สิ่ง 4 อย่างนี้ ไม่ควรดูหมิ่นว่าเล็ก (English move below)
- กษัตริย ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์ (มีอายุน้อย)
- งู ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังตัวเล็ก
- ไฟ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่า กองเล็ก
- พระภิกษุ/สามเณร ไม่ควรดูหมิ่นว่ายัง หนุ่ม (พึ่งบวช)
- เพราะกษัตริย์ถึงแม้จะอายุน้อยแต่ก็มีอำนาจลงอาชญาได้,
- งูบางชนิดตัวเล็กแต่พิษร้ายทำให้ถึงตายได้,
- ไฟกองเล็กๆก็สามารถกินเชื้อมากเป็นไฟกองใหญ่ได้,
- พระหรือสามเณรตัวเล็กหรือพึ่งบวชก็อาจเป็นผู้ที่สิ้นราคะโทสะโมหะหมดแล้ว (เป็นพระอรหันต์) ก็ได้
ข้อความนี้ พระพุทธเจ้า ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลที่คิดว่า พระพุทธเจ้า ยังหนุ่มแล้วทำไม่ยังมาปฏิญญาตัวว่า เป็น อรหัตตสัมมาสัมพุทธะ
===== update 17 July 2010 =======
บทความข้างต้นนี้คือที่เขียนลง นิตยสาร siam chilli kids นิตยสารรายเดือนของเด็ก (เดี๋ยวนี้เด็กๆ เขาก็สนใจพุทธวัจนะน่ะ)
==========================
สำหรับผู้ใหญ่ อ่านภาษาอังกฤษ ก็ได้ดังนี้
“There are these four things, that shouldn’t be despised & disparaged for being young. Which four?
You shouldn’t look down on
— for being young —
a noble warrior of consummate birth,
a high-born prince of great status.
A person shouldn’t disparage him.
For it’s possible
that this lord of human beings,
this noble warrior,
will gain the throne
and, angered at that disparagement,
come down harshly
with his royal might.
So, guarding your life,
avoid him.
You shouldn’t look down on
— for being young —
a serpent you meet
in village or wilderness:
A person shouldn’t disparage it.
As that potent snake slithers along
with vibrant colors,
it may someday burn the fool,
whether woman or man.
So, guarding your life,
avoid it.
You shouldn’t look down on
— for being young —
a blaze that feeds on many things,
a flame with its blackened trail:
A person shouldn’t disparage it.
For if it gains sustenance,
becoming a great mass of flame,
it may someday burn the fool,
whether woman or man.
So, guarding your life,
avoid it.
When a fire burns down a forest
— that flame with its blackened trail —
the shoots there
take birth once more
with the passage of days & nights.
But if a monk,
his virtue consummate,
burns you with his potency,
you won’t acquire sons or cattle
nor will your heirs enjoy wealth.
They become barren,
heir-less,
like palm tree stumps.
So a person who’s wise,
out of regard for his own good,
should always show due respect
for a serpent,
a fire,
a noble warrior with high status,
& a monk, his virtue consummate.
![]()
รุ่งนึกถึงพระสูตรที่บอกว่าฝั่งนี้อันตรายจะต้องนำไม้และเชือกมาต่อเป็นแพเพื่อข้ามน้ำ และเมื่อขึ้นฝั่งแล้วเราก็คงไม่มีใครแบกแพไปด้วย หมายถึงแม้แต่พุทธวจนเราก็ต้องวางเมื่อถึงวิมุตติแล้ว ถูกต้องหรือไม่ค่ะ
สาธุ ขอบพระคุณค่ะ
สาธุ กราบนมัสการขอบพระคุณในความในความกระจ่าง
ท่านต่ายคะ
เคยได้ยินว่าท่านค้นพบประเด็นความหิวของพระเป็นอาพาทชนิดหนึ่ง เป็นพุทธวจนด้วย กราบนมัสการขอความกระจ่างอีกสักครั้งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
หน้า 1352 อปลาย บรรทัดที่ 10 จากบนสุด
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525
เอา ก. ยึด เช่น เอาไว้อยู่ ….
ยึด ก. ถือเอาไว้ เหนี่ยว รั้ง.
ดีแล้วๆ เป็นโสดาบัน
อย่าพึ่งตาย ถ้ายังไม่ได้เป็นโสดาบัน ดีแล้วๆ
อรรถตรงกันก็ใช้ได้แล้วล่ะ
บทพยัญชนะจะต่างกันบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก
เรื่องบทพยัญชนะเนี่ยประเด็นมันอยู่ที่คำว่า “ยึด” กับ “เป็นที่พึ่ง” (ไม่ใช่คำว่า”เอา”)
ลองดูคู่เปรียบเทียบระหว่างคำเหล่านี้
“ราคะ” vs “ฉันทะ”
“อยาก” vs “ต้องการ”
“ไม่รับผิดชอบ” vs “ปล่อยวาง”
“ยึด” vs “เป็นที่พึ่ง”
“กิน” vs “ฉัน”
“ปัญหา” vs “ความท้าทาย”
บางครั้งใกล้เคียงกันมาก เป็นเรืองของจิตนั่นแหล่ะ จะอธิบายให้มากขึ้นทางรายการวิทยู 106 เวลา 0500 น. น่ะ
“เป็นที่พึ่ง” หมายความว่า
เมื่อเราตกอยู่ในปัญหา หรือ มีความสงสัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ลองถามตัวเองว่า “ถ้า พระพุทธเจ้า อยู่ในสถานการณ์อย่างเราตอนนี้ ท่านจะทำอย่างไร?” หรือ “พระธรรมจะแน่ะนำเราอย่างไร ในสถานการณ์เช่นนี้?” หรือ “เหล่าพระอริยะเจ้าทั้งหลายถ้าตกอยู่ในสถานการณ์อย่างเราตอนนี้ ท่านจะทำอย่างไร?”
ขอโอกาสค่ะ
ในประเด็น”ยึด” กับ “เอา”เป็นที่พึ่ง
โดยนัยของคำำในเครื่องหมายคำพูดโยมว่าไม่แตกต่างกันเลย เฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติยิ่งแยกกันยากมากนะคะ อย่างไรเสียโยมก็คิดว่าเป็นการกระทำที่เป็นสัมมาทิฎฐิ ธรรมฝ่ายดี ไม่เสียหายอะไร ไม่ว่าจะเอาพุทธวจนเป็นที่พึ่งหรือยึดพุทธวจน ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่ขัดขวางต่อการบรรลุโสดาบันในชาตินี้ตามที่ได้ตั้งเป้าไว้ไม่ใช่หรือคะ
ความเห็นโยมเป็นเช่นนี้ ไม่ทราบว่าภันเตมีข้อแนะนำอย่างไรบ้างคะ
พระพุทธเจ้า เป็นผู้ฉลาดในการกำหนดบทพยัญชนะมาก
“ยึดธรรม” “ยึดธรรม” ไม่ถูก พระพุทธเจ้า ไม่เคยพูดเลย
มีครูบาอาจารย์เคยบอกว่า “ถึงแม้ว่าความคิดเราจะถูกแค่ไหนก็ตาม เมื่อเข้าในความคิดนั้น ก็ผิดทันที”
พระพุทธเจ้า ไม่ให้ยึดธรรม ไม่ให้ยึดพุทธวัจน แต่ให้ เอา “เป็นที่พึง”
ถ้ายึดธรรม ยึดพุทธวัจน ก็จะมีการแบ่งเป็นพวก เป็นนิกาย นี่พวกฉัน นี่พวกเธอ อาจารย์ฉันเป็นอย่างนี้ ฯลฯ ==> เพราะยึดทั้งนั้น ก็จะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ด่ากัน ถึงกับเลยเถิดให้ผิดศีล, ออกจากมรรคไปก็เคยเห็นกันมาแล้ว ที่ใส่ไฟ ใส่ความกันอยู่ใน internet ปาวๆ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องธรรม เพราะการยึดธรรม มิใช่เหรอ
พระพุทธเจ้า จึงให้บทพยัญชนะว่า “เอาธรรมเป็นที่พึง” เมื่อ “เอาเป็นที่พึง” แต่ไม่ยึด ก็จะทำอะไรที่เป็นแนวธรรม ไม่ผิดศีล ไม่ด่ากัน อะไรที่ทำแล้วสามัคคีกันเราก็ทำ อะไรที่ผิดศีลเราก็ไม่ธรรม, ธรรมอะไรที่ควรล่ะ เราก็ล่ะ ธรรมอะไรที่ควรทำให้มาก เราก็ทำให้มาก ธรรมอะไรที่ควรทำให้แจ้งเราก็ทำให้แจ้ง เพราะมีธรรมเป็นที่พึง.
เพราะฉะนั้น อย่ายึดธรรม อย่ายึดพุทธวัจน อย่ายึดครูบาอาจารย์
ให้เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึง
ให้เอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง
ให้เอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
สาธุฯ
กราบนมัสการภันเตไพบูลย์
จากคำตอบ# 3 ที่ท่านภันเตได้ตอบคุณNOINAPP โยมเข้าใจเป็นอย่างดี แต่ติดตรงย่อหน้าสุดท้าย ที่ท่านภันเตกล่าวว่า ‘อย่ายึดติดพุทธวัจนะ แม้ธรรมก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น’ โยมมีความเห็นว่าคำกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับคนที่ฟังว่าอยู่ในฐานะใด? หากเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่กำลังศึกษาธรรมหรือเป็นพระเสขะ ก็คงจำเป็นต้องยึดพระธรรมไว้เป็นที่พึ่งก่อน แต่ถ้าถึงฝั่งเรียบร้อยแล้วอย่างพระอเสขะ ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องยึดอะไรอีก เพราะเรือหรือแพที่ท่านต้องใช้เพื่อข้ามฝั่งไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป…..ความเห็นโยมเป็นเช่นนี้ ไม่ทราบว่าภันเต
กราบนมัสการพระอจ.ไพบูลย์เจ้าคะ โยมชอบพระสูตรนี้เหมือนกัน ก็เลยถื่อโอกาส ยกพระสูตรที่เป็นภาษาอังกฤษมาเผื่อญาติโยมที่สนใจด้วยเจ้าค่ะ
“There are these four things, that shouldn’t be despised & disparaged for being young. Which four?
You shouldn’t look down on
— for being young —
a noble warrior of consummate birth,
a high-born prince of great status.
A person shouldn’t disparage him.
For it’s possible
that this lord of human beings,
this noble warrior,
will gain the throne
and, angered at that disparagement,
come down harshly
with his royal might.
So, guarding your life,
avoid him.
You shouldn’t look down on
— for being young —
a serpent you meet
in village or wilderness:
A person shouldn’t disparage it.
As that potent snake slithers along
with vibrant colors,
it may someday burn the fool,
whether woman or man.
So, guarding your life,
avoid it.
You shouldn’t look down on
— for being young —
a blaze that feeds on many things,
a flame with its blackened trail:
A person shouldn’t disparage it.
For if it gains sustenance,
becoming a great mass of flame,
it may someday burn the fool,
whether woman or man.
So, guarding your life,
avoid it.
When a fire burns down a forest
— that flame with its blackened trail —
the shoots there
take birth once more
with the passage of days & nights.
But if a monk,
his virtue consummate,
burns you with his potency,
you won’t acquire sons or cattle
nor will your heirs enjoy wealth.
They become barren,
heir-less,
like palm tree stumps.
So a person who’s wise,
out of regard for his own good,
should always show due respect
for a serpent,
a fire,
a noble warrior with high status,
& a monk, his virtue consummate.
จะขอเอาไป modify ใน post นี้เลยน่ะ ทำหน้าที่ลูกศิษย์อย่างดีในข้อที่ว่า “ศืกษาศิลปวิทยาอย่างดี(โดยเคารพ)”
นมัสการขอบพระคุณค่ะ
หลายสิ่งที่ท่านกล่าวมาโยมสามารถทำได้ อาจจะได้ฝึกจิตมาบ้าง แต่เนื่องจากโยมยังเป็นผู้มีธุลีในดวงตาอยู่ บางอย่างก็เนียนจนเป็นความรู้สึกเดียวกันไปโดยไม่รู้ตัว อย่างเช่นการยึดติด เนื่องจากโยมได้พบกับพระผู้ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนของพระตถาคตแบบ pureๆ อย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน เลยทุ่มไปหมดทั้งใจ กลายเป็นการยึดติดอย่างที่ท่านว่า เพราะสับสนกับการปฎิบัติตัวเป็นพุทธมามกมานานมาก เจอหลายมาตรฐาน รู้สึกง่อนแง่น คลอนแคลนในบทบาทชาวพุทธของตัวเองอยู่พักใหญ่ หลังจากการไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย จึงมาตั้งตนเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใหม่ โชคดีได้พบกับพุทธวจนโดยพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โยมเลยรู้สึกเหมือนถูก
คลื่นธรรม(พุทธวจน)ถาโถมเข้าใส่แบบตั้งตัวไม่ติด ท่านคงนึกออกนะคะคนที่กำลังอินมากๆจากสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้หันหลังให้วัดมาตลอด
วันนี้เป็นบุญที่ได้ท่านชี้แนะ ตาสว่างขึ้นมากค่ะ
กราบนมัสการขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ
โยมยังคอยฟังรายการศันสนีย์สนทนาช่วง”เปิดธรรมที่ถูกปิด”ของท่านอยู่ทุกเช้าค่ะ
ยังไม่ได้รับ 108 ตถาคตภาษิตเลยอ่ะค่ะ ที่อยู่ส่งไปให้นานแล้ว
กราบนมัสการครับ
ผมเองพึ่งหัดทำเว็บครับ ตอนนี้ก็กำลังทำ http://ธรรมะ.นะครับ.com ยังไม่ค่อยมีเนื้อหาครับ ถ้าผมจะขออนุญาตคัดลอกเรื่องและบทความต่างๆไปลงที่ ธรรมะ.นะครับ.com บ้างท่านจะอนุญาตไหม ครับ
กราบขอบพระคุณครับ
http://ธรรมะ.นะครับ.com
ธรรมจาก พระพุทธเจ้า ก็ไม่มี License อยู่แล้ว เชิญนำไปใช้ได้ ทั้งทาง website และทางปฏิบัติทางจิตของตัวเอง ขอให้คงความถูกต้องของข้อมูลไว้ก็พอ
กราบนมัสการค่ะท่านต่าย
แล้วถ้าพระแท้กลุ่มเล็กๆที่เพียรพยายามศึกษา บอกสอน ถ่ายทอด และปฎิบัติตามพุทธวจนธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ แก่พุทธบริาษัทล่ะคะ จะดูหมิ่นได้มั้ยคะเพราะดูเหมือนอุปสรรคจะมากมายเหลือเกิน ยังไงโยมก็หวังจะเห็นชวพุทธทั้งหลายศึกษา ถ่ายทอดและปฎิบัติตามพุทธวจน จนอรรถกถาหมดไปในที่สุดเจ้าค่ะ จากแฟนพันธุ์แท้
พุทธวจน(ฮาร์ดคอร์)
โธ่เอ๋ย !!! ขนาด พระพุทธเจ้า ยังมีคนดูหมิ่นเลย, ขนาดคนนั่งเฉย ยังมีคนดูหมิ่นเลย พระพุทธเจ้า ตรัสว่า “คนย่อมนินทาแม้ผู้นั่งนิ่ง แม้ผู้พูดมาก แม้ผู้พูดพอประมาณ บุคคลที่ถูกสรรเสริญหรือนินทาโดยส่วนเดียวไม่เคยมีแล้ว ในกาลข้างหน้าก็จักไม่มี ปัจจุบันก็ไม่มี”
หน้าที่ของเราก็คือ “รักษาผู้อื่นด้วยการอดทน ด้วยการไม่เบียดเบียน ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู”
“เพราะถ้ามีคนกล่าวติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียนสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่พึง
ทำความอาฆาต เกลียดชัง เจ็บใจ ในชนเหล่านั้น” เพราะเธอจะไม่รู้เลยว่า วาจาของเขาเป็นสุภาษิต หรือ ทุภาษิต
และถ้าเขามาชื่นชมว่าทำดีก็อย่า “ทำความพลิดเพลิน ยินดีมีความตื่นเต้นแห่งใจ” น่ะ
คุณ Noinapp รู้ไหมว่า พระพุทธเจ้า ไม่ได้ ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้คนมานับถือ หรือเพื่อหาบริวาร หรือเพื่อล้มล้างลัทธิอื่นให้สิ้นไปน่ะ แต่เพื่อดับทุกข์สนิท
อุปสรรคเหรอ? ให้คิดอย่างนี้ว่า ตอนแรกที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้วใหม่น่ะ จะหาคนมาสอนธรรมะ ก็ไม่ได้ ตายไปซะก่อน (อาฬาร/อุทก) สุดท้าย หาได้จริงๆ แค่ 5 คน แถมยังต้องพูดปากเปียกปากแฉะอยู่ตั้งหลายวัน กว่าจะเข้าใจ (เป็นโสดาบัน)
แต่ตอนนี้มันอะไร มีคนเข้าวัดนาป่าพง เป็นหลายร้อยหลายพัน มีคนมาหลีกเร้นปฏิบ้ติที่วัดป่าดอนหายโศกแต่ละคอร์สเกือบร้อย
อรรถกถาหมดไม่ได้หรอก เพราะเราก็เป็นหนึ่งในอรรถกถาจารย์องค์หนึ่งเหมือนกัน หน้าที่ของ พระก็คือว่า 1 ให้ได้ฟังส่ิงที่ไม่เคยได้ฟัง (คือถ้ายังไม่เคยฟังพุทธวัจนะก็จะให้ฟัง) และ 2 ทำสิ่งที่ได้ฟังให้แจ่มแจ้ง (คืออธิบายให้ฟังถ้าไม่เข้าใจ)
ให้สบายใจเถอะ อย่ายึดติดครูบาอาจารย์ อย่ายึดติดพุทธวัจนะ แม้ธรรมก็เป็นส่ิงที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, ความอ่อนแอความท้อแท้เป็นธรรมที่ควรละ ความเพียร ความตั่งใจมั่น ความไม่ถอกหลังเป็นธรรที่ควรทำให้เจริญ
ปล. ความไม่ถอยหลังคือ ไม่สำเร็จไม่เลิกกลางคัน
กราบนมัสการท่านภันเตค่ะ
โยมเห็นด้วยจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะหัวข้อที่ 4 เพราะตอนนี้โยมได้พบเจอภิกษุหลายรูปที่ท่านบวชได้ยังไม่นานเท่าไร และยังหนุ่มอยู่ แต่ท่านเป็นสมณะแท้เจ้าค่ะ ^^