download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 27/11/2559

 

HIGHLIGHTS:

  • กระบวนการที่ทำให้เกิดผัสสะ และวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดผัสสะขึ้นได้
  • ความหมายของคำว่า “พระพุทธองค์แสดงธรรม ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง และไพเราะในที่สุด”

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 26/11/2559

 

HIGHLIGHTS:

  • อนุรุทธสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการน้อมจิตเข้าสู่อมตธาตุของพระอนุรุทธะ ก่อนที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ โดยการละมานะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ
  • คำจำกัดความของสังโยชน์ ๑๐ กิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ตกอยู่ในวัฎฎะ

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 23/11/2559

 

HIGHLIGHTS:

  • วางจิตอย่างไรถึงจะไม่เป็นการผูกเวร
  • โทษของการพนัน ๖ อย่าง
  • ความอดทนเป็นเครื่องบ่งบอกถึงปัญญา

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 20/11/2559

HIGHLIGHTS:

  • นามรูปมีในทุกสรรพสิ่ง
  • การเห็นการเกิดการดับมี ๓ จังหวะ ๓ ระดับ
  • การเห็นนี้ต้องเห็นด้วยปัญญา
  • จิตที่เป็นบริกรรมจะเห็นได้
  • เห็นว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 16/11/2559

HIGHLIGHTS:

  • อัพยากฤต คืออะไร ทำไมมีเหตุเหมือนกับเหตุที่เป็นกุศล ๓ อย่าง
  • ความสงบระงับ ไม่เหมือนกับ ความดับ แต่เป็นทางมา (มรรค) สู่ความดับไม่เหลือ คือ นิโรธ
  • คนที่ได้ฌาณ ๔ ยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
  • โลภะ จะละได้ด้วยธรรมข้อใด

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 13/11/2559

HIGHLIGHTS:

  • การุณยฆาตผิดศีลหรือไม่
  • กฐินผ้าป่าเกี่ยวข้องกับมรรคแปดอย่างไร
  • บุญที่เกิดจากการทำกฐินเป็นอริยทรัพย์ได้อย่างไร

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 12/11/2559

HIGHLIGHTS:

  • หวย การเล่นหุ้น ต่างกันอย่างไร
  • พระสงฆ์หรือฆราวาสล้วนไม่ควรข้องแวะกับปากทางแห่งความเสื่อม
  • โพธิสัตว์คือสัตว์ผู้ข้องในโพธิญาณ จึงไม่สามารถบรรลุพระอรหันต์แม้ได้เจอพระพุทธเจ้า และใช้เวลานานมากกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า
  • บริวารที่ติดตามโพธิสัตว์เพราะตั้งจิตไว้เช่นนั้นผูกเงื่อนไว้เช่นนั้น แก้ได้ง่ายยากตามความแน่นของการผูก
  • การตั้งจิตอะไรควรระวังให้ดีเพราะจะติดตามเราไปทุกเมื่อ

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 09/11/2559

HIGHLIGHTS:

  • ภิกษุณีปชาบดีโคตมี ภิกษุณีรูปแรก
  • ครุธรรม ๘ ประการ
  • ธรรมะบทที่พระพุทธเจ้าได้ประทานให้กับภิกษุณีปชาบดีโคตมี และนางเอาไปใคร่ครวญ พิจารณาก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ตรงนี้ คือ “การใคร่ครวญ” นั่นเอง “ใคร่ครวญ พิจารณาว่า อันนี้เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความรู้ยิ่ง รู้พร้อม นิพพาน”
  • จิตไม่มีผู้ชาย, ไม่มีผู้หญิง, ไม่มีเด็ก, ไม่มีผู้ใหญ่ สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ทั้งหมด

บทคัดย่อ


ภิกษุณีปชาบดีโคตมี ภิกษุณีรูปแรก

พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้มาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ซึ่งในตอนแรกพระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต ซึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตมี ก็คือ น้องสาวของแม่ของพระพุทธเจ้า นั่นเอง พระมารดาของพระพุทธเจ้าตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากที่พระมารดาของพระพุทธเจ้าประสูติพระองค์ออกมาแล้ว ก็เสด็จทิวงคตภายใน ๗ วัน ก็มีพระนางมหาปชาบดีโคตมีที่เลี้ยงดูเจ้าชายสิทธัตถะมา “เป็นแม่น้า” และนางก็ได้มาแต่งงานกับเสด็จพ่อของเจ้าชายสิทธัตถะ พระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นผู้ที่เลี้ยงดูพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่สมัยยังเด็ก เป็นเหมือนกับแม่นม ที่คอยเลี้ยงดูเจ้าชายสิทธัตถะนี้มา

พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงมีอุปการะมาก ทรงเป็นผู้ที่มีความอนุเคราะห์กับพระพุทธเจ้า “ในการที่ให้การเลี้ยงดูมา” พระพุทธเจ้าเองก็ทรงมีอุปการะมากกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี “ในการที่ให้ได้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง” ภิกษุณีปชาบดีโคตมีนี้ พระพุทธเจ้ายกย่องว่า เป็นผู้ที่เลิศกว่า ภิกษุณีในรูปอื่นๆ ในเรื่องของความเป็นผู้ที่รู้ราตรีนาน คำว่า “รู้ราตรีนาน ก็คือ บวชก่อนกว่าเขาเพื่อน บวชคนแรก” เพราะว่าพระนางมหาปชาบดีโคตมีมาขอบวชซึ่งในตอนแรก อย่างที่เราทราบกันว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่อนุญาต

จนกระทั่งพระอานนท์มาเห็น จึงเล่าเรื่องนี้ให้ท่านพระอานนท์ฟัง ท่านพระอานนท์จึงรับอาสาในการที่จะไปทูลขอให้ว่า “ขอให้สตรีได้บวชเป็นภิกษุณีได้หรือไม่?”พระพุทธเจ้าก็ไม่อนุญาตท่านพระอานนท์อีก ๓ รอบ ด้วยเหตุผลเดิม เพราะว่าถ้าสตรีมาบวชในธรรมวินัยนี้จะทำให้ธรรมวินัยนี้ ตั้งอยู่ไม่ได้นาน จนกระทั่ง ท่านพระอานนท์ก็ได้ถามพระพุทธเจ้าในแง่มุมของการบรรลุธรรมว่า ถ้าผู้หญิงออกบวชสามารถที่จะบรรลุธรรมได้เหมือนกับผู้ชายไหม?”พระพุุทธเจ้าก็บอกว่า ได้” เรื่องนี้เป็นความเสมอภาคกันในธรรมวินัยนี้ว่า “จิตของเรา มันไม่มีผู้ชาย, ไม่มีผู้หญิง, ไม่มีเด็ก, ไม่มีผู้ใหญ่ สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี หรือว่า อรหันต์ ถ้าทำได้ถึงผลสำเร็จของขั้นนั้นๆ แล้ว ก็ย่อมบรรลุธรรมได้”

ทีนี้ พอท่านพระอานนท์ถามถึงจุดนี้ได้ช่องทันที ท่านอานนท์จึงบอกว่า “ก็แล้ว ถ้าได้แล้วทำไมถึงไม่อนุญาต? ขอให้พระองค์อนุญาตเถิด” พอเจอช่องนี้เข้าไป พระพุทธเจ้าก็ด้วยความกรุณาของพระองค์ท่านก็จึงอนุญาต แต่ว่าจะคอยป้องกันเอาไว้ เพราะว่าถ้ามีสตรีมาบวช ก็จะทำอายุศาสนาให้ลดน้อยลง อันนี้เป็นพุทธพจน์
ทีนี้ วิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้อายุศาสนาน้อยถอยลงไป ก็จึงได้ตรัสถึงครุธรรม ๘ ประการว่า ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมีรับครุธรรม ๘ ประการนี้ได้ ก็ถือว่าให้บวชได้ นางปชาบดีโคตมีตอนนั้นโกนผม ห่มเหลืองเรียบร้อยแล้ว พอได้ยินครุธรรม ๘ ประการที่ท่านพระอานนท์เอามาบอกให้นี้ ก็น้อมรับมาทันที

ครุธรรม ๘ ประการ ได้แก่

๑) ถึงแม้ภิกษุณีบวชได้ ๑๐๐ ปี ก็ยังต้องทำสามีจิกรรม คือ กราบไหว้ภิกษุที่บวชในวันนั้น

๒) ภิกษุณีจะต้องไม่อยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ จะมาจำพรรษาอยู่ในที่เดียวตัวเอง โดยไม่มีภิกษุไม่ได้ ต้องทำอย่างนี้ตลอดชีวิต

๓) เวลาที่ลงอุโบสถก็ต้องไปรับฟังคำสั่งสอนของภิกษุทุกๆ กึ่งเดือน เวลาที่ลงอุโบสถ อันนี้ต้องทำตลอดชีวิต ล่วงละเมิดไม่ได้

๔) เวลาอยู่จำพรรษาแล้วจะปวารณา ก็ต้องปวารณาในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย อันนี้ต้องตลอดชีวิต ห้ามล่วงละเมิด

๕) ถ้าถูกอาบัติที่เป็นอาบัติหนัก ที่จะต้องใช้สงฆ์ในการที่จะออกจากอาบัติ ก็ต้องแก้ในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ทั้งภิกษุสงฆ์ ทั้งภิกษุณีสงฆ์

๖) เวลาจะอุปสมบท ก็ต้องอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย

๗) ไม่พึงด่าบริพาษภิกษุด้วยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้ต้องตลอดชีวิต

๘) จะไม่อนุญาตให้ภิกษุณีมาสอนภิกษุทั้งหลายในเรื่องใดๆ แต่ให้ภิกษุทั้งหลายสามารถสอนภิกษุณีทั้งหลายได้ อันนี้ต้องเคารพนับถือบูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๘ ข้อนี้ คือ ครุธรรม ๘ ประการ

ทีนี้พอพระนางมหาปชาบดีโคตมีรับรู้ตรงนี้ก็น้อมรับมาทันที พอน้อมแล้ว นั่นคือ “ความเป็นภิกษุณีภาวะ ของพระนางมหาปชาบดีโคตมี” พระนางมหาปชาบดี บวชเป็นภิกษุณีแล้ว ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาสอยู่ที่เมืองกบิลพัสดุ์ มีโอกาสได้ เป็นภิกษุณีรูปแรกก็ปฏิบัติธรรม จึงได้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงหมวดธรรมะอะไรที่ตัวเองจะเอามาใคร่ครวญฟังแล้ว สามารถที่จะหลีกออกจากหมู่ผู้เดียว เป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยวไม่ประมาทอยู่ได้ พระพุทธเจ้าจึงประทานธรรมะนี้ให้ นี่จะเป็นข้อที่ผู้ถามถามมาจากจ.นครศรีธรรมราช ถามมาว่า “ธรรมะนี้ คือ ธรรมะอะไร?” “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูกรโคตมี ธรรมะเหล่าใด เป็นไปเพื่อว่าความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก
เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อการปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย
ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำไว้โดยส่วนเดียวว่า “นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่ คำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ”

ดูกรโคตมี เธอพึงรู้ธรรมะเหล่าใด ที่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก
เป็นไปเพื่อสันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อการปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำไว้โดยส่วนเดียวว่า “นี้เป็นธรรมะ นี้เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ”
พุทธพจน์

นี่คือ ข้อความธรรมะบทที่พระพุทธเจ้าได้ประทานให้กับภิกษุณีปชาบดีโคตมี นางเอาไปใคร่ครวญพิจารณา ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ตรงนี้ คือ “การใคร่ครวญ” นั่นเอง “ใคร่ครวญ พิจารณาว่า อันนี้มันเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความรู้ยิ่ง รู้พร้อม นิพพาน” อันนี้ใช่! จิตน้อมไปทางนั้น

อันนี้มันไม่ใช่! “ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด มันเป็นไปเพื่อความสั่งสม มักมาก ไม่สันโดษ คลุกคลี เกียจคร้าน” อันนี้ไม่ใช่! จิตละออกจากตรงนั้น จิตน้อมไปในทางดี ละออกจากสิ่งไม่ดี อันนี้ คือ “ความเพียร” เขาเรียกว่า “เป็นวิริยะ” หรือว่า “เป็นวายามะ” เป็นการทำจริงแน่วแน่จริง

พอเวลามีการพิจารณาใคร่ครวญไปในทางนั้น เวลาทำความเพียรแล้ว อินทรีย์ก็แก่กล้าขึ้นมา คำว่า “อินทรีย์” นั้นคือ “อินทรีย์ คือ ความเพียร” พออินทรีย์ คือ ความเพียรแก่กล้าขึ้นมาแล้ว” => “สติ ก็แก่กล้าขึ้นมา”, สติมีความแก่กล้าขึ้นมา => สมาธิ ก็ดีขึ้น, สมาธิดีขึ้น => ปัญญา ก็ดีขึ้น, “อินทรีย์แก่กล้า ก็บรรลุธรรม เท่านั้นเอง”

พระสูตร / ถอดเทป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน………

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 06/11/2559

HIGHLIGHTS:

  • ถ้าตอนตายจะยังทุกข์ ตายแล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร
  • ความเกิดความตายในพุทธะ มีความหมายมากกว่าที่เข้าใจ
  • ตายกับนิโรธไม่ใช่อย่างเดียวกัน
  • ปฏิบัติธรรมเพื่อดับความตาย

อ่านต่อ (Read More)…

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 05/11/2559

HIGHLIGHTS:

  • พัฒนาจิต สร้างนิมิตใหม่ ด้วยการฝึกสร้างความเคยชินใหม่
  • จิตนี้ฝึกได้ เหมือนการฝึกสุนัขให้เป็นไปตามเงื่อนไข
  • ความเคยชินใหม่นี้เป็นหนทางแห่งมรรค
  • ให้มั่นใจว่ามาตามมรรค จะเพิกถอนอนุสัยเดิมได้แน่นอน

อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 30/10/2559

“พอเราเลื่อมใสในบุคคลนั้น เกิดเหตุการณ์ ๕ อย่างนี้แล้ว แล้วเราก็ไม่ได้ตั้งความเลื่อมใสในบุคคลอื่น ทำให้ไม่ได้มีการฟังธรรม พอไม่ได้ฟังธรรม ก็เสื่อมจากพระสัทธรรม นี่คือประเด็นทำให้เสื่อมจากพระสัทธรรม พอเราเห็นโทษของความเลื่อมใสที่มันเกิดขึ้น เราเห็นโทษของมันแล้ว เราละสิ่งนั้นเสีย พอเราละได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้จิตใจของเรามีมรรคแปดตั้งอยู่ได้ ทำความเลื่อมใสให้ถูกหลัก เป็นศรัทธาที่ตั้งไว้ถูกหลัก”

Q1: มีข่าวเสียหายของนักบวชที่เคยศรัทธา ทำให้ผิดหวัง จนไม่อยากฟังธรรมจากใครอีก ควรเตือนสติเขาอย่างไร อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 29/10/2559

“ความดีที่พระเจ้าอยู่หัวได้ทำมา ไม่ได้เพิ่งจะมาเริ่มตอนท่านสวรรคตนะ คือท่านทำมาตั้งนานแล้ว แต่แล้วทำไม ไม่ได้มีคนคิดที่จะทำความดีให้มากเหมือนตอนที่ท่านสวรรคตล่ะ ประเด็นมันอยู่คือ ตอนที่ท่านสวรรคตไง อยู่ตอนที่ท่านสวรรคตไปแล้ว ทำให้คนรู้สึกว่า ฉันเดือดร้อนขึ้นมา เดือดร้อน มีความร้อนใจว่า ฉันจะต้องทำอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่คือบุคคลประเภทที่ ๒”

Q1: จากเหตุการณ์การสูญเสียในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ประชาชนได้เปลี่ยนความเศร้า มาช่วยกันทำความดี มีความสามัคคี ช่วยเหลือกันตามคำสอนของพระเจ้าอยู่หัว ตามหลักพระพุทธศาสนาเห็นเป็นอย่างไร อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 23/10/2559

“แต่ถ้าสติไม่มีกำลังพอ ความสามารถไม่พอ มันเข้ามาก็จะมาเติมเชื้อตัณหาอวิชชาในจิต ยิ่งทุกข์มาก เกิดเป็นรูปแบบของความคิดถึงขึ้นมา เราก็จะทุกข์มากทีเดียว แต่ถ้าเราตั้งสติขึ้น ปั๊ป รับฟังข่าวสาร แล้วไม่ได้เอาสิ่งที่จะมาติดเชื้อให้กิเลสตัณหาอวิชชาของเรา แต่เป็นสิ่งที่จะเป็นกำลังให้กับสติของเรา เราก็จะตั้งสติขึ้นมาได้ รับฟังข่าวสารก็ระลึกถึง เราไม่ได้มีความทุกข์ไปด้วยอำนาจของตัณหาอวิชชา ซึ่งมันแสดงรูปออกมาในความคิดถึง แต่เรามีกำลังคือสติ มีมากขึ้น เราก็จะพูดดี คิดดี ทำดี สร้างสรรค์ผลงานออกมาเป็นข้าวผัดบ้าง ริบบิ้นบ้าง สร้าวสรรค์ผลงานออกมา ตามแต่ความคิดการพูดการกระทำที่เป็นผลของสติที่เราตั้งไว้ เป็นสติพละ กำลังคือสติ จากการที่เราควบคุมผัสสะของเรานี่แหละ นี่คือเรื่องสำคัญ”


Q: อธิบายเพิ่มเติมความต่างระหว่างระลึกถึงกับความคิดถึง คลายความเศร้าในวันวิปโยค ๑๓ ตุลาคม
อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 22/10/2559

“เราจะเปลี่ยนจากเจ้าความคิดถึงที่มีราก คือ ตัณหาอวิชชา ให้เป็นความระลึกถึงคือสติได้ ก็เอาจิตมาเพ่งดูตรงนั้น ตรงไหน ตรงในจิตของเรา มันจะมีสักจุดหนึ่ง เราเพ่งดูให้ดี เอาใจมาจดจ่อเอาไว้ มันยึดติดตรงไหนของจิต เพ่งดูมา เอาใจจดจ่อดูมา การที่เราเอาใจจดจ่อเพ่งดูมา สติเกิดขึ้นทันที สติตรงนี้เป็นกำลัง เป็นพละ กำลังคือสติที่ทำให้เรามีความระลึกถึงนี้แหละ จะทำให้เราสามารถที่จะทำหน้าที่การงาน รู้สิ่งที่ควรทำ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ดำเนินกิจการงานของเราต่อไปได้อย่างผาสุกแน่นอน”

Q: วางจิตอย่างไรเพื่อคลายความทุกข์ให้ลดลงในการสูญเสียครั้งนี้ อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 19/10/2559

พุทธพจน์ครั้งสุดท้าย

“สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไป เป็นธรรมดา
พวกเธอทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ท้าวสหัมบดีพรหม

“สัตว์ทุกหมู่เหล่า จะทอดทิ้งกายไว้ในโลก
พระตถาตคผู้ศาสดา ผู้หาบุคคลเปรียบไม่ได้ในโลก
ถึงแล้วซึ่งกำลังพระญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เช่นนี้ ก็ยังปรินิพพาน”

“ของโลก” หมายความว่า เป็นของโลก ๑)ของโลกเราเอาไปไม่ได้ ๒)ของโลก ก็เป็นไปตามโลกเขา ของที่ไม่ใช่ของๆ เรา เราจะไปสั่งอย่างงั้นอย่างงี้ มันไม่ได้ มีแต่โลกเท่านั้น ที่จะสั่งให้ของโลกเป็นไปอย่างไรๆ ของโลกเป็นอย่างนี้ อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 16/10/2559

“ที่เรารู้สึกโศกเศร้า เพราะคุณงามความดีที่พระองค์ท่านได้กระทำ ทำให้เป็นที่ประทับใจ พอท่านจากไป เราก็คิดถึงกันเป็นธรรมดา เราจะคลายความเศร้าโศกได้ เรานึกถึงความดีก่อน เราอย่าเพิ่งเอาใจของเราไปใส่ตรงที่เราเสียอะไร ถ้าราคิดว่าเราเสียอะไร เราจะเสียใจมาก จะเศร้าโศกมาก แต่คิดก่อน ว่าเราได้อะไรมา สิ่งที่เราได้มา คือที่ท่านทำความดีไว้เยอะแยะมากมาย…

ให้ความดีที่ท่านกระทำมา อย่าให้มาสุดที่ท่าน อย่าให้มาสุดที่เรา ให้มีการทำสืบต่อไป เรื่องอะไรที่พระองค์ท่านได้สอนเอาไว้ คุณงามความดีที่พระองค์ท่านได้กระทำมา อย่าให้มาหมดที่เรา อย่าให้มาจบที่เรา”

Q: ธรรมะจากการสูญเสียในครั้งนี้ อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 15/10/2559

“ประเด็นคือ ไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มี คุณจะทำด้วยวิธีธรรมชาติหรือวิธีหลอดแก้ว คุณจะมีหรือไม่มี ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ เราจะทำจิตของเราอย่างไรให้เป็นบุญ ให้มันสูง ไม่มีความกังวล ไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่มีลูกก็ตาม แต่ให้มีจิตที่เป็นบุญเป็นกุศล บางทีเรารับสิ่งที่น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง อันนี้มันธรรมดาโลก แต่จิตของเราจะรักษาให้สูงส่งได้อย่างไร เหนือบุญเหนือบาป ให้มันเหนือสุขเหนือทุกข์ มีลูกไม่มีลูกไม่เป็นไร ใช้วิธีไหนก็ทำเอาเถอะ แต่ว่าจิตของเราอย่ามีความกังวล ให้มีสติ ให้มีศีล ให้ทำความเป็นอารมณ์อันเดียว ให้สร้างบุญสร้างกุศล อยู่ในมรรคแปดให้ได้ก็แล้วกัน”

Q: การให้ไข่เพื่อไปทำตามกระบวนการทางวิทยาศาตร์ จะมีส่วนแห่งบาปหรือไม่ เป็นการสร้างกรรมเพิ่มหรือไม่ อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 12/10/2559

HIGHLIGHTS:

  • ศึกษาเพื่อการปฏิบัติ กับ กายนครที่ปลอดภัย
  • ความต่างระหว่าง วิจิกิจฉา กับ ศรัทธา
  • เหตุแห่งการถามคำถาม ๕ อย่าง
  • เหตุแห่งปัญญา
  • ศีล ๕ เริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่

บทคัดย่อ


Q1: ผู้ถามพอฟังธรรมะแล้ว มีความรู้ มีความเข้าใจมากขึ้นๆ จึงมีความเห็นมา ๓ ข้อ ๑)การฟังธรรมะ เพื่อให้เกิดความรู้ ความจำ ๒)พยายามทำความเข้าใจ ในความรู้ ความจำนั้น ๓)พยายามจะเอาเหตุผลในความรู้ ความจำนั้นมาน้อมนำในทางปฏิบัติ บอกว่ามีความเข้าใจ มีความเห็นอย่างนี้

A1: ความเข้าใจของผู้ถามว่า ความเห็นในลักษณะที่ว่าฟังธรรมแล้วจะให้เกิดการปฏิบัติ อันนี้ คือ มันถูกต้องอยู่แล้ว เป็นลักษณะของทหารที่เขาสั่งสมอาวุธ สั่งสมยุทธโธปกรณ์เตรียมไว้ในการที่จะออกรบ เป็นผู้ที่ไม่ประมาท

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบ การฟังธรรมะ คือ การสั่งสมสุตตะ เปรียบเหมือนกับการที่หัวเมืองชายแดนที่มั่งคั่งของพระราชา เขามีการสั่งสมอาวุธเอาไว้ เพื่อไว้สำหรับคุ้มภัยในภายใน สะสมไว้ทำไม?”ป้องกันข้าสึก ข้าศึกมาแน่นอน ข้าศึกในที่นี้ คือ ความแก่ ความตายความทุกข์ มันมาแน่นอน

บางคนอาจจะไม่ได้ทุกข์เล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่ได้ทุกข์เล็กๆน้อยๆ นี่มีบุญมากอยู่แล้ว ทุกข์เล็กๆน้อยๆ เช่น ขับรถปาดหน้า รถติด เป็นไข้ เป็นหวัด เจอเรื่องที่ไม่น่าพอใจบ้าง เส้นผมในชามก๊วยเตี๋ยว ได้กินเป็นเวลา ไม่เป็นเวลาบ้าง พวกนี้

แต่ที่ต้องเจอแน่ๆ คือ ความแก่ และความตาย “ความแก่” ที่พระพุทธเจ้า หมายถึงคือ แก่รอบลงไป คุณผ่านไปรอบหนึ่งๆ ก็ชื่อว่า แก่ไปแล้ว จากอายุ ๕ ขวบเป็นอายุ ๙ ขวบ แก่ขึ้นไปอีก ๔ รอบ ก็จะมีความทุกข์ที่มาพร้อมกับความแก่นั่นแหละ ที่ต้องเจอ “ความตาย” ก็เหมือนกัน จะตายตอนยังเด็ก จะตายตอนกลางคน หรือจะตายตอนแก่ มันต้องตายทุกคนแหละ ในเมื่อความแก่ หรือความตายที่จะมาถึง เราพร้อมเตรียมรับมือกับมันแล้วหรือยัง? คุณมีอาวุธไหม? คุณมีกองทหารไหม? คุณมีกำแพงไหม?

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้กับหัวเมืองชายแดนที่มั่งคั่งของพระราชา ที่เวลาที่ข้าศึกเขาจะมาตีมายึดเอาประเทศก็ต้องผ่านหัวเมืองหลักๆ พวกนี้ก่อน อันนี้เป็นเหมือนกับหัวเมืองชายแดนที่สำคัญของพระราชา ในหัวเมืองแบบนี้จะต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ มีกองทหาร มีกำแพงเมือง มีเสาหลักที่ไว้สำหรับซุ่ม ไว้สำหรับคอยป้องกันดู มีกำแพงเมือง แล้วก็ต้องมีประตูทางเข้า-ทางออก, พอมีประตูแล้วก็ต้องมีนายทวาร ที่ฉลาดคอยอนุญาตให้คนเข้า คนที่ไม่รู้จักเข้าไป

ลักษณะเปรียบเทียบกับจิตของเรา ที่เปรียบเหมือนเป็นเมืองๆ หนึ่ง เป็นเมืองกาย

  • ที่มี จิต เป็น เจ้าเมือง
  • มีประตูอยู่ ๖ ประตู คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และ ใจ
  • กำแพงเมือง คือ ปัญญา
  • นายทวารที่เฝ้าประตู คือ สติ
  • อาวุธยุทธโธปกรณ์ นั่นก็คือ การสั่งสมสุตตะ, การฟังธรรมะ
  • ทหารที่จะมาใช้อาวุธนั้น ก็คือ ความเพียร ความเพียรก็ต้องสะสมเอาไว้
  • ในเมืองนี้ยังจะต้องมี อาหาร เครื่องอุปโภค, บริโภค, ยารักษาโรค คือ ฌานสมาธิ

ขั้น ๑, ๒, ๓, ๔ เป็นต้น เพื่อที่ให้เมืองกาย ที่มีจิตเป็นเจ้าเมือง มีความมั่งคั่ง มีความสมบูรณ์

ถ้าข้าศึกมันยกมา เราก็ไม่หวั่นไหว สามารถที่จะต้านทาน ป้องกันได้ ข้าศึกในที่นี้มาแน่นอน ทัพใหญ่ของมัน คือ “ความตาย” ทัพหน้าของมัน อาจจะเป็น “ความทุกข์เล็กน้อยๆ” เกิดมีบ้าง อันนี้มันธรรมดา

บางทีมันส่งหน่วยสอดแนมมา ส่งทัพหน้ามาประลองกำลังของเราว่า เรามีความเข้มแข็ง มีความพร้อมเพรียงอย่างไร? อันนี้เราจึงจะต้องเตรียมการเอาไว้ การเตรียมการลักษณะนี้เป็นความไม่ประมาท เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะต้องทำ นอกจากฟังธรรมแล้ว นี่เป็น การสั่งสมอาวุธ, ความเพียรต่างๆ ต้องมี, “ศรัทธา” ในคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ เสาระเหนียด เราสร้างเอาไว้ มีความมั่นคงด้วยการก่อ การฉาบ,”สติ” ที่เป็นเหมือนกับ นายทวาร ก็จะต้องเพิ่มกำลัง ฝึกทำให้มีประโยชน์มากขึ้น

 

Q2 : ถ้าคนที่มีศรัทธา ในคำสอนของพุทธะแล้ว แต่ยังมีข้อธรรมะ ที่ยังอยากรู้ ต้องการจะถามเพื่อต้องการความรู้พวกนี้ จะเข้าข่ายวิจิกิจฉาด้วยหรือไม่? และควรจะวางจิตถามอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดโทษ?

A2: “วิจิกิจฉา” หมายถึง ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง ไม่ลงใจ พอไม่ลงใจ เห็นแย้ง เคลือบแคลง ก็เลยสงสัยถามขึ้น ถามเพื่อที่จะให้จน ถามเพื่อที่จะโต้ให้ไปต่อไม่ได้ ถามเนื่องจากความเห็นแย้ง “เห็นแย้ง” อันนี้ คือ Key Word สำหรับ วิจิกิจฉา ส่วนที่จะตรงข้ามกับ วิจิกิจฉา คือ “ศรัทธา”

“ศรัทธา” คือ ความมั่นใจ ความลงใจ ความเชื่อใจ เช่นว่า ถ้าเรามีความมั่นใจ ความลงใจ ความเชื่อใจในพระพุทธเจ้า พอท่านบอกสอนอะไร เป็นธรรมะ เราก็ลงใจ เราก็มั่นใจ เราก็เชื่อใจ อันนี้จะตรงกันข้ามกับวิจิกิจฉา ทีนี้พอท่านบอกท่านสอนมาแล้ว ไม่เข้าใจ ท่านพูดตรงนี้หมายความว่าอย่างไง? คำถามที่ออกไป ถามไปเพื่อต้องการความเข้าใจ มันจะไม่เหมือนกับคนที่เป็นวิจิกิจฉา คนที่มีวิจิกิจฉา ถามไปเพราะเห็นแย้ง ไม่ลงใจ ถามเพื่อต้องการโต้

แต่ในขณะที่ คนที่มีศรัทธา ถามเพราะความไม่เข้าใจ ถามเพื่อต้องการความรู้ ถามเพื่อต้องการความเข้าใจ ถามจากจิตที่มีศรัทธา

เพราะฉะนั้น เรื่องของการวางจิต ถ้าเราวางจิตด้วยความศรัทธาในพระพุทธ พรธรรม พระสงฆ์ การถามสามารถถามได้ ท่านพระสารีบุตรเคยบอกเอาไว้ว่า ด้วยเหตุของการถามปัญหามี ๕ อย่าง คือ

    ๑) บางคนถามปัญหากับผู้อื่นเพราะว่า โง่เขลา เพราะว่าหลงลืม ตัวเองไม่รู้ก็เลยถาม
    ๒) บางคนถามก็เพราะว่า ปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถามปัญหากับคนอื่น
    ๓) บางคนถามเพราะว่าดูหมิ่น ถามเพื่อที่ว่าดูหมิ่นเขา ก็จึงถามปัญหาเขา
    ๔) บางคนถามเพราะว่าประสงค์ที่จะรู้ จึงถามปัญหา
    ๕) บางรูปมีความคิดว่า ถ้าถามปัญหาแล้ว คนอื่นตอบได้ดีถูกต้องก็จะเป็นความดี แต่ถ้าถามปัญหาแล้ว ตอบไม่ได้ ก็จะตอบแก้ให้

เพราะฉะนั้น เหตุแห่งการถามคำถามตรงนี้อธิบายไว้โดยท่านพระสารีบุตรก็มี ๕ อย่างอย่างนี้ รวมถึงพวกที่มีวิจิกิจฉาด้วย เพราะว่าต้องการดูหมิ่น มีความปรารถนาลามก เขาก็จึงถามคำถามขึ้น เราถามนี่เป็นเหตุแห่งปัญญาอยู่แล้ว มีในหลายๆ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าบอกว่า

เหตุแห่งปัญญา คือ การเข้าไปหาสมณะผู้รู้ แล้วก็ถามว่า อะไร คือ กุศล? อะไร คือ อกุศล? อะไรมีโทษ? อะไรไม่มีโทษ? อะไรควรเสพ? อะไรไม่ควรเสพ? ถามคำถามลักษณะนี้เป็นเหตุแห่งปัญญาอยู่แล้ว อันนี้มันแตกต่างกันกับลักษณะของวิจิกิจฉา

 

Q3 : ศีล ที่พระพุทธเจ้าเรื่องศีลต่างๆ เรื่องของปาราชิกเป็นต้นไป ก็เพราะว่ามีเหตุที่ต้องมีการบัญญัติเกิดขึ้น ต้องการทราบว่า ในทางฆราวาสที่มีศีล ๕ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้นี่ มีปฐมเหตุมาอย่างไร ถึงได้มีการบัญญัติเรื่องศีล ๕

A3: ศีล ๕ มีอยู่ตั้งแต่วันแรกที่ประกาศศาสนา คือ ศีลชนิดที่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ศีลชนิดที่ยังไม่ได้มีใครทำผิดก็ประกาศขึ้นมาก่อน ไม่ได้พึ่งบัญญัติขึ้นมา เหมือนอย่างพระที่มีศีลในระบบของปาฏิโมกข์ บัญญัติกรอบ ขอบไว้ว่า อันนี้เป็นสังฆาทิสเสส อันนี้เป็นปราชิก เป็นต้น ตรงฆราวาสจะไม่มีตรงนี้ จะเป็นแค่กรอบกว้างๆ

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 9/10/2559

“ถ้าเจริญอนิจจสัญญา อนัตตสัญญาย่อมมั่นคง
ผู้มีอนัตตสัญญา ย่อมถอนความมั่นหมายในตัวตน กล่าวคือ นิพาน นั่นเทียว”


Q1: อะไรเป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ควรเสพ ไม่ควรเสพ เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อความเกื้อกูลเป็นนานกาล อ่านต่อ (Read More)…

download9

ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 8/10/2559

“ถ้าเราทำดีหมดแล้ว แล้วลูกศิษย์จะทำดีหรือไม่ดี ไม่เป็นไร ถ้าเขาทำดีก็ดี ใช่มั้ย เราก็ไม่กังวล แต่ถ้าเขาทำไม่ดี แล้วเรายังกังวล อันนี้คือ เราต้องรู้จักปล่อยวางให้ได้ คนที่มันจะติดยึดถือ เครียดในหน้าที่การงาน ก็เพราะว่า ไม่รู้จักที่จะปล่อยวางตรงนี้นั่นเอง…

เรื่องของการปล่อยวางในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าปล่อยทิ้ง ปล่อยปละละเลย ไม่ใช่ เราสนใจทำหน้าที่ของเราให้ดี ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรทุกข์ ในเรื่องที่เราไม่ควรทุกข์”

Q1: การไม่กล้าดุเด็ก กลัวเด็กไม่รัก ครูควรวางจิตอย่างไร เมื่องานนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้อื่นด้วย อ่านต่อ (Read More)…