<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
	>
<channel>
	<title>Comments on: No news is good news</title>
	<atom:link href="http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/</link>
	<description>by Abhiboono Bhikku ( อภิปุณโณภิกขุ ) http://puredhamma.com</description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 May 2012 13:15:08 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
	<item>
		<title>By: Abhiboonoo</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/comment-page-1/#comment-30</link>
		<dc:creator>Abhiboonoo</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Oct 2008 23:12:35 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=69#comment-30</guid>
		<description>การตอบคำถามส่วนใหญ่จะใช้เนี้อที่ในส่วน comment แต่ในกรณี คำตอบต้องมีการรายละเอียดและต้องอ้างถึงพุทธวัจนะด้วย จึงจะออกเป็น post ต่อไป โปรดคอยติดตาม</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>การตอบคำถามส่วนใหญ่จะใช้เนี้อที่ในส่วน comment แต่ในกรณี คำตอบต้องมีการรายละเอียดและต้องอ้างถึงพุทธวัจนะด้วย จึงจะออกเป็น post ต่อไป โปรดคอยติดตาม</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ธนารัตน์</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/comment-page-1/#comment-29</link>
		<dc:creator>ธนารัตน์</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Oct 2008 04:43:49 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=69#comment-29</guid>
		<description>สิ่งหนึ่งที่กระผมรู้สึกภูมิใจมาตลอดสิบสามปีที่ถือศีล๕คือการ ...ไม่ตบยุงเลย ผมค้นพบว่าอันที่จริงนั้นเราก็สามารถเลี่ยงได้ครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>สิ่งหนึ่งที่กระผมรู้สึกภูมิใจมาตลอดสิบสามปีที่ถือศีล๕คือการ &#8230;ไม่ตบยุงเลย ผมค้นพบว่าอันที่จริงนั้นเราก็สามารถเลี่ยงได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ธนารัตน์</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/comment-page-1/#comment-28</link>
		<dc:creator>ธนารัตน์</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Oct 2008 04:39:17 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=69#comment-28</guid>
		<description>นมัสการหลวงพี่ครับ...
    ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา กระผมได้กลับไปนั่งคิดพิจารณาสิ่งที่ผมสงสัยต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของ ศีล๕ ดังที่ได้โพสน์ถามหลวงพี่ไว้ครับ จากการพินิจพิเคราะห์โดยอาศัยความรู้เรื่องจิตวิทยาการควบคุมขั้นพื้นฐานทำให้ผมพอจะตอบคำถามของตัวเองได้ แต่ก่อนที่จะเฉลยว่าสิ่งที่ผมเองคิดได้นั้นคืออะไร กระผมขอกล่าวถึงแง่มุมปัญหาที่ผมผมเองสงสัยอยู่ในศีลทุกข้อให้หมดก่อนก็แล้วกันนะครับ เผื่อว่าอาจจะมีคนที่สงสัยอย่างผมอยู่บ้าง นั่นก็คือ
     ศีลข้อ๑...ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว
     ศีลข้อ๒...ข้อนี้ไม่สงสัยครับ
     ศีลข้อ๓...ข้อนี้ก็ไม่สงสัยครับ
     ศีลข้อ๔...ข้อนี้สงสัยค่อนข้างเยอะ ว่าการ&quot;โกหก&quot;ที่ไม่ได้ให้โทษกับใคร จะมีความผิดอย่างไร อย่างเช่น ถ้าอยู่ๆผมพูดว่า โลกของเรามีรูปร่างเป็นหกเหลี่ยม ซึ่งแน่นอนว่าผมโกหกแต่ผมจะผิดอย่างไร ในเมื่อผมก็ได้ยินอยู่คนเดียว หรืออีกกรณีซึ่งจะถูกถามกันเยอะว่าเช่นบางทีเราโกหกพ่อแม่ เพื่อให้ท่านสบายใจ เราผิดด้วยหรือ เรื่องเหล่านี้ผมไม่เข้าใจเลยครับ คือผิดก็ผิดครับ แต่แค่อยากทราบเหตุผลว่ามันผิดเพราะอะไร
     ศีลข้อ๕...ข้อนี้ก็สงสัยครับ พอดีตัวกระผมเองนั้น พอที่จะเคยทานแอลกอฮอล์มาบ้าง แต่โดยปกติแล้วก็ไม่ทานนะครับ เข้าใจว่าถ้าทานแล้วไปทำผิดเพราะประคองสติไม่อยู่ นั่นผิดแน่นอน แต่ถ้าทานแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร จะผิดได้อย่างไร เช่น ตอนที่พิมพ์อยู่นี้ ผมอาจจะจิบนิดหน่อย มันก็ไม่น่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ใครไม่ใช่หรือครับ แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร
     ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นเป็นความสงสัยที่พยายามจะรักษาศีล๕ ให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อวานในขณะที่ผมกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากเพิ่งเสร็จจากคุยงานกับลูกค้า ก็ฉุกคิดเรื่องเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งว่า....
   ...หรือแท้จริงแล้วศีล๕ หรือหลักพระธรรมคำสอนอื่นๆนั้น ไม่ใช่เป็นกฏหรือระเบียบใดๆที่จะมาบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก
  ...แต่เป็นเพียงกุศโลบายอันแยบยลขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกันอย่างถ่องแท้ได้ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ซึ่งท่านรู้ว่าเรื่องต่างๆที่เตือนนั้น ไม่ว่าจะเรื่องการเข่นฆ่า  เรื่องการขโมย  เรื่องการประพฤติผิดในกาม  เรื่องการโกหก  เรื่องการดื่มเครื่องดองของเมานั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ถ้ามนุษย์ได้เข้าไปข้องแวะแล้ว มีโอกาสที่จะไปรุกร้ำ เบียดเบียนและทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้ง่าย
  ...ซึ่งคงจะคล้ายกับลักษณะความเชื่อต่างๆของไทยนั่นเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้นั้นไม่สามารถเตือนกันได้ในขณะที่ทำ เพราะในบางครั้งผลของมันจะแสดงออกหลังจากนั้น เช่น กินเหล้าเฉยๆนั้นคงไม่ผิด แต่จะมีซักกี่คนที่กินแล้วไม่ติดและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ท่านทราบดีว่าคนส่วนใหญ่จะหลงไปกับอานุภาพของมันจึงได้เตือนไว้ตั้งแต่ต้น และดึงเอาเรื่องของบาปบุญมาเป็นเงื่อนไขให้ระแวงระวัง
   ... ทั้งนี้มันก็เนื่องมาจากพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาของมนุษย์ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่จะต้องมีการ &quot;ให้รางวัล&quot; และ &quot;ลงโทษ&quot; เพื่อสร้างกระบวนการของการเรียนรู้ที่ถูกต้อง
   ...ดังนั้น ศีล๕ หรือหลักธรรมอื่นๆนั้น ไม่ได้เป็นตัวบอกเราว่าทำแล้ว &quot;ผิด&quot; แต่เป็นเพียงสิ่งที่ &quot;เตือน&quot; ให้เราระมัดระวังให้มาก ก่อนที่จะทำเรื่องเหล่านี้ต่างหาก ถ้าตราบใดที่เราประพฤติปฏิบัติอย่างมี &quot;สติ&quot; และวิเคราะห์ด้วย &quot;ปัญญา&quot; แล้วล่ะก็เราก็จะสามารถเลือกทำในบางสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

   ...ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ข้อคิดที่กระผมได้ลองสรุปเอาเอง ด้วยความรู้อันน้อยนิด อาจจะผิดพลาดอย่างไรกระผมยังมิอาจรู้ได้ ขอความกรุณาหลวงพี่ได้โปรดชี้แนะ เพื่อความถูกต้องสืบไปด้วยขอรับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>นมัสการหลวงพี่ครับ&#8230;<br />
    ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา กระผมได้กลับไปนั่งคิดพิจารณาสิ่งที่ผมสงสัยต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของ ศีล๕ ดังที่ได้โพสน์ถามหลวงพี่ไว้ครับ จากการพินิจพิเคราะห์โดยอาศัยความรู้เรื่องจิตวิทยาการควบคุมขั้นพื้นฐานทำให้ผมพอจะตอบคำถามของตัวเองได้ แต่ก่อนที่จะเฉลยว่าสิ่งที่ผมเองคิดได้นั้นคืออะไร กระผมขอกล่าวถึงแง่มุมปัญหาที่ผมผมเองสงสัยอยู่ในศีลทุกข้อให้หมดก่อนก็แล้วกันนะครับ เผื่อว่าอาจจะมีคนที่สงสัยอย่างผมอยู่บ้าง นั่นก็คือ<br />
     ศีลข้อ๑&#8230;ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว<br />
     ศีลข้อ๒&#8230;ข้อนี้ไม่สงสัยครับ<br />
     ศีลข้อ๓&#8230;ข้อนี้ก็ไม่สงสัยครับ<br />
     ศีลข้อ๔&#8230;ข้อนี้สงสัยค่อนข้างเยอะ ว่าการ&#8221;โกหก&#8221;ที่ไม่ได้ให้โทษกับใคร จะมีความผิดอย่างไร อย่างเช่น ถ้าอยู่ๆผมพูดว่า โลกของเรามีรูปร่างเป็นหกเหลี่ยม ซึ่งแน่นอนว่าผมโกหกแต่ผมจะผิดอย่างไร ในเมื่อผมก็ได้ยินอยู่คนเดียว หรืออีกกรณีซึ่งจะถูกถามกันเยอะว่าเช่นบางทีเราโกหกพ่อแม่ เพื่อให้ท่านสบายใจ เราผิดด้วยหรือ เรื่องเหล่านี้ผมไม่เข้าใจเลยครับ คือผิดก็ผิดครับ แต่แค่อยากทราบเหตุผลว่ามันผิดเพราะอะไร<br />
     ศีลข้อ๕&#8230;ข้อนี้ก็สงสัยครับ พอดีตัวกระผมเองนั้น พอที่จะเคยทานแอลกอฮอล์มาบ้าง แต่โดยปกติแล้วก็ไม่ทานนะครับ เข้าใจว่าถ้าทานแล้วไปทำผิดเพราะประคองสติไม่อยู่ นั่นผิดแน่นอน แต่ถ้าทานแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร จะผิดได้อย่างไร เช่น ตอนที่พิมพ์อยู่นี้ ผมอาจจะจิบนิดหน่อย มันก็ไม่น่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ใครไม่ใช่หรือครับ แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร<br />
     ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นเป็นความสงสัยที่พยายามจะรักษาศีล๕ ให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อวานในขณะที่ผมกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากเพิ่งเสร็จจากคุยงานกับลูกค้า ก็ฉุกคิดเรื่องเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งว่า&#8230;.<br />
   &#8230;หรือแท้จริงแล้วศีล๕ หรือหลักพระธรรมคำสอนอื่นๆนั้น ไม่ใช่เป็นกฏหรือระเบียบใดๆที่จะมาบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก<br />
  &#8230;แต่เป็นเพียงกุศโลบายอันแยบยลขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกันอย่างถ่องแท้ได้ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ซึ่งท่านรู้ว่าเรื่องต่างๆที่เตือนนั้น ไม่ว่าจะเรื่องการเข่นฆ่า  เรื่องการขโมย  เรื่องการประพฤติผิดในกาม  เรื่องการโกหก  เรื่องการดื่มเครื่องดองของเมานั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ถ้ามนุษย์ได้เข้าไปข้องแวะแล้ว มีโอกาสที่จะไปรุกร้ำ เบียดเบียนและทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้ง่าย<br />
  &#8230;ซึ่งคงจะคล้ายกับลักษณะความเชื่อต่างๆของไทยนั่นเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้นั้นไม่สามารถเตือนกันได้ในขณะที่ทำ เพราะในบางครั้งผลของมันจะแสดงออกหลังจากนั้น เช่น กินเหล้าเฉยๆนั้นคงไม่ผิด แต่จะมีซักกี่คนที่กินแล้วไม่ติดและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ท่านทราบดีว่าคนส่วนใหญ่จะหลงไปกับอานุภาพของมันจึงได้เตือนไว้ตั้งแต่ต้น และดึงเอาเรื่องของบาปบุญมาเป็นเงื่อนไขให้ระแวงระวัง<br />
   &#8230; ทั้งนี้มันก็เนื่องมาจากพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาของมนุษย์ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่จะต้องมีการ &#8220;ให้รางวัล&#8221; และ &#8220;ลงโทษ&#8221; เพื่อสร้างกระบวนการของการเรียนรู้ที่ถูกต้อง<br />
   &#8230;ดังนั้น ศีล๕ หรือหลักธรรมอื่นๆนั้น ไม่ได้เป็นตัวบอกเราว่าทำแล้ว &#8220;ผิด&#8221; แต่เป็นเพียงสิ่งที่ &#8220;เตือน&#8221; ให้เราระมัดระวังให้มาก ก่อนที่จะทำเรื่องเหล่านี้ต่างหาก ถ้าตราบใดที่เราประพฤติปฏิบัติอย่างมี &#8220;สติ&#8221; และวิเคราะห์ด้วย &#8220;ปัญญา&#8221; แล้วล่ะก็เราก็จะสามารถเลือกทำในบางสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม</p>
<p>   &#8230;ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ข้อคิดที่กระผมได้ลองสรุปเอาเอง ด้วยความรู้อันน้อยนิด อาจจะผิดพลาดอย่างไรกระผมยังมิอาจรู้ได้ ขอความกรุณาหลวงพี่ได้โปรดชี้แนะ เพื่อความถูกต้องสืบไปด้วยขอรับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ธนารัตน์</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/comment-page-1/#comment-27</link>
		<dc:creator>ธนารัตน์</dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Oct 2008 20:31:36 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=69#comment-27</guid>
		<description>นมัสการหลวงพี่ครับ...
   งั้นกระผมขอเริ่มที่ &quot;ศีล๕&quot; ก็แล้วกันนะครับ  กระผมเองนั้นได้พยายามที่จะรักษา ศีล๕ มาโดยตลอดระยะเวลา ๑๔ ปี แต่ด้วยเหตุผลหลายๆประการ จึงไม่สามารถที่จะคงความบริสุทธิ์ของมันไว้ได้เลย (ทั้งนี้ &quot;ความบริสุทธิ์&quot; หมายถึง การปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดและไม่ผิดเลยนะครับ) ทั้งๆที่ก็พยายามอย่างที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้  บ่อยครั้งจึงเกิดความสงสัยว่า...ไอ้การปฏิบัติอย่างนั้นเนี่ย มันสามารถทำได้จริงหรือ? กระผมขออนุญาตไล่ไปทีละข้อก็แล้วกันนะครับ
   เริ่มที่ข้อแรก &quot;ห้ามฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต&quot; ครับ
    ในสมัยเด็กความเข้าใจของผมถูกจำกัดความไว้ด้วยใจความว่า...ห้ามฆ่า ห้ามรังแก ห้ามทำให้เป็นทุกข์  นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้อง  ซึ่งในชีวิตวัยเด็กนั้นค่อนข้างง่ายที่จะทำ(เพราะโลกยังแคบอยู่ เห็นอะไรยังไม่ครบ) แต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มลำบาก เพราะว่าเริ่มเห็นเยอะขึ้น เกิดปัญหามากมายขึ้นในหัว ที่หาคำตอบไม่ได้ ไปถามใครเค้าก็หาว่า กระผมนั้นหัวหมอ มาตั้งแง่กับคำสอนของพระพุทธองค์ ทั้งๆที่ต้องขอเรียนตามตรงว่า...ตัวกระผมนั้นสงสัยจริงๆ และต้องการความกระจ่างเพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง
   หลวงพี่อาจจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมสงสัยนะครับ ผมเลยขออนุญาตยกตัวอย่างครับ เช่น

- การห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้น ถ้าเราฆ่าโดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นบาปหรือไม่ เช่น นอนทับมด เหยียบหอยทาก ฯลฯ
-แล้วสัตว์ที่ว่านั้น ครอบคลุมไปถึงขนาดไหน เพราะโลกเรามีสิ่งมีชีวิตอยู่มากมาย ทั้งที่ตาเรามองเห็นและมองไม่เห็น โดยเฉพาะพวกหลัง เราอาจฆ่าเค้าอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้
-การทำให้เค้าเกิดทุกข์ จะมีผลอย่างไรถ้าในกระบวนการทางชีววิทยาแล้วเค้าไม่สามารถมีความรู้สึกใดๆได้
-ในเมื่อคนก็เป็นสัตว์ชนิดหนึง การที่ทำให้คนเกิดทุกข์ จะผิดศีลข้อนี้หรือไม่ ทั้งโดยตั้งใจหรือบางทีอาจไม่ได้ตั้งใจเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม(เช่น การแข่งขันกีฬา คนที่แพ้ก็เกิดทุกข์)
   เอาเป็นพอสังเขปก็แล้วกันครับ คำถามเหล่านี้มันวนเวียนอยู่ในหัวกระผมตลอดเวลาโดยที่ตัวผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุ และไม่ได้มีเจตนาจะตั้งแง่ใดๆเลย แต่มันจะรู้สึกกังวลทุกครั้ง อย่างเช่น เวลาหุงข้าวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันมีมดอยู่ตรงไหนบ้าง พอตักมากินก็เจอนอนสุกอยู่ในหม้อแล้ว แล้วผมจะเป็นบาปกับการกระทำอันนี้ของผมหรือเปล่า
   กราบรบกวนหลวงพี่ช่วยกรุณาชี้แนะด้วยขอรับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>นมัสการหลวงพี่ครับ&#8230;<br />
   งั้นกระผมขอเริ่มที่ &#8220;ศีล๕&#8221; ก็แล้วกันนะครับ  กระผมเองนั้นได้พยายามที่จะรักษา ศีล๕ มาโดยตลอดระยะเวลา ๑๔ ปี แต่ด้วยเหตุผลหลายๆประการ จึงไม่สามารถที่จะคงความบริสุทธิ์ของมันไว้ได้เลย (ทั้งนี้ &#8220;ความบริสุทธิ์&#8221; หมายถึง การปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดและไม่ผิดเลยนะครับ) ทั้งๆที่ก็พยายามอย่างที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้  บ่อยครั้งจึงเกิดความสงสัยว่า&#8230;ไอ้การปฏิบัติอย่างนั้นเนี่ย มันสามารถทำได้จริงหรือ? กระผมขออนุญาตไล่ไปทีละข้อก็แล้วกันนะครับ<br />
   เริ่มที่ข้อแรก &#8220;ห้ามฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต&#8221; ครับ<br />
    ในสมัยเด็กความเข้าใจของผมถูกจำกัดความไว้ด้วยใจความว่า&#8230;ห้ามฆ่า ห้ามรังแก ห้ามทำให้เป็นทุกข์  นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้อง  ซึ่งในชีวิตวัยเด็กนั้นค่อนข้างง่ายที่จะทำ(เพราะโลกยังแคบอยู่ เห็นอะไรยังไม่ครบ) แต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มลำบาก เพราะว่าเริ่มเห็นเยอะขึ้น เกิดปัญหามากมายขึ้นในหัว ที่หาคำตอบไม่ได้ ไปถามใครเค้าก็หาว่า กระผมนั้นหัวหมอ มาตั้งแง่กับคำสอนของพระพุทธองค์ ทั้งๆที่ต้องขอเรียนตามตรงว่า&#8230;ตัวกระผมนั้นสงสัยจริงๆ และต้องการความกระจ่างเพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง<br />
   หลวงพี่อาจจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมสงสัยนะครับ ผมเลยขออนุญาตยกตัวอย่างครับ เช่น</p>
<p>- การห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้น ถ้าเราฆ่าโดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นบาปหรือไม่ เช่น นอนทับมด เหยียบหอยทาก ฯลฯ<br />
-แล้วสัตว์ที่ว่านั้น ครอบคลุมไปถึงขนาดไหน เพราะโลกเรามีสิ่งมีชีวิตอยู่มากมาย ทั้งที่ตาเรามองเห็นและมองไม่เห็น โดยเฉพาะพวกหลัง เราอาจฆ่าเค้าอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้<br />
-การทำให้เค้าเกิดทุกข์ จะมีผลอย่างไรถ้าในกระบวนการทางชีววิทยาแล้วเค้าไม่สามารถมีความรู้สึกใดๆได้<br />
-ในเมื่อคนก็เป็นสัตว์ชนิดหนึง การที่ทำให้คนเกิดทุกข์ จะผิดศีลข้อนี้หรือไม่ ทั้งโดยตั้งใจหรือบางทีอาจไม่ได้ตั้งใจเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม(เช่น การแข่งขันกีฬา คนที่แพ้ก็เกิดทุกข์)<br />
   เอาเป็นพอสังเขปก็แล้วกันครับ คำถามเหล่านี้มันวนเวียนอยู่ในหัวกระผมตลอดเวลาโดยที่ตัวผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุ และไม่ได้มีเจตนาจะตั้งแง่ใดๆเลย แต่มันจะรู้สึกกังวลทุกครั้ง อย่างเช่น เวลาหุงข้าวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันมีมดอยู่ตรงไหนบ้าง พอตักมากินก็เจอนอนสุกอยู่ในหม้อแล้ว แล้วผมจะเป็นบาปกับการกระทำอันนี้ของผมหรือเปล่า<br />
   กราบรบกวนหลวงพี่ช่วยกรุณาชี้แนะด้วยขอรับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Abhiboonoo</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/comment-page-1/#comment-26</link>
		<dc:creator>Abhiboonoo</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Oct 2008 19:54:32 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=69#comment-26</guid>
		<description>พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่บุคคลใบุคคลหนึ่ง มาสนใจในคำสอนอันบริสุทธิของพระองค์จะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้นั้นตลอดกาลนาน

เป็นการดีมากที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งมาสนใจคำสอนที่แท้จริงเช่นนี้

อาตมาก็มีอาชีพเป็นวิศวกรมาก่อน เราจึงสนใจในคำสอนที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นเบื้องตนแห่งพรหมจรรย์

ถ้าคุณธนารัตน์มีคำถามหรือต้องการเปิดประเด็น ก็สามารถใช้เนืิอที่ใน blog นี่ได้ เพื่อที่ท่านอื่นจะได้ประโยชน์ไปด้วย

สาธุฯ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่บุคคลใบุคคลหนึ่ง มาสนใจในคำสอนอันบริสุทธิของพระองค์จะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้นั้นตลอดกาลนาน</p>
<p>เป็นการดีมากที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งมาสนใจคำสอนที่แท้จริงเช่นนี้</p>
<p>อาตมาก็มีอาชีพเป็นวิศวกรมาก่อน เราจึงสนใจในคำสอนที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นเบื้องตนแห่งพรหมจรรย์</p>
<p>ถ้าคุณธนารัตน์มีคำถามหรือต้องการเปิดประเด็น ก็สามารถใช้เนืิอที่ใน blog นี่ได้ เพื่อที่ท่านอื่นจะได้ประโยชน์ไปด้วย</p>
<p>สาธุฯ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ธนารัตน์</title>
		<link>http://puredhamma.com/2008/09/30/no-news-is-good-news/comment-page-1/#comment-25</link>
		<dc:creator>ธนารัตน์</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Sep 2008 15:50:20 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://puredhamma.wordpress.com/?p=69#comment-25</guid>
		<description>นมัสการหลวงพี่ครับ...
           กระผมอยากให้มีกระทู้เกี่ยวกับการถาม-ตอบเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะ อันเนื่องมาจากว่านอกจากกระผมแล้วยังน่าจะมีอีกหลายท่านที่อาจจะสงสัยในหลักธรรม ซึ่งโดยมากแล้วเป็นหลักธรรมบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่าในขณะนั้นยังไม่มีหลายสิ่งหลายอย่างเฉกเช่นในยุคปัจจุบัน จึงทำให้เกิดข้อสงสัยหลายๆประการว่าอย่างไรคือผิด อย่างไรคือถูก และเมื่อรู้แล้ว เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสมที่สุด
        อีกประการ ด้วยความที่ตัวกระผมเองนั้น ร่ำเรียนมาในสายวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อในหลักของเหตุและผลและเคยไปฝึกสมาธิอยู่ประมาณสองปี(มโนมยิทธิ) ได้รู้ ได้เห็นอะไรบางอย่างที่มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือหลักการทางจิตวิทยาใดๆ จึงใคร่อยากจะทราบถึงเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
         อีกทั้งเชื่อว่าตัวกระผมเองซึ่งเป็นตัวแทนของความไม่รู้อะไรเลยในทางธรรม เมื่อมาตั้งข้อสงสัยและถูกไขให้ก่ระจ่างโดยหลักธรรมอันบริสุทธิ์จากหลวงพี สิ่งที่ได้มาน่าจะเป็นหลักธรรมที่ถูกคัดกรองมาอย่างเหมาะสม ที่จะช่วยให้คนทั่วไปสามารถ &quot;เข้าใจ&quot; และนำไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น น่าจะดีกว่าการ &quot;ทำตาม&quot; โดยปราศจากความเข้าใจถึงแก่นของหลักพระธรรมนั้นๆ เพราะเมื่อเรา &quot;เข้าใจ&quot; เราก็จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์อย่างไม่รู้จบ
          กราบขอบพระคุณหลวงพี่สำหรับการอนุญาตให้แสดงความเห็นครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>นมัสการหลวงพี่ครับ&#8230;<br />
           กระผมอยากให้มีกระทู้เกี่ยวกับการถาม-ตอบเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะ อันเนื่องมาจากว่านอกจากกระผมแล้วยังน่าจะมีอีกหลายท่านที่อาจจะสงสัยในหลักธรรม ซึ่งโดยมากแล้วเป็นหลักธรรมบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่าในขณะนั้นยังไม่มีหลายสิ่งหลายอย่างเฉกเช่นในยุคปัจจุบัน จึงทำให้เกิดข้อสงสัยหลายๆประการว่าอย่างไรคือผิด อย่างไรคือถูก และเมื่อรู้แล้ว เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสมที่สุด<br />
        อีกประการ ด้วยความที่ตัวกระผมเองนั้น ร่ำเรียนมาในสายวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อในหลักของเหตุและผลและเคยไปฝึกสมาธิอยู่ประมาณสองปี(มโนมยิทธิ) ได้รู้ ได้เห็นอะไรบางอย่างที่มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือหลักการทางจิตวิทยาใดๆ จึงใคร่อยากจะทราบถึงเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธาในพระพุทธศาสนา<br />
         อีกทั้งเชื่อว่าตัวกระผมเองซึ่งเป็นตัวแทนของความไม่รู้อะไรเลยในทางธรรม เมื่อมาตั้งข้อสงสัยและถูกไขให้ก่ระจ่างโดยหลักธรรมอันบริสุทธิ์จากหลวงพี สิ่งที่ได้มาน่าจะเป็นหลักธรรมที่ถูกคัดกรองมาอย่างเหมาะสม ที่จะช่วยให้คนทั่วไปสามารถ &#8220;เข้าใจ&#8221; และนำไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น น่าจะดีกว่าการ &#8220;ทำตาม&#8221; โดยปราศจากความเข้าใจถึงแก่นของหลักพระธรรมนั้นๆ เพราะเมื่อเรา &#8220;เข้าใจ&#8221; เราก็จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์อย่างไม่รู้จบ<br />
          กราบขอบพระคุณหลวงพี่สำหรับการอนุญาตให้แสดงความเห็นครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>

