สมาธิไม่ใช่ของเอา แต่เป็นของปล่อย เป็นของละเอียด ระงับ ประณีต ปล่อยแล้วจึงได้
- ปล่อย อกุศลธรรม ทั้งหลาย มีจิต วิตกวิจาร(คิด) แต่เรื่องที่เป็นกุศล จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๑
- ปล่อย เรื่องความคิดทั้งหลายแหล่ที่เป็นกุศล ให้คิดเรื่องเดียว จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๒
- ปล่อย ความปีติ ที่ได้จากสมาธิ มีแต่อุเบกขาอย่างเดีย จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๓
- ปล่อย ความสุขที่มีในอุเบกขานั้นซะ จึงจะได้ สมาธิระดับที่ ๔
- ปล่อย รูปทั้งหมด ก็ได้สมาธิในขั้นอรูป ขึ้นไป
หลักการของ พระพุทธเจ้า ก็คือ ย่ิงมีน้อยยิ่งดี
น้อยที่สุดที่ใครๆพึงมีได้ในระบบสังสารวัฎนี้ ก็คือ ๒ ขันธ์ ได้แก่ สังขารและวิญญาณ โดย สัญญา/รูป/เวทนา ดับหมด อันนี้ได้แก่สมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า “สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ” ผู้ที่เข้าสมาธิขั้นนี้ได้ คือ ญาญีภิกษุผู้ฉลาด
In one’s life time
If he should have just a little taste of happiness ( peace of mind)
His life will be more orderly steady and clam
He will be able to learn by himself
Thetrue essence of life
And will be able to select high quality happiness
That is ananpana meditation
couldn’t agree more.
กราบนมัสการหลวงพี่ต่าย
ผมขออนุญาตถามข้อสงสัยจากการปฏิบัติ
หลังจากลับจากอุดรมาแล้ว ผมก็ยังคงสงสัยอยู่ กล่าวคือขณะนั่งสมาธิ เมื่อจิตรวมเข้าที่ลมหายใจแล้ว สังเกตุดูจะรู้สึกโล่งเบาสบาย แต่โดยธรรมชาติของจิตก็ยังคงสัดสายไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ได้ต่อยอดความคิด เนื่องจิตไปรู้ทันเสียแล้ว จิตจึงกลับมาที่ดูที่ลมหายใจต่อไป สภาวะนี้พ้นจากขณิกะ เข้าสู่อุปจาระหรือยังครับ
อีกเรื่องหนึ่งผมสงสัยเรื่องการพิจารณาลงไปที่กายแบบที่หลวงพ่อบอกให้พิจารณาว่าร่างกายนี้ถือกำเนิดมา แก่ เจ็บ และ ตายลงไปเป็นของไม่เที่ยง ผมก็จินตนาการเห็นตัวเองตอนเด็ก โต แก่ (จินตการไม่ค่อยถูก เพราะยังไม่เห็น เลยคิดถึงภาพพ่อผมแทน) แล้วก็เห็นตัวเองตอนเจ็บป่วย ตายแล้วมีอาการบวม เน่า สลายจนเหลือแต่กระดูก จากนั้นนำไปเผา จนเหลือแต่เถ้า โปรยขึ้นฟ้าก็หายไป
ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดเอาเอง ภาพชัดบ้างไม่ชัดบ้างสุดแล้วแต่สัญญาจะจำได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมปฏิบัติตรงไหม หากไม่ตรงขอหลวงพี่โปรดแนะนำครับ
สาธุ สาธุ