สมาธิไม่ใช่ของเอา แต่เป็นของปล่อย เป็นของละเอียด ระงับ ประณีต ปล่อยแล้วจึงได้
- ปล่อย อกุศลธรรม ทั้งหลาย มีจิต วิตกวิจาร(คิด) แต่เรื่องที่เป็นกุศล จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๑
- ปล่อย เรื่องความคิดทั้งหลายแหล่ที่เป็นกุศล ให้คิดเรื่องเดียว จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๒
- ปล่อย ความปีติ ที่ได้จากสมาธิ มีแต่อุเบกขาอย่างเดีย จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๓
- ปล่อย ความสุขที่มีในอุเบกขานั้นซะ จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๔
- ปล่อย รูปทั้งหมด ก็ได้สมาธิในขั้นอรูป ขึ้นไป
หลักการของ พระพุทธเจ้า ก็คือ ย่ิงมีน้อยยิ่งดี
น้อยที่สุดที่ใครๆพึงมีได้ในระบบสังสารวัฎนี้ ก็คือ ๒ ขันธ์ ได้แก่ สังขารและวิญญาณ โดย สัญญา/รูป/เวทนา ดับหมด อันนี้ได้แก่สมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า “สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ” ผู้ที่เข้าสมาธิขั้นนี้ได้ คือ ญาญีภิกษุผู้ฉลาด
กราบขอบพระคุณ หลวงพ่อ ดร. สะอาด และ พระอาจารย์ไพบูลย์ ที่เมตตาค่ะ
ขอกราบขอบพระคุณ พระอาจารย์ไพบูลย์ และขอขอบคุณ คุณศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นอย่างสูง ที่มีความกรุณาให้คำแนะนำเพิ่มเติม ในเรื่องการให้ทาน ทั้ง กาย วาจา ใจ เพื่อช่วยให้อาการป่วยของคุณพ่อดีขึ้น และคุณพ่อตั้งใจว่า บุญกฐินของวัดดอนหายโศก ปีนี้ จะร่วมถวายผ้ากฐินด้วยค่ะ
กราบนมัสการพระอาจารย์ไพบูลย์
ขออนุญาตเล่ายาวนิดหนึ่งนะค่ะ คุณพ่อของดิฉันป่วย อายุ 66 ปี ป่วยเป็นพาร์กินสันมา 5 ปี ได้รับบาดเจ็บจากการหกล้มบ่อยๆ เนื่องจากการทรงตัวไม่ดี (จากโรคที่เป็นอยู่) เพราะท่านไม่ยอมนั่ง wheel chair
คุณแม่ต้องอยู่ดูแล คอยประคองเวลาเดิน แต่ทุกครั้งที่คุณแม่เผลอ ท่านก็หกล้ม ศีรษะแตกบ้าง ข้อศอก+หัวเข่าแตกบ้าง (เคยจ้างคนมาดูแล แต่คุณพ่อไม่พอใจ ก็เลยมีแต่คุณแม่ต้องดูแล ส่วนลูกๆก็ทำงานอยู่ต่างจังหวัด) ตอนนี้ร่างกายคุณพ่อดูทรุดโทรมมาก
ดิฉันกลับไปเยี่ยมท่านทุกๆ เดือน เมื่อกลับบ้าน เห็นสภาพคุณพ่อแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ใจและ สงสารท่านมาก เพราะไม่รู้จะช่วยท่านอย่างไร ตอนนี้ทำได้แค่เพียงทำสมาธิเพียรภาวนาให้ท่านสุขภาพดีขึ้น
คุณพ่อมีจิตกังวลอยู่มาก ต้องทานยาคลายเครียด และยานอนหลับ ยาก็ช่วยได้บ้างเล็กน้อย แต่ดิฉันอยากให้คุณพ่อทำสมาธิเป็น เคยสอนให้ท่านมีสติอยู่กับลมหายใจ และบริกรรมพทโธ ท่านก็ทำไม่ได้ ท่านบอกว่า ภาพในอดีตและ เหตุการณ์ที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ จะวนเวียนเข้ามารบกวนท่านตลอด
ดังนั้นขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ ว่า กรณีคุณพ่อของดิฉัน ควรจะแนะนำวิธีทำสมาธิอย่างไรค่ะ? ใจจริงอยากพาคุณพ่อ ไปที่วัดดอนหายโศก เพื่อกราบหลวงพ่อ ดร. สะอาด และพระอาจารย์ และเรียนการทำสมาธิโดยตรง แต่สุขภาพคุณพ่อแย่มาก เดินทางคงลำบาก จึงขอความเตตาจากพระอาจารย์ ช่วยชี้ทางสว่างให้ด้วยค่ะ
ศิษย์หลีกเร้นรุ่น 15
หลวงพ่อบอกว่า ให้ทำดังนี้ คือ
1 ไม่ต้องบอกว่า ทำสมาธิ แต่ให้บอกแค่ว่า “รู้ลมหายใจอยู่ หรือไม่” ถ้าทราบอยู่ก็สำเร็จประโยชน์แห่งการทำสมาธิ
2 เมื่อมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามา คือคิดเรื่องในอดึต ก็ให้รู้ลมหายใจไว้ ให้บอกว่า “ค่อยๆรู้ลมหายใจ ไม่ต้องทำสมาธิก็ได้ ให้แค่รู้ลมหายใจ”
3 ไม่ต้องพูดคำว่า “สมาธิ”เลย พูดแค่ว่า “ให้รู้ลมหายใจ” เอาไว้ ให้ถามว่า “เห็นลมหายใจตัวเองไหม?”
In one’s life time
If he should have just a little taste of happiness ( peace of mind)
His life will be more orderly steady and clam
He will be able to learn by himself
Thetrue essence of life
And will be able to select high quality happiness
That is ananpana meditation
couldn’t agree more.
กราบนมัสการหลวงพี่ต่าย
ผมขออนุญาตถามข้อสงสัยจากการปฏิบัติ
หลังจากลับจากอุดรมาแล้ว ผมก็ยังคงสงสัยอยู่ กล่าวคือขณะนั่งสมาธิ เมื่อจิตรวมเข้าที่ลมหายใจแล้ว สังเกตุดูจะรู้สึกโล่งเบาสบาย แต่โดยธรรมชาติของจิตก็ยังคงสัดสายไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ได้ต่อยอดความคิด เนื่องจิตไปรู้ทันเสียแล้ว จิตจึงกลับมาที่ดูที่ลมหายใจต่อไป สภาวะนี้พ้นจากขณิกะ เข้าสู่อุปจาระหรือยังครับ
อีกเรื่องหนึ่งผมสงสัยเรื่องการพิจารณาลงไปที่กายแบบที่หลวงพ่อบอกให้พิจารณาว่าร่างกายนี้ถือกำเนิดมา แก่ เจ็บ และ ตายลงไปเป็นของไม่เที่ยง ผมก็จินตนาการเห็นตัวเองตอนเด็ก โต แก่ (จินตการไม่ค่อยถูก เพราะยังไม่เห็น เลยคิดถึงภาพพ่อผมแทน) แล้วก็เห็นตัวเองตอนเจ็บป่วย ตายแล้วมีอาการบวม เน่า สลายจนเหลือแต่กระดูก จากนั้นนำไปเผา จนเหลือแต่เถ้า โปรยขึ้นฟ้าก็หายไป
ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดเอาเอง ภาพชัดบ้างไม่ชัดบ้างสุดแล้วแต่สัญญาจะจำได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมปฏิบัติตรงไหม หากไม่ตรงขอหลวงพี่โปรดแนะนำครับ
สาธุ สาธุ