กลอนบทนี้แต่งโดย พระผู้มีพระภาค อ่านแล้วมันซึ้งจริงๆ ขึงขอนำมาลงไว้ โดยเฉพาะตอนท้าย
Happy indeed are the arahants!
No Craving can be found in them.
Cut off is the conceit “I am”
Burst asunder in delusion’s net.
พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านมีความสุขหนอ
ตัณหาของท่านไม่มี
ท่านถอนอัสมิมานะหมดสิ้นแล้ว
ท่านทำลายข่ายแห่งโมหะแล้ว
They have reached the unstirred state,
Limpid are their minds;
They are unsullied in the world –
The holy ones, without taints.
ท่านถึงความไม่หวั่นไหวแล้ว
จิตของท่านไม่ขุ่นมัว
ไม่มีอะไรฉาบไล้ท่านให้ติออยู่ในโลก
ท่านเป็นเหมือนพรหม ผู้ไม่มีอาสวะ
Having fully understood the five aggregates,
Ranging in the seven good qualities
Those praiseworthy superior persons
Are the Buddha’s bosom offspring.
รอบรู้ซึ่งเบญจขันธ์
มีสัทธรรมเจ็ดเป็นที่โคจร,
เป็นสัปบุรุษ ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ.
เป็นบุตรที่เกิดแต่อกพระพุทธเจ้า,
Endowed with the seven gems,
Trained in the threefold training,
Those great heroes wander about
With fear and trembling abandoned.
ถึงพร้อมแล้วด้วยรัตนะเจ็ดประการ,
ผ่านการศึกษาในสิกขาทั้งสาม,
เป็นมหาวีระ เที่ยวไปในที่ต่าง ๆ,
ปราศจากภัยเวรโดยสิ้นเชิง,
Endowed with the ten factors,
Those great Nagas, concentrated,
Are the best beings in the world:
No craving can be found in them.
ถึงพร้อมแล้วด้วยองค์ทั้งสิบ
เป็นมหานาคผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว,
นี่แหละคือผู้ประเสริฐในโลกละ,
ตัณหาของท่านไม่มี,
The adepts’ knowledge has arisen in them:
“This body is the last I bear.”
In regard to the core of the spiritual life
They no longer depend on others
อเสขญาณ เกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน
ประชุมแห่งกายนี้มีแก่ท่านเป็นครั้งสุดท้าย,
ไม่ต้องอาศัยปัจจัยจากใครอื่น
ในสาระแห่งพรหมจรรย์.
They do not waver in discrimination,
They are released from renewed existence.
Having reached the stage of the tamed,
They are the victors in the world.
ไม่หวั่นไหวในเพราะวิชา (ชั้นแห่งมานะสาม) ทั้งหลาย,
พ้นพิเศษแล้วจากการต้องมีภพใหม่,
บรรลุแล้วตามลำดับซึ่งทันตภูมิ,
ท่านชนะโลกแล้ว
Above, across, and below,
Delight is no more found in them.
They boldly sound their lion’s roar:
“The enlightened are supreme in the world.”
ทั้งเบื้องบนเบื้องขวางและเบื้องล่าง,
นันทิของท่านไม่มี,
ท่านประกาศธรรมในลักษณะนับถือสีหนาท,
ท่านเป็นผู้รู้ในโลก อย่างไม่มีผู้รู้อื่นยิ่งกว่า, ดังนี้แล.
สมการความสุขของพระอจ.เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ Y=1/X
ตอนนี้โยมใช้การเสพ เจริญ และทำให้มากซึ่งธรรมะ ทำให้วันทั้งวันจิตเป็นกุศลเพราะคิดแต่เรื่องธรรมะ ถึงแม้จะพบกับความขัดเคืองจากการทำงานบ้าง ก็ระงับไปได้เร็วขึ้นกว่าเดิม อาศัยการแผ่เมตตาด้วยค่ะ ยิ่งเจอคนมากเท่าไหร่(เวลาทำงาน) ก็มีโอกาสได้แผ่เมตตามากเท่านั้น โยมใช้ความรู้สึกนิ่งๆ ที่เกิดจากการภาวนาพุทโธเป็นอารมณ์ในการเจริญเมตตาภาวนาค่ะ ถูกต้องไหมคะ รู้สึกว่าอารมณ์ตรงนั้นมันอ่อนโยนดี(คือ โยมไม่ทราบว่าจะใช้คำอธิบายอารมณ์นั้นยังไง ) แต่ก็ยังต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกมากค่ะ บางครั้งยังถูกกิเลสเล่นงานอยู่เนืองๆ
กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ
They boldly sound their lion’s roar:
ท่านประกาศธรรมในลักษณะนับถือสีหนาท,
พระอาจารย์ครับ ข้างบนแปลว่า”นับถือ” หรือ “บันลือ” สีหนาท
กันแน่ครับ(มีพิมพ์ผิดในวรรค2อีกนิดนึงครับ)
โอ้ขอบใจมาก แก้ไขแล้ว
ไม่เคยเชื่อ 100%เลยว่าพระพุทธเจ้ามีจริง เพราะเชื่อตามแบบคนพุทธ+ฮินดู แต่หลังจากเจอกัลยาณมิตรแนะนำให้ฟังเทปธรรมะของพระอาจารย์คึกฤทธิ์วัดนาป่าพงษ์ และได้ยินชื่อของพระอาจารย์ไพบูลย์จากเทปเป็นครั้งแรก และฟังทาง 106 ตั้งแต่ปีใหม่2510 เป็นต้นมา นับว่าเปลี่ยนความคิดของโยมจนหมดสิ้นหันมาทางพุทธแท้โดยไปวัดนาป่าพงษ์ทุกวันหยุดต้นเดือนๆละครั้ง แต่ไม่ได้ว่าพระอาจารย์ท่านอื่นสอนไม่ดีนะคะ แต่โยมจะฟังเฉพาะพุทธวัจนะเท่านั้น หวังว่าคงจะมีโอกาสมากราบมนัสการพระอาจารย์สะอาด และพระอาจารย์ไพบูลย์ที่วัดดอนหายโศกค่ะ
สาธุๆ การที่คุณเพชรสุดามั่นใจอย่างนี้แสดงว่าได้เห็นเครื่องยืนยันอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 อย่าง หรือ 1 ใน 9 อย่าง (อีกนัยหนึ่ง), พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าพึ่งเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็น พระพุทธเจ้า จริง อย่าพึ่งเชื่อว่าคำสอนที่ดีนั้นดีจริง อย่าพึ่งเชื่อว่า คนที่ทำตามแล้วจะเป็นคนดีขึ้นมาได้มีจริงๆ จนกว่าจะได้เห็นเครืองยืนยัน 4 อย่าง หรือเครื่องยืนยันอีก 9 อย่างนี้ด้วยตนเองก่อน จึงค่อยเชื่อ ตอนแรกอาตมาก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าธรรมจะดีจริงๆ หรือมีค่ามากเท่านี้ จนกระทั้งมาเห็นด้วยตนเอง. สี่อย่าง และ เก้าอย่างคืออะไร จะอธิบายให้ฟังในรายการวิทยุน่ะ
อ่านทั้งหมด แล้วย้อนมาอ่าน ตรงที่ว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านมีความสุขหน่อ …. รู้สึกว่าสุขของท่านเป็นสุขจากความหมดจด สุขจากความว่าง ยังไงไม่รู้คะ…ไม่เหมือนเราที่สุกๆดิบๆสุกแบบมีได้มีเสีย
Y = 1/x : Y = happiness (ความสุข) ; x = defilement (กิเลส)
ถ้า x มาก Y ก็จะน้อย
ถ้า x ยิ่งมาก Y ก็จะยิ่งน้อยมากๆ
ถ้า x น้อย Y ก็จะมาก
ถ้า x ยิ่งน้อยๆ Y ก็จะยิ่งมากๆๆ
ถ้า x ย่ิงน้อยเข้าใกล้ 0; Y ก็จะมากๆเป็นอนันต์
ถ้า x = 0; Y ก็ไม่มีนิยาม ===> พระอรหันต์ไม่มีกิเลส จึงไม่เข้าถึงซึ่งการนับว่าเป็นอะไร
เหนือคำบรรยายค่ะ