่วย

ถ้าคุณรู้สึกอาฆาต ไม่พอใจ ผูกเวร กับผู้ใด แต่ไม่ต้องการทำเช่นนั้น และต้องการที่จะละ แต่ยังละ ไม่ได้

ก็เพราะจิตยังไม่มีบริขาร ยังไม่มีเครื่องช่วยล่ะ 5 อย่างนี้

บริขารของจิต เพื่อความไม่มีเวร ไม่เบียดเบียน

มาณพ ! ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.

มาณพ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ …

  1. เป็นผู้พูดจริง …
  2. เป็นผู้มีความเพียร …
  3. เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ …
  4. เป็นผู้มากด้วยการสาธยาย (มนต์) …
  5. เป็นผู้มากด้วยการบริจาค …

เธอรู้สึกว่า

  1. “เราเป็นผู้พูดจริง …
  2. “เราเป็นผู้มีความเพียร …
  3. “เราเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ …
  4. “เราเป็นผู้มากด้วยการสาธยาย (มนต์) …
  5. “เราเป็นผู้มากด้วยการบริจาค …

“… ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม” ดังนี้ ความปราโมทย์อันประกอบด้วยกุศลนี้ เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.

ธรรม ๕ ประการ นี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศลนี้รากล่าวว่าเป็นบริขารของจิตเพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.

– ม. มู. ๑๓/๕๐๐/๗๒๘

วิธีระงับความอาฆาต 5 ประการ

ในสัปดาห์นี่ ได้นำเรื่องที่แสดงไว้โดยพระสารีบุตร ผู้เป็นธรรมเสนาบดีมาให้ได้อ่านกัน โดยพระสารีบุตรได้บอกถึงวิธีการระงับความอาฆาต ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นคนไม่ดีขนาดไหนก็ตาม สรุปได้ดังนี้คือ

เราพึงระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้

  1. มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ (แต่) วาจาบริสุทธิ์
  2. มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ (แต่) วาจาไม่บริสุทธิ์
  3. มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ วาจาไม่บริสุทธิ์ แต่ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร
  4. มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ วาจาไม่บริสุทธิ์ และ ไม่ได้ความสงบทางใจ ไม่ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร
  5. มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ และ วาจาบริสุทธิ์ และ ได้ความสงบทางใจ ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร

เราคงเคยเห็นคนที่ “พูดโกหกซึ่งๆหน้า วาจาก็แย่ ปากก็เหม็น แต่ว่าเขาไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ขโมย” คนแบบนี้ คือ ข้อ 2,​ เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้

เราคงเคยเห็น “ชาวนาที่ต้องไปดักปลา ดักหนู ล่าเขียด มากิน แต่ว่าเขาก็มีสัมมาวาจา” คนแบบี้ คือ ข้อ 1, เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้

เราคงเคยเห็นคนที่ “พูดก็ไม่ดี เอะอะโวยวาย ตบยุง ขโมยของ โอ้อวด แต่เขาก็ยัง ใส่บาตร เข้าวัดถวายทานบ้าง” คนแบบนี้คือข้อ 3,​ เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้

เราคงเคยเห็นคนที่ “โกหกหน้าด้านๆ โกงชาติบ้านเมือง พูดเฉไฉบิดเบือน ยืมมือคนอื่นฆ่า แถม วัดวาบุญทานก็ทำแบบขอไปทีหวังชื่อเสียง ไม่เคยนั่งสมาธิ” คนแบบนี้คือข้อ 4 เราก็ควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้ (ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรให้เราไม่พอใจก็ตาม)

เราคงเคยเห็นคนที่ “พูดดีคิดดีทำดี น่ายกย่องนับถือ มีศึล ทำประโยขน์แก่บ้านเมือง” คนแบบนี้คือข้อ 5 เราควรระงับความอาฆาตแม้ในบุคคลเช่นนี้ (ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรให้เราไม่พอใจก็ตาม)

โดยเปรียบเทียบแต่ละข้อดังนี้

  • 1 เหมือนภิกษุใช้ผ้าบังสุกุล

  • (มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ (แต่) วาจาบริสุทธิ์)

“พระที่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เห็นผ้าเก่าที่ถนน  เหยียบให้มั่นด้วยเท้าซ้าย  เขี่ยออกดูด้วยเท้าขวา ส่วนใดเป็นสาระ ก็เลือกถือเอาส่วนนั้นแล้วหลีกไป ฉันใด; ความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ส่วนใดของเขา เธอไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น ส่วนความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ส่วนใดของเขา เธอพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น ฉันนั้น เธอพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้น อย่างนี้”

ผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ไม่ใช้แล้ว เช่นผ้าห่อศพ หรือผ้าเปื้อนฝุ่น (more…)

คุณเป็นมิตรแบบไหน?

เพื่อนมีหลายแบบ แล้วเราเป็นเพื่อนกับคนอื่นแบบไหน? ดูได้ง่ายๆ

เพื่อนไม่ดี จะพาไป

  1. นำให้เป็นนักเลงการพนัน
  2. นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
  3. นำให้เป็นนักเลงเหล้า
  4. นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม
  5. นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า
  6. นำให้เป็นคนหัวไม้ 11/183 ฑี.ปา

เพราะฉะนั้นก่อนคบใครเป็นเพื่อนให้ดูเลยว่าถ้าใครเป็นคนมีการทำ 6 อย่างนี้ มีสิทธิ์เป็นเพื่อนชั่ว

  1. การนอนสาย
  2. การเสพภรรยาผู้อื่น
  3. ความประสงค์ผูกเวร
  4. ความเป็นผู้ทำแต่สิ่งหาประโยชน์มิได้
  5. เป็นมิตรชั่ว
  6. เป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่นนัก 11/185 ฑี.ปา

คนแบบนี้เป็นเพื่อนชั่วได้แน่นอน อย่างคบเลย

เพื่อนยังมีอีก 8 แบบ ดังนี้คือ

เพื่อนไม่ดี เพื่อนดี
  1. คนปอกลอก
  2. คนดีแต่พูด
  3. คนหัวประจบ
  4. คนชักชวนฉิบหาย
  1. มิตรมีอุปการะ
  2. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
  3. มิตรแนะประโยชน์
  4. มิตรมีความรักใคร่

คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ

  1. เป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
  2. เสียให้น้อยคิดเอาให้ได้มาก
  3. ไม่รับทำกิจของเพื่อนในคราวมีภัย
  4. คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว

คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ

  1. เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย
  2. อ้างเอาของที่ยังไม่มาถึงมาปราศรัย
  3. สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้
  4. เมื่อกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข้อง [ออกปากพึ่งมิได้]

คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ

  1. ตามใจเพื่อนให้ทำความชั่ว [จะทำชั่วก็คล้อยตาม]
  2. ตามใจเพื่อนให้ทำความดี [จะทำดีก็คล้อยตาม]
  3. ต่อหน้าสรรเสริญ
  4. ลับหลังนินทา

คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ

  1. ชักชวนให้ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย  อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
  2. ชักชวนให้เที่ยวตามตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน
  3. ชักชวนให้เที่ยวดูการมหรสพ
  4. ชักชวนให้เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรปอกลอก ๑ มิตรดีแต่พูด ๑ มิตรหัวประจบ ๑ มิตรชักชวนในทางฉิบหาย ๑ ว่าไม่ใช่มิตรแท้ ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล เหมือนคนเดินทางเว้นทางที่มีภัย ฉะนั้น ฯ 11/191 ฑี.ปา.

มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

  1. รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
  2. รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
  3. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้
  4. เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้นเพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า [เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก]

มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

  1. บอกความลับ [ของตน] แก่เพื่อน
  2. ปิดความลับของเพื่อน
  3. ไม่ละทิ้งในเหตุอันตราย
  4. แม้ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้

มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

  1. ห้ามจากความชั่ว
  2. ให้ตั้งอยู่ในความดี
  3. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
  4. บอกทางสวรรค์ให้

มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ

  1. ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน
  2. ยินดีด้วยความเจริญของเพื่อน
  3. ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน
  4. สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน

บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ว่าเป็นมิตรแท้ ฉะนี้แล้ว พึงเข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพเหมือนมารดากับบุตร ฉะนั้น บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองส่องสว่างเพียงดังไฟ เมื่อบุคคลออมโภคสมบัติอยู่เหมือนแมลงผึ้งผนวกรัง โภคสมบัติย่อมถึงความสั่งสมดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้น  ฉะนั้น

คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้แล้ว  พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็นสี่ส่วน เขาย่อมสมานมิตรไว้ได้ พึงใช้สอยโภคสมบัติด้วยส่วนหนึ่ง พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน   พึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ด้วย หมายว่าจักมีไว้ในยามอันตราย ดังนี้ ฯ  11/197 ฑี.ปา