คำว่า “ยึดถือ” หมายถึง
ยึดถือเอาโดยความเป็น “ตัวตน” ว่า
“รูป/เวทนา/สัญญา/สังขาร/วิญญาณ เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา” หรือ
ยึดถือเอาโดยความเป็น “แตกต่าง” ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า“
คำว่า “สรณะ” หมายถึง
“ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความสิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; อันนี้แล เราเรียกว่า สรณะ” – สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๓/๗๕๐.
ถ้าจะเอาเป็นที่พึ่งก็อย่ายึด จะ “ยึดเอาเป็นที่พึ่ง” ไปด้วยกันไม่ได้หรอก
ก็เหมือนคนยังตาบอด แต่บอกว่าต้องการเห็นแสง (โดยไม่รักษาตาก่อน)
ก็เหมือนคนยังถือของหนัก แต่บอกว่าต้องการความเบา (โดยไม่ปล่อยของหนัก)
ก็เหมือนคนอยู่ที่ริมฝั่งนี้ แล้วได้แต่ตะโกนให้ริ่มฝั่งโน้นเขามาหา (โดยไม่ข้ามไปเอง)
ก็เหมือนคนที่บอกว่า จะสร้างบ้านต้องเริ่มจากหลังคาก่อน (โดยไม่เร่ิมที่ฐานก่อน)
ดังนั้นให้เอา “พุทธวัจน์เป็นที่พึ่ง” แล้วก็อย่ายึดถือในความเห็นของตน
พระพุทธเจ้าถามสาวกว่า
“ในโลกนี้ มีสิ่งใด ๆ บ้างไหมหนอ ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้?” – 17/167,ป142
เราจะพบว่า
“ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใด ๆ เลย ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้” – 17/167,ป143
ถึงแม้ว่าความคิดนั้นจะเป็นความจริง จริงๆ แต่ถ้าเรายึดถือว่าสิ่งนี้เท่านั้นถูก <== นั่นแหล่ะผิดทันทีเลย
สาธุ ขออนุโมธนาบุญด้วยนะคะ ขอบพระคุณในธรรมะชั้นเลิศขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระคุณเจ้านำมาบอกต่อค่ะ