เมื่อมีเสียงด่าว่านินทาเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าให้เราทั้งหลายพิจารณาดังนี้ว่า
“เสียงด่าว่านี้เกิดขี้นแล้วแก่เรา แต่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา”
เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ “เสียงด่าว่านินทา” นั้นก็ไม่ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่
เมื่อนินทาไม่ครอบงำจิต เรากก็ไม่ยินร้ายในเสียงด่าว่านินทานั้น
เมื่อมีเสียงสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เราพระพุทธเจ้าให้เราทั้งหลายพิจารณาดังนี้ว่า
“เสียงสรรเสริญนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา”
เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ “เสียงสรรเสริญ” นั้นก็ไม่ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่
เมื่อสรรเสริญไม่ครอบงำจิต เราก็ไม่ยินดีในเสียงสรรเสริญนั้น
ถ้าท่านไม่ต้องการยินร้ายใน “ความเสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, ทุกข์” ก็อย่าให้มันมาครอบงำจิตของเราอยู่ได้ โดยพิจารณา “อนิจจสัญญา” ในตัวของมัน
ถ้าท่านไม่ต้องการยินดีใน “ลาภ, ยศ, สุข” ก็อย่าให้มันมาครอบงำจิตของเราอยู่ได้ โดยพิจารณา “อนิจจสัญญา” ในตัวของมัน
มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ แปดอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ ไม่
ยั่งยืนมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
ผู้มีปัญญา มีสติ รู้ความข้อนี้แล้ว ย่อมเพ่งอยู่ในความ แปรปรวนเป็นธรรมดาของโลกธรรมนั้น.
อฏฺฐก.อํ.๒๓/๑๕๙/๙๖.
Latest Comments