อนัตตาแล้วไงต่อ?

อนัตตา เป็นคำที่ไม่ได้มีใช้มาสมัยก่อนพระพุทธเจ้าดังนั้น การอธิบายคำว่า “อนัตตา” พระพุทธเจ้าจึงต้องใช้การอธิบายอ้างอิงกับคำเดิม ที่มีใช้อยู่ในยุคนั้น นั่นคือคำว่า “อนิจจัง” และ “ทุกข์” ว่า

ส่ิงใดไม่เที่ยง (คือมีการเปลี่ยนแปลงได้) สิ่งนั้นเป็นทุกข์

ทำไมส่ิงที่ไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์? ทุกข์ นี้ไม่ใช้ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ แต่เป็น เพราะว่ามันทนอยู่ไม่ได้ ยึดเอาแน่เอานอนไม่ได้ นี่คือทุกข์

สิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นั่นแหล่ะ เป็น “อนัตตา”

มีสิ่งใดบ้างที่เป็นอนัตตา?

สัพเพธัมมาอนัตตา

ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คือธรรมทั้งหลายฝ่ายสมมุติ (สังขตธรรม) ได้แก่ รูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ ก็คือ ขันธ์ห้าทั้งหมด ก็คือ ร่างกายเรา บ้านเรา รถเรา เพื่อเรา ความคิดเรา ความเห็นเรา ตัวเรา จิตของเรา ทั้งหมดเป็นอนัตตา

ดังนั้น คำว่า “อนัตตา” เป็นเพียง “คุณสมบัติ” ของสิ่งต่างๆ เช่น “นายสมชาย มีผิวขาว รูปร่างสันทัด จบการศีกษาชั้นปริญญาตรี เป็นอนัตตา มีความเชียวชาญในการพูด” เป็นต้น

ส่ิงที่เป็นอนัตตา เราจะต้องมีความเห็นว่า

  1. นั่นไช่เรา
  2. นั่นไม่ใช่เป็นเรา
  3. นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

เห็นได้อย่างนี้ เรียกว่า “ไม่เพลิน” เป็นผู้มีสติ

Article written by Abhiboono Bhikku

A monk living in secluded place of a forest monastery in N.E. of Thailand. What I twit ? Fact of life in both English และ ไทย Pure Dhamma : ธรรมะล้วนๆ

6 responses to “อนัตตาแล้วไงต่อ?”

  1. lux anatta

    สาธุธรรมค่ะ (-/\-)

  2. อุมาพร

    กราบนมัสการพระอาจารย์ไพบูลย์

    การศึกษาให้เข้าใจในพุทธวัจน ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำไปปฎิบัติให้เกิดมรรคผล

    อย่างไรก็ตาม การได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าดอนหายโศก และได้มาพบกับพระอาจารย์ และหลวงพ่อ ดร.สะอาด รู้สึกเป็นโชคดีที่สุด เพราะได้รับการชี้แนะ ให้ความกระจ่าง และให้แนวทางในการศึกษาธรรมะต่อไป

    อุมาพร

    1. Abhiboono Bhikku

      การศึกษาพุทธวัจนะ ไม่ยากหรอก แค่ให้ละเอียดรอบคอบ และ มีสมาธิ จึงจะเข้าใจได้ ของดีซิ ต้องสมราคา
      การหลีกเร้น ที่วัดป่าดอนหายโศก เราเน้นให้ทำการ “ศึกษาด้วยการปฏิบัติ” ศึกษาไปด้วย ทำจิตให้เป็นสมาธิไปด้วย ไม่ห่างจาก พระพุทธเจ้า แน่นอน

      เอวัง สาธุ

  3. Abhiboono Bhikku

    คนที่มีความเห็นว่านิพพานเป็นอนัตตา ก็ถูกของเขาเพราะเขายังยึดขันธ์ห้าโดยความเป็นอนัตตา

    คนที่มีความเห็นว่านิพพานเป็นอัตตา ก็ถูกของเขาเพราะเขายังยึดขันธ์ห้าโดยความเป็นอัตตา

    ต่อเมื่อไม่ยึดขันธ์ทั้งห้าแล้ว ก็จะไม่มีความเห็นว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา เพราะความเป็นตัวตนและขันธ์ห้าทั้งหมดได้ถูกละแล้ว เป็นที่ ดินน้ำไฟลม ไม่หยั่งลงได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่ไม่ปรากฏการเสื่อม ดวงดาวต่างๆ ก็ไม่ส่องแสง แต่ความมืดก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ ไม่สามารถไปถึงได้ด้วยการไป แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดยรอบ

    อัตตา/อน้ตตา เป็น “ความเห็น” ในนิพพานไม่มีความเห็น

    ถ้าจะพูดว่า “ไม่ใช่” อนัตตา/อัตตา ก็จะไม่ค่อยถูกบทพยัญชนะเท่าไหร่ ต้องบอกว่า นิพพาน ไม่มี “ความเห็น”​ว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา คือ ความเห็นที่ว่าอัตตาหรืออนัตตา “ไม่หยั่งลงได้” “ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ในนั้น”<== (พุทธวัจน–คำว่า"ไม่หยั่งลงได้)

  4. นัท

    Wisemen who have reached the altruistic status ( selfless )
    Will be small and lie as low as grass and the earth
    Their minds however are great and pure
    They live an anguished-free life
    Without retributions and endangering no one
    Despite a very small ego
    Their life is very full happy and with substance

    1. Abhiboono Bhikku

      in The Buddha’s Words would be
      “เมื่อใดเห็นด้วยปัญญา ว่าโลกนี้ไม่มีค่าอะไรมากไปกว่าเศษหญ้าเศษ ไม้ เมื่อนั้นเขาย่อมไม่ปรารถนาสิ่งใดๆ นอกจาก “สิ่งที่ไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป” “