ถ้าคุณรู้สึกอาฆาต ไม่พอใจ ผูกเวร กับผู้ใด แต่ไม่ต้องการทำเช่นนั้น และต้องการที่จะละ แต่ยังละ ไม่ได้
ก็เพราะจิตยังไม่มีบริขาร ยังไม่มีเครื่องช่วยล่ะ 5 อย่างนี้
บริขารของจิต เพื่อความไม่มีเวร ไม่เบียดเบียน
มาณพ ! ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.
มาณพ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ …
- เป็นผู้พูดจริง …
- เป็นผู้มีความเพียร …
- เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ …
- เป็นผู้มากด้วยการสาธยาย (มนต์) …
- เป็นผู้มากด้วยการบริจาค …
เธอรู้สึกว่า
- “เราเป็นผู้พูดจริง …
- “เราเป็นผู้มีความเพียร …
- “เราเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ …
- “เราเป็นผู้มากด้วยการสาธยาย (มนต์) …
- “เราเป็นผู้มากด้วยการบริจาค …
“… ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม” ดังนี้ ความปราโมทย์อันประกอบด้วยกุศลนี้ เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.
ธรรม ๕ ประการ นี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศลนี้รากล่าวว่าเป็นบริขารของจิตเพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.
– ม. มู. ๑๓/๕๐๐/๗๒๘
ปล. แล้วถ้า คนอื่นมาผูกเวรกับเรา เราจะแก้อย่างไร? โอ้อันนี้เรื่องสำคัญเหมือนกัน ต้องติดตามตอนต่อไป หรือมีความเห็นอย่างไร ก็ใส่ไว้ได้ในช่อง comment
สิ่งนี้ทีเดียวเจ้าค่ะ ที่โยมยังขาดไปจริงๆ คือการรับ คิดว่าตัวเองสุขอยู่คนเดียวที่เป็นผู้ให้ แต่ลืมคิดไปว่า ผู้อื่นก็คงสุขเหมือนกันเมื่อให้แล้วเรารับ คือไม่ถูกปฏิเสธ สาธุค่ะพระอจ.
กราบนมัสการพระอจ.ไพบูลย์ค่ะ โยมกำลังติดตามตอนต่อไปค่ะ ว่าถ้าคนอื่นมาผูกเวรกับเรา ทั้งๆที่เราก็พยายามสำรวมระวังกาย วาจา ใจ เมตตา ไม่เบียดเบียน รักใคร่เอ็นดูแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรา สุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่กับกาย อยู่กับลมใช่ไหมคะ บางทีก็คิดโทษตัวเองนะคะว่า เรากลายเป็น’นันทิ’ของเขาหรือเปล่า ขอความเมตตาพระอจ.ช่วยให้ธรรมะชี้แนะด้วยนะคะ กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง
1) ทำจิตอย่างนั้นถูกต้องแล้ว ทำได้อย่างนี้ดีมาก ไม่ใช่ว่าทำได้ง่ายๆ แสดงว่าจิตมีการฝึกมาบ้างดีทีเดียว
2) อย่าเอากรรมของเขามาเป็นกรรมของเรา ถ้าเขามีนันทีนั่นเป็นกรรมของเขา การที่เราคิดว่าเราไม่ดี เป็นมานะของเรา อย่าสร้างกรรมแบบนั้น อันนี้เป็น pattern ในชีวิตที่ต้องละให้ได้ ให้แผ่เมตตาให้ตัวเองจะช่วยได้
กราบขอบพระคุณพระอจ.ที่ช่วยชี้แนะเจ้าค่ะ โยมจะจำไว้ว่า”อย่าเอากรรมของเขามาเป็นกรรมของเรา” หน้าที่ของเราก็คือรักษา กาย วาจา ใจ ของเราให้บริสุทธิ์ใช่ไหมคะ แล้วแผ่เมตตาให้ตัวเองและทุกๆชีวิต
กราบขอบพระคุณพระอจ.ด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ
คือเรื่องนี้เราต้องเข้าใจว่า เมื่อ “ตัวเองเป็นภัยกับตัวเอง” (ในกรณีนี้คือคิดไม่ดีกับตัวอง) เราต้องรู้จักแผ่เมตตาให้ตัวเอง หัดเป็นผู้รับบ้าง ให้แล้วก็รับบ้าง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการแผ่เมตตา แต่รวมไปถึงเรื่องอื่นๆด้วย ใครให้อะไรเรามาเราก็รับเสียบ้าง
กราบนมัสการค่ะท่านต่าย
องค์ธรรมข้อที่ 4,5 พอจะเห็นความเชื่อมโยงของการไม่ผูกเวร ไม่เบียดเบียนค่ะ แต่องค์ธรรมข้อที่ 1 – 3 นี่โยมคิดไม่ออกว่าจะเชื่อมโยงได้อย่างไร ขอความเมตตาท่านให้คามกระจ่างด้วยค่ัะ นมัสการขอบพระคุณค่ะ
Keywords ของเรื่องนี้คือตรงนี้ว่า “ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม” นี่แหล่ะ
พูดจริง, มีเพียร, ไม่เสพกาม จะได้ความรู้/ความปราโมทย์นี้แน่นอน
เมื่อ “ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม” เป็นเหตุ ก็จะเกิดผล เป็นบริขารของจิต