คำถามที่อาจใช้ทดสอบความเป็นอรหันต์

ภิกษุ ท.! ในกรณ ีนี้ มีภิกษุพยากรณ์อรหัตตผลว่า “ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำ สำ เร็จแล้ว กิจที่จะต้องทำ เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก’ ดังนี้.” ภิกษุ ท.! พวกเธอไม่พึง รับรองไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น.

“คือถ้ามีใครมาบอกว่า ‘เราสำเร็จอรหันต์แล้วน่ะ’ ดังนี้ ก็สามารถตรวจสอบได้ด้วยคำถามหกหมวด ต่อไปนี้”

หมวด 1: เรื่องโวหารสี่

ครั้นพวกเธอไม่ยอมรับไม่ได้คัดค้านแล้ว พึงถามปัญหาว่า

คำถามในการทดสอบมีดังนี้

“อาวุโส ! โวหารสี่ประการเหล่านี้มีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นผู้อรหันต์สัมมาสัมพุทธะตรัสไว้แล้วโดยชอบ คือ

ความมีปกติกล่าวว่าข้าพเจ้าเห็นแล้วในสิ่งที่ได้เห็น ๑

ความมีปกติกล่าวว่าข้าพเจ้าฟังแล้วในสิ่งที่ได้ฟัง ๑

ความมีปกติกล่าวว่าข้าพเจ้ารู้สึกแล้วในสิ่งที่ได้รู้สึก ๑

ความมีปกติกล่าวว่าข้าพเจ้ารู้แจ้งแล้วในสิ่งที่ได้ รู้แจ้ง ๑.

อาวุโส ! ก็ท่านรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จิตของท่านจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดถืดในโวหารทั้งสี่ประการนั้น?” ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามลุถึงแล้วมีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ จริง, ธรรมที่ภิกษุนั้นสมควรพยากรณ์ ย่อมมีอย่างนี้ว่า

คำตอบควรเป็นดังนี้

“อาวุโส! ในสิ่งที่เห็นแล้วนั้น ข้าพเจ้าไม่เข้าหา ไม่ถอยหนี ไม่อาศัย ไม่ผูกพัน แต่ข้าพเจ้าพ้นจากอำนาจแห่งมันปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัด อยู่ด้วยจิตที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วให้เป็นจิตปราศจากเขตแดนอยู่.

อาวุโส ! ในสิ่งที่ฟังแล้ว ก็ดี ในสิ่งที่รู้สึกแล้ว ก็ดี ในสิ่งที่รู้แจ้งแล้ว ก็ดี นั้น ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าหา ไม่ถอยหนี ไม่อาศัย ไม่ผูกพัน แต่ข้าพเจ้าพ้นจากอำนาจแห่งมัน ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัด อยู่ด้วยจิตที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วให้เป็นจิตปราศจากเขตแดนอยู่.

อาวุโส ! เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตของข้าพเจ้าจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นในโวหารทั้งสี่เหล่านี้” ดังนี้.

ถ้าตอบถูกก็ให้ทำดังนี้

ภิกษุ ท.! พวกเธอพึงยินดีอนุโมทนาในคำ กล่าวของภิกษุนั้นว่า สาธุ ดังนี้.

หมวด 2 : เรื่องขันธ์ห้า

ครั้นพวกเธอยินดีอนุโมทนาดังนั้นแล้ว พึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า

คำถามในการทดสอบมีดังนี้

อาวุโส ! อุปาทานขันธ์ห้าเหล่านี้มีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้ผู้เห็นผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ตรัสไว้แล้วโดยชอบคือ รูปูปาทานขันธ์ ๑ เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๑ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑. ก็ท่านผู้มีอายุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จิตของท่านจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดถือในปัญจะปาทานขันธ์เหล่านั้น ?” ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามลุถึงแล้วมีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ จริง, ธรรมที่ภิกษุนั้นสมควรพยากรณ์ ย่อมมีอย่างนี้ว่า

คำตอบควรเป็นดังนี้

“อาวุโส! ข้าพเจ้ารู้แจ้งว่า ‘รูปเป็นสิ่งที่ ไร้กำลัง ไม่น่ากำหนัด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ’ ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ‘จิตของข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้วเพราะความสิ้นไป เพราะความจางคลาย เพราะความดับ เพราะความสละทิ้ง เพราะความสลัดคืน ซึ่งความเคยชิน (อนุสัย) แห่งการตั้งทับและการฝังตัวเข้าไปแห่งจิต เพราะความยึดมั่นด้วยอุปาทานในรูป เหล่านั้น’ (ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีข้อความโต้ตอบอย่างเดียวกันกับในกรณ ีแห่งรูปนี้ จนกระทั่งถึงคำ ว่า …. จิตของข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้วเพราะ …. ความสลัดคืน ซึ่งความเคยชิน (อนุสัย) แห่งการตั้งทับและการฝังตัวเข้าไปแห่งจิตเพราะความยึดมั่นด้วยอุปาทานในรูป เหล่านั้น’.).

อาวุโส ! เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้จิตของข้าพเจ้าจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่นในปัญจุปาทานขันธ์เหล่านี้”

ถ้าตอบถูกก็ให้ทำดังนี้

ภิกษุ ท.! พวกเธอพึงยินดีอนุโมทนาในคำ กล่าวของภิกษุนั้นว่า สาธุ ดังนี้.

หมวด 3 : เรื่องธาตุ6

ครั้นพวกเธอยินดีอนุโมทนาดังนั้นแล้ว พึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า

คำถามในการทดสอบมีดังนี้

“อาวุโส ! ธาตุหกอย่างเหล่านี้มีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้ผู้เห็นผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะตรัสไว้แล้วโดยชอบ คือ ปฐวีธาตุ ๑ อาโปธาต ๑ เตโชธาตุ ๑ วาโยธาตุ ๑ อากาสธาตุ ๑ วิญญาณธาตุ ๑. ก็ท่านผู้มีอายุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จิตของท่านจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นในธาตุทั้งหกอย่างเหล่านี้ ?” ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามลุถึงแล้วมีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ จริง, ธรรมที่ภิกษุนั้นสมควรพยากรณ์ ย่อมมีอย่างนี้ว่า

คำตอบควรเป็นดังนี้

“อาวุโส! ข้าพเจ้าเข้าถึงปฐวีธาตุโดยความเป็นอนัตตา และไม่เข้าถึงธรรมอันอาศัยปฐวีธาตุว่าเป็นอัตตา แล้ว และข้าพเจ้ารู้ชัดว่า’ จิตของข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้วเพราะความสิ้น เพราะความจางคลาย เพราะความดับ เพราะความสละทิ้ง เพราะความสลัดคืน ซึ่งความเคยชิน (อนุสัย) แห่งการตั้งทับและการฝังตัวเข้าไปแห่งจิตเพราะความยึดมั่นด้วย อุปาทานอันอาศัยปฐวีธาตุ เหล่านั้น’ (ในกรณีแห่ง อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญ ญ าณ ธาตุ ก็มีข้อความโต้ตอบอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งปฐวีธาตุนี้ จนกระทั่งถึงคำว่า ….จิตของข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้วเพราะ …. ความสลัดคืนซึ่งความเคยชิน (อนุสัย) แห่งการตั้งทับและการฝังตัวเข้าไปแห่งจิตเพราะความยึดมั่นด้วยอุปาทานอันอาศัยปฐวีธาตุเหล่านั้น.’)

อาวุโส ! เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้จิตของข้าพเจ้าจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ในปัญจุปาทานขันธ์เหล่านี้”

ถ้าตอบถูกก็ให้ทำดังนี้

ภิกษุ ท.! พวกเธอพึงยินดีอนุโมทนาในคำ กล่าวของภิกษุนั้นว่า สาธุ ดังนี้.

หมวด 4/5 : เรื่องอยาตนะใน/นอก

ครั้นพวกเธอยินดีอนุโมทนาดังนั้นแล้ว พึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า

คำถามในการทดสอบมีดังนี้

“อาวุโส ! อายตนะภายในและภายนอก อย่างละหกเหล่านี้ มีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้ผู้เห็นผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะตรัสไว้แล้วโดยชอบ คือ จักษุและรูป ๑ โสตะและเสียง ๑ ฆานะและกลิ่น ๑ ชิวหาและรส ๑ กายและโผฏฐัพพ ๑ มโนและธรรมารมณ์ ๑. ก็ท่านผู้มีอายุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จิตของท่าน จึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่นในอายตนะทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก อย่างละหกเหล่านี้ ?”

ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามลุถึงแล้วมีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ จริง, ธรรมที่ภิกษุนั้นสมควรพยากรณ์ ย่อมมีอย่างนี้ว่า

คำตอบควรเป็นดังนี้

“อาวุโส ! ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ‘ฉันทะราคะ นันทิ ตัณหา ความเคยชิน (อนุสัย) แห่งการตั้งทับและการฝังตัวเข้าไปแห่งจิตเพราะความยึดมั่นด้วยอุปาทาน ใด ๆ ใน จักษุ ใน รูป ใน จักขุวิญญาณ ใน ธรรม ท. อันรู้ได้วยจักขุวิญญาณ. มีอยู่ เพราะความสิ้นไป เพราะความจางคลาย ความดับ ความละทิ้ง ความสลัดคืน ซึ่งฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหาความเคยชิน (อนุสัย) แห่งการตั้งทับและการฝังตัวเข้าไปแห่งจิตเพราะความยึดมั่นด้วยอุปาทาน นั้น ๆ แล้ว จิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้นแล้ว’ ดังนี้. (ในกรณีแห่งโสตะและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายะและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ ก็มีข้อความโต้ตอบอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุและโสตะนี้ จนกระทั่งถึงคำ ว่า …. จิตของข้าพ เจ้าก็ห ลุดพ้น แล้ว’ ดังนี้.).

อาวุโส ! เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้จิตของข้าพเจ้าจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ในปัญจุปาทานขันธ์เหล่านี้”

ถ้าตอบถูกก็ให้ทำดังนี้

ภิกษุ ท.! พวกเธอพึงยินดีอนุโมทนาในคำ กล่าวของภิกษุนั้นว่า สาธุ ดังนี้.

หมวด 6 : เรื่องการถอนอนุสัย

ครั้นพวกเธอยินดีอนุโมทนาดังนั้นแล้ว พึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า

คำถามในการทดสอบมีดังนี้

“อาวุโส! เมื่อท่านรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความเคยชินแห่งการถือตัวว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา (อหงฺการมมงฺการมานานุสย) ในกายอันประกอบด้วยวิญญาณนี้และในนิมิตทั้งหลายทั้งปวงในภายนอก จึงจะถูกถอนขึ้นด้วยดี?” ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ถ้าภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามลุถึงแล้วมีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ จริง, ธรรมที่ภิกษุนั้นสมควรพยากรณ์ ย่อมมีอย่างนี้ว่า

คำตอบควรเป็นดังนี้

“อาวุโส ! ในกาลก่อน เมื่อข้าพ เจ้าครองเรือน อยู่ ยังเป็นผู้ไม่รู้ไม่เห็นอะไร ครั้นพระตถาคตหรือสาวกของตถาคตแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
ฟังธรรมนั้นแล้ว กลับได้สัทธาในพระตถาคตแล้ว พิจารณาเห็นอยู่ว่า ‘ชีวิตฆราวาสเป็นของคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี การบรรพชาเป็นโอกาสโล่ง ไม่
เป็นการง่ายเลยที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้วได้ ถ้ากระไรเราปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะแล้ว บวชจากเรือนถึงความเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด’ ดังนี้. ครั้นสมัยอื่นอีก ข้าพจ้า ละกองโภคะใหญ่น้อย ละวงศ์ญาติใหญ่น้อย ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะ บวชจากเรือน ถึงความเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว.

“ข้าพเจ้านั้น ครั้นบวชแล้วอย่างนี้ ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และ
ศาสตราเสียแล้ว มีความละอายต่อบาป มีความเอ็นดูกรุณ า หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายแล้ว; ข้าพเจ้า ละการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
เว้นขาดจากอทินนาทาน ถือเอาแต่ของที่เจ้าของให้ หวังอยู่แต่ในของที่เจ้าของเขาให้ เป็นคนสะอาดไม่เป็นคนขโมยแล้ว; ข้าพเจ้า ละกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากการเสพเมถุนอันเป็นของสำ หรับชาวบ้านแล้ว; ข้าพเจ้า ละการกล่าวเท็จ เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่คำจริง รักษาคำสัตย์ มั่นคงในคำพูด ควรเชื่อได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลกแล้ว; ข้าพเจ้า ละการกล่าวคำ ส่อเสียด เว้นขาดการปิสุณาวาทได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำ ลายฝ่ายนี้ หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำ ลายฝ่ายโน้น แต่จะสมานชนที่แตกกันแล้วให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนชนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ ให้พร้อมเพรียงกันแล้ว; ข้าพเจ้า ละการกล่าวคำหยาบ เว้นขาดจากผรุสวาท กล่าวแต่วาจาที่ปราศจากโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำ ฟูใจ เป็นคำ สุภาพ ที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชนแล้ว; ข้าพเจ้า ละคำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ กล่าวแต่ในเวลาสมควรกล่าวแต่คำ จริง เป็น ป ระโยชน์ เป็น ธรรม เป็นวินัย เป็น วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีเวลาจบ เต็มไปด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลาแล้ว;ข้าพเจ้าเว้นขาดจาก การล้างผลาญ พืชคาม และภูตคามแล้ว; เป็นผู้ ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว เว้นจากการ ฉันในราตรีและวิกาล; เป็นผู้เว้นขาดจากการรำ การขับ การร้อง การประโคม และดูการเล่นชนิดที่เป็นข้าศึกแก่กุศล ;เป็นผู้เว้นขาดจาก การประดับ ประดา คือทัดทรงตบแต่งด้วยมาลาและของหอมเครื่องลูบทา; เป็นผู้เว้นขาดจากการ การนอน บนที่นอนสูงใหญ่; เป็นผู้เว้นขาดจาก การรับเงินและทอง; เว้นขาดจาก การรับข้าวเปลือก;’ เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ การ รับหญิง และเด็กหญิง การ รับทาสีและทาส การรับแพะแกะ ไก่ สุกร ช้าง ม้า โค ลา; เว้นขาดจาก การรับที่นา ที่สวน; เว้นขาดจาก การรับใช้ เป็นทูตไปในที่ต่าง ๆ (ให้คฤหัสถ์); เว้นขาดจาก การซื้อ การขายการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง การลวงด้วยของปลอม การฉ้อด้วยเครื่องนับ (เครื่องตวงและเครื่องวัด); เว้นขาดจาก การโกงด้วยการรับสินบน และล่อลวง การตัดการฆ่า การจำจอง การซุ่มทำร้าย การปล้น การกรรโชก แล้ว.

“ข้าพเจ้า ได้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร เป็นเครื่องบริหารกาย และ ด้วยบิณฑบาต เป็นเครื่องบริหารท้อง จะไปในที่ใด ๆ ย่อมถือเอาบริขารไปได้หมด
เหมือนนกมีปีก จะบินไปในที่ใด ๆ ย่อมมีภาระคือปีกของตนเท่านั้นบินไป,ฉันใดก็ฉันนั้น แล้ว.

“ข้าพเจ้านั้น ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว จึงรู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งอนวัชชสุขในภายในแล้ว. ข้าพเจ้า เห็นรูปด้วยตา แล้ว ไม่ถือเอาโดยนิมิต (คือรวบถือทั้งหมดว่างามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี) ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ (คือแยกถือเอาแต่บางส่วนว่าส่วนใดงามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี), บาปอกุศลกล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส พึงไหลไปตามผู้ไม่สำ รวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ, ข้าพเจ้าปฏิบัติปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้ รักษาถึงการสำรวมอินทรีย์คือตานั้น แล้ว. (ในกรณีแห่งการ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยผิวกาย และ รู้สึกธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็มีข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งการเห็นรูปด้วยตาข้างบนนี้).

“ข้าพเจ้านั้น ประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว จึงรู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งอัพยาเสกสุข. ข้าพเจ้า รู้ตัวรอบคอบ ในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสังฆ าฏิ บ าตร จีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม , การถ่ายอุจจาระ การถ่ายปัสสาวะ, การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับการตื่น การพูดการนิ่งแล้ว.

“ข้าพเจ้านั้น ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นอริยะเช่นนี้ด้วย ประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ด้วย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็น อริยะเช่นนี้ด้วยแล้ว, ได้ เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขาซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง); ในกาล เป็นปัจฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า, ละอภิชฌา ในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌา ;ละพยาบาท อันเป็นเครื่องประทุษร้ายมีจิตปราศจากพยาบาท; ละถีนะมิทธะมุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนะมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว
คอยชำระจิตจากถีนะมิทธะ; ละอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจากอุทธัจจะกุกกุจจะ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิกิจฉา
เสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า ‘นี่อะไร นี่อย่างไร’ ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา แล้ว.

“ข้าพเจ้านั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ได้แล้ว ก็สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่; เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุ ฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่; เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสิตสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายบรรลุ ฌ าน ที่ ๓ อันเป็นฌ านที่พระอริยเจ้ากล่าว่า ‘ผู้ได้ฌ านนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข’ ดังนี้ แล้วแลอยู่; และเพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่ แล้ว.

“ข้าพเจ้านั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโดยควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยุ่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ แล้ว : ข้าพเจ้าได้รู้ขัดแล้วตามที่เป็นจริงว่า ‘นี้ ทุกข์, นี้ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,นี้ หนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์; ได้รู้ชัดแล้วตามเป็นจริงว่า ‘เหล่านี้อาสวะ, นี้ เหตุให้เกิดอาสวะ, นี้ ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ, นี้หนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ’ ดังนี้. เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้’ จิตก็หลุดพ้นแล้วแม้จากกามสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ. เมื่อ จิตหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตหลุดพ้นแล้ว. ข้าพเจ้าได้รู้ชัดแล้วว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำ สำ เร็จแล้ว กิจที่จะต้องทำ เพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้มิได้มีอีก ; ดังนี้.

อาวุโส ! เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ความเคยชินแห่งการถือตัวว่าเป็นเราว่าเป็นของเรา (อหงฺการมมงฺการมานานุสย) ในกายอันประกอบด้วยวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหลายทั้งปวงในภายนอก จึงถูกถอนขึ้นด้วยดี ดังนี้

ถ้าตอบถูกก็ให้ทำดังนี้

ภิกษุ ท.! พวกเธอพึงยินดีอนุโมทนาในคำ กล่าวของภิกษุนั้นว่า สาธุ ดังนี้.

ครั้นพวกเธอยินดีอนุโมทนาว่า สาธุ ดังนี้แล้ว พึงกล่าวแก่ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า “อาวุโส ! เป็นลาภของพวกเราหนอ ! อาวุโส ! พวกเราได้ดีแล้วหนอ! ที่พวกเราได้พบเห็นพหรมจารีเช่นกับท่าน” ดังนี้.

ควรสร้างเจดีย์ใส่กระดูกท่านไว้ด้วยเมื่อท่านทำกาละลงไปแล้ว

เจดีย์

Article written by Abhiboono Bhikku

I'm a monk living in a secluded place of a forest monastery in the northeast of Thailand.

5 responses to “คำถามที่อาจใช้ทดสอบความเป็นอรหันต์”

  1. jaree.p

    สาธุ สาธุ สาธุ

  2. jaree.p

    เมื่อเช้าฟังรายการ ได้ยิยว่าพระอรหันต์ บางทีก็ด่าได้ บางคนก็ฆ่าตัวตามก็มี ฟังแล้วรู้สึกขัดแย้งเจ้าคะ จริงๆต้องสงบเป็นสุขไม่ใช่หนือเจ้าคะและฆ่าตัวตายแล้วก็ต้องมาเกิดใหม่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ

  3. Aum

    สาธุค่ะ…ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

  4. toi

    สาธุค่ะ