ข้อแตกต่างระหว่างคนขี้เกียจและคนขยัน

นี่คือความแตกต่างในด้านความคิด ระหว่างคนขี้เกียจ และ คนดี(ขยัน)

 

ในกรณีที่ คนเกียจคร้าน จะมีความคิดว่า
คนดี/ขยัน จะมีความคิดว่า
1 การงานที่เธอต้องทำมีอยู่ (คือมีงานที่ต้องทำให้เสร็จอยู่) “การงานเป็นสิ่งที่เรา จักต้องกระทำ แต่เมื่อกระทำการงานอยู่ กายจักเหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย” ดังนี้; เธอนั้นนั้นก็นอนเสีย “การงานเป็นสิ่งที่เรา จักต้องกระทำ แต่เมื่อกระทำการงานอยู่ มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
2 การงานที่เธอต้องทำเสร็จแล้ว (คืองานที่ได้รับมอบหมายมาเสร็จแล้ว) “เราได้กระทำการงานแล้ว ก็เมื่อเรากระทำการงานอยู่นั้น กายก็เหน็ดเหนื่อย เอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย” ดังนี้ ; เธอนั้นก็นอนเสีย “เราได้กระทำการงานแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่นั้น เราไม่สามารถกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
3 หนทางที่เธอต้องเดินมีอยู่ (ต้องเดินทางไกล) “หนทางเป็นสิ่งที่เราจะต้องเดิน แต่เมื่อเราเดินทางอยู่ กายจักเหน็ดเหนื่อยเอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย” ดังนี้ ; เธอนั้นก็นอนเสีย “หนทางเป็นสิ่งที่เราจักต้องเดิน แต่เมื่อเราเดินทางอยู่ มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
4 หนทางที่เธอเดินแล้ว (เดินทางไกลเสร็จแล้ว) “เราได้เดินทางแล้วก็เมื่อเราเดินทางอยู่ กายจักเหน็ดเหนื่อยเอาเถิด ถ้ากระไรเราจะนอนเสีย” ดังนี้ ; เธอนั้นก็นอนเสีย “เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ เราไม่สามารถกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
5 ไม่ได้รับอาหารเต็มตามที่ต้อง (ไปแสวงหาอาหาร ได้ปริมาณน้อยกว่าที่ต้องการ) “เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการกายของเราก็เหน็ดเหนื่อย ทำอะไรไม่ได้ เอาเถิดถ้ากระไรเราจะนอนเสีย” ดังนี้ ; เธอนั้นก็
นอนเสีย
“เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ แต่กายของเรากลับเป็นกายที่เบา ควรแก่การงาน เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
6 ได้รับอาหารเต็มตามที่ต้องการ (ไปแสวงหาอาหาร ได้ปริมาณมากเท่าที่ต้องการ) “เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ กายของเราก็เป็นกายที่หนัก เหมือนเม็ดถั่วถูกแช่น้ำพอง ทำอะไรไม่ได้ เอาเถิดถ้ากระไรเราจะนอนเสีย” ดังนี้ ; เธอนั้นก็นอนเสีย “เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ แต่กายของเราก็ยังเป็นกายที่เบา ควรแก่การงานอยู่เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
7 เธอมีอาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้น (มีอาการป่วยเกิดขึ้นนิดหน่อย) “อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา มีข้ออ้างเพื่อจะนอนมีเหตุผลควรที่จะนอน เอาเถิดถ้ากระไรเราจะนอนเสีย“ดังนี้ ; เธอนั้นก็นอนเสีย “อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราแต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักลุกลาม. เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
8 เธอหายจากความเจ็บไข้แล้ว (พึ่งหายจากการป่วยไข้้) “เราหายจากความเจ็บไข้แล้วไม่นาน กายของเรายังอ่อนเพลีย ยังไม่ควรจะทำอะไร เอาเถิดถ้ากระไรเราจะนอนเสีย” ดังนี้ ; เธอนั้นก็นอนเสีย “เราหายจากความเจ็บไข้แล้วไม่นาน แต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักหวนกลับมาอีก. เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร ฯ” ดังนี้; เธอนั้นจึงปรารภความเพียร

ในสถานการณ์อย่างเดียวกัน จะขี้เกียจ หรือ ขยัน ก็เป็นส่งที่บุคคล คนนั้นต้องเลือกเอา

ผลของความเกียจคร้านหรือขยัน

บุคคลผู้มีความเกียจคร้าน เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์, และย่อมทำประโยชน์ตนอันใหญ่หลวงให้เสื่อมสิ้น.

ส่วนเธอผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข,สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลาย เป็นอยู่ด้วย, และย่อมทำประโยชน์ตนอันใหญ่หลวงให้บริบูรณ์ ด้วย.

การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลวนั้นย่อมมีไม่ได้; แต่ว่าการบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลิศนั้น ย่อมมีได้ แล.

จึงจะสังเกตุได้ว่า คนเกียจคร้านนั้น มักจะเต็มไปด้วยข้ออ้าง, อ้างโน่น อ้างนี่. การอ้างนี่แหล่ะ คือความขี้เกียว เป็นข้อเสียเลย

โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน  ๖ ประการเหล่านี้ คือ

  1. มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
  2. มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
  3. มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
  4. มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
  5. มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
  6. มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน

เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้นไป, นี่แหล่ะโทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน

Article written by

I'm a monk living in a secluded place of a forest monastery in the northeast of Thailand.

2 responses to “ข้อแตกต่างระหว่างคนขี้เกียจและคนขยัน”

  1. กวี ธมฺมกวิอุบาสก

    โกสัชชะความขี้เกียจ กับ วิริยรัมภ ความขยัน สองอย่างนี้อยู่จิตใจมนุษย์ทุก ๆ รูปนาม แต่ฝ่ายหนึ่งเป็นมาร(กิเลสมาร) ส่วนฝ่ายหนึ่งเป็นเทพ(เทวปุตตมาร) ขี้เกียจ เป็นกามสุขัลลิกานุโยค ความปฏิบัติหย่อนยาน ขยันหนัก เป็นอัตตกิลมัตถานุโยค สองเส้นปฏิปทานี้ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ในพระธรรมจักกัปวัตนสูตรว่า ไม่เป็นสัมมาปฏิปทา (เป็นมิจฉาปฏิปทา) สัมมาปฏิปทา คือ สัมมาวายาม ความพยายามชอบ จึงเป็นสัมมาปฏิบัติ คือ อยู่ตรงกลาง เป็นมัชเฌกัลยาณธรรมานุธรรมปฏิปทา ขี้เกียจ หรือ ขยันหนัก ต้องกำกับด้วย ส้มมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ คือ มีทฤษฎีปฏิบัติถูกต้อง และมีความดำริริเริ่มถูกต้อง ไม่แล่นไปสู่ที่สุดสองทางเสื่อมนั้น
    ขออนุโมทนาธรรมบรรยายครับผม