เป็นเวลาสักระยะหนึ่งที่ไม่ได้ update Blog Pure Dhamma ต้องยอมรับว่าไม่ได้ update บ่อยเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะได้ใช้เวลากับ โครงการธรรมมากขึ้น พวกเราได้ริเริ่มทำโครงการที่สำคัญ ๆ หลายอย่าง
มีผู้ถามมามากทีเดียวเกี่ยวกับโครงการอบรมหลักสูตร ๗ วัน โปรดติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ weblog หลวงพ่อ ดร.สะอาด จากวัดป่าดอนหายโศกเพื่อให้เป็นสถานที่เดียวเกี่ยวกับข้อมูลของหลักสูตร
ส่วนโครงการอื่นๆ ที่จะเป็นไปเพื่อความตั่งอยู่ได้นานของพระสัทธรรม ก็เข้าแถวเรียงหน้ากันเข้ามาแล้ว, ทุกท่านคงจะได้พบกัน หน้า Projects ใหม่ของ Pure Dhamma Blog เร็วๆนี้
การตอบคำถามส่วนใหญ่จะใช้เนี้อที่ในส่วน comment แต่ในกรณี คำตอบต้องมีการรายละเอียดและต้องอ้างถึงพุทธวัจนะด้วย จึงจะออกเป็น post ต่อไป โปรดคอยติดตาม
สิ่งหนึ่งที่กระผมรู้สึกภูมิใจมาตลอดสิบสามปีที่ถือศีล๕คือการ …ไม่ตบยุงเลย ผมค้นพบว่าอันที่จริงนั้นเราก็สามารถเลี่ยงได้ครับ
นมัสการหลวงพี่ครับ…
ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา กระผมได้กลับไปนั่งคิดพิจารณาสิ่งที่ผมสงสัยต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของ ศีล๕ ดังที่ได้โพสน์ถามหลวงพี่ไว้ครับ จากการพินิจพิเคราะห์โดยอาศัยความรู้เรื่องจิตวิทยาการควบคุมขั้นพื้นฐานทำให้ผมพอจะตอบคำถามของตัวเองได้ แต่ก่อนที่จะเฉลยว่าสิ่งที่ผมเองคิดได้นั้นคืออะไร กระผมขอกล่าวถึงแง่มุมปัญหาที่ผมผมเองสงสัยอยู่ในศีลทุกข้อให้หมดก่อนก็แล้วกันนะครับ เผื่อว่าอาจจะมีคนที่สงสัยอย่างผมอยู่บ้าง นั่นก็คือ
ศีลข้อ๑…ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว
ศีลข้อ๒…ข้อนี้ไม่สงสัยครับ
ศีลข้อ๓…ข้อนี้ก็ไม่สงสัยครับ
ศีลข้อ๔…ข้อนี้สงสัยค่อนข้างเยอะ ว่าการ”โกหก”ที่ไม่ได้ให้โทษกับใคร จะมีความผิดอย่างไร อย่างเช่น ถ้าอยู่ๆผมพูดว่า โลกของเรามีรูปร่างเป็นหกเหลี่ยม ซึ่งแน่นอนว่าผมโกหกแต่ผมจะผิดอย่างไร ในเมื่อผมก็ได้ยินอยู่คนเดียว หรืออีกกรณีซึ่งจะถูกถามกันเยอะว่าเช่นบางทีเราโกหกพ่อแม่ เพื่อให้ท่านสบายใจ เราผิดด้วยหรือ เรื่องเหล่านี้ผมไม่เข้าใจเลยครับ คือผิดก็ผิดครับ แต่แค่อยากทราบเหตุผลว่ามันผิดเพราะอะไร
ศีลข้อ๕…ข้อนี้ก็สงสัยครับ พอดีตัวกระผมเองนั้น พอที่จะเคยทานแอลกอฮอล์มาบ้าง แต่โดยปกติแล้วก็ไม่ทานนะครับ เข้าใจว่าถ้าทานแล้วไปทำผิดเพราะประคองสติไม่อยู่ นั่นผิดแน่นอน แต่ถ้าทานแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร จะผิดได้อย่างไร เช่น ตอนที่พิมพ์อยู่นี้ ผมอาจจะจิบนิดหน่อย มันก็ไม่น่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ใครไม่ใช่หรือครับ แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร
ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นเป็นความสงสัยที่พยายามจะรักษาศีล๕ ให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อวานในขณะที่ผมกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากเพิ่งเสร็จจากคุยงานกับลูกค้า ก็ฉุกคิดเรื่องเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งว่า….
…หรือแท้จริงแล้วศีล๕ หรือหลักพระธรรมคำสอนอื่นๆนั้น ไม่ใช่เป็นกฏหรือระเบียบใดๆที่จะมาบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก
…แต่เป็นเพียงกุศโลบายอันแยบยลขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกันอย่างถ่องแท้ได้ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ซึ่งท่านรู้ว่าเรื่องต่างๆที่เตือนนั้น ไม่ว่าจะเรื่องการเข่นฆ่า เรื่องการขโมย เรื่องการประพฤติผิดในกาม เรื่องการโกหก เรื่องการดื่มเครื่องดองของเมานั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ถ้ามนุษย์ได้เข้าไปข้องแวะแล้ว มีโอกาสที่จะไปรุกร้ำ เบียดเบียนและทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้ง่าย
…ซึ่งคงจะคล้ายกับลักษณะความเชื่อต่างๆของไทยนั่นเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้นั้นไม่สามารถเตือนกันได้ในขณะที่ทำ เพราะในบางครั้งผลของมันจะแสดงออกหลังจากนั้น เช่น กินเหล้าเฉยๆนั้นคงไม่ผิด แต่จะมีซักกี่คนที่กินแล้วไม่ติดและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ท่านทราบดีว่าคนส่วนใหญ่จะหลงไปกับอานุภาพของมันจึงได้เตือนไว้ตั้งแต่ต้น และดึงเอาเรื่องของบาปบุญมาเป็นเงื่อนไขให้ระแวงระวัง
… ทั้งนี้มันก็เนื่องมาจากพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาของมนุษย์ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่จะต้องมีการ “ให้รางวัล” และ “ลงโทษ” เพื่อสร้างกระบวนการของการเรียนรู้ที่ถูกต้อง
…ดังนั้น ศีล๕ หรือหลักธรรมอื่นๆนั้น ไม่ได้เป็นตัวบอกเราว่าทำแล้ว “ผิด” แต่เป็นเพียงสิ่งที่ “เตือน” ให้เราระมัดระวังให้มาก ก่อนที่จะทำเรื่องเหล่านี้ต่างหาก ถ้าตราบใดที่เราประพฤติปฏิบัติอย่างมี “สติ” และวิเคราะห์ด้วย “ปัญญา” แล้วล่ะก็เราก็จะสามารถเลือกทำในบางสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
…ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ข้อคิดที่กระผมได้ลองสรุปเอาเอง ด้วยความรู้อันน้อยนิด อาจจะผิดพลาดอย่างไรกระผมยังมิอาจรู้ได้ ขอความกรุณาหลวงพี่ได้โปรดชี้แนะ เพื่อความถูกต้องสืบไปด้วยขอรับ
นมัสการหลวงพี่ครับ…
งั้นกระผมขอเริ่มที่ “ศีล๕” ก็แล้วกันนะครับ กระผมเองนั้นได้พยายามที่จะรักษา ศีล๕ มาโดยตลอดระยะเวลา ๑๔ ปี แต่ด้วยเหตุผลหลายๆประการ จึงไม่สามารถที่จะคงความบริสุทธิ์ของมันไว้ได้เลย (ทั้งนี้ “ความบริสุทธิ์” หมายถึง การปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดและไม่ผิดเลยนะครับ) ทั้งๆที่ก็พยายามอย่างที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้ บ่อยครั้งจึงเกิดความสงสัยว่า…ไอ้การปฏิบัติอย่างนั้นเนี่ย มันสามารถทำได้จริงหรือ? กระผมขออนุญาตไล่ไปทีละข้อก็แล้วกันนะครับ
เริ่มที่ข้อแรก “ห้ามฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต” ครับ
ในสมัยเด็กความเข้าใจของผมถูกจำกัดความไว้ด้วยใจความว่า…ห้ามฆ่า ห้ามรังแก ห้ามทำให้เป็นทุกข์ นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งในชีวิตวัยเด็กนั้นค่อนข้างง่ายที่จะทำ(เพราะโลกยังแคบอยู่ เห็นอะไรยังไม่ครบ) แต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มลำบาก เพราะว่าเริ่มเห็นเยอะขึ้น เกิดปัญหามากมายขึ้นในหัว ที่หาคำตอบไม่ได้ ไปถามใครเค้าก็หาว่า กระผมนั้นหัวหมอ มาตั้งแง่กับคำสอนของพระพุทธองค์ ทั้งๆที่ต้องขอเรียนตามตรงว่า…ตัวกระผมนั้นสงสัยจริงๆ และต้องการความกระจ่างเพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง
หลวงพี่อาจจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมสงสัยนะครับ ผมเลยขออนุญาตยกตัวอย่างครับ เช่น
- การห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้น ถ้าเราฆ่าโดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นบาปหรือไม่ เช่น นอนทับมด เหยียบหอยทาก ฯลฯ
-แล้วสัตว์ที่ว่านั้น ครอบคลุมไปถึงขนาดไหน เพราะโลกเรามีสิ่งมีชีวิตอยู่มากมาย ทั้งที่ตาเรามองเห็นและมองไม่เห็น โดยเฉพาะพวกหลัง เราอาจฆ่าเค้าอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้
-การทำให้เค้าเกิดทุกข์ จะมีผลอย่างไรถ้าในกระบวนการทางชีววิทยาแล้วเค้าไม่สามารถมีความรู้สึกใดๆได้
-ในเมื่อคนก็เป็นสัตว์ชนิดหนึง การที่ทำให้คนเกิดทุกข์ จะผิดศีลข้อนี้หรือไม่ ทั้งโดยตั้งใจหรือบางทีอาจไม่ได้ตั้งใจเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม(เช่น การแข่งขันกีฬา คนที่แพ้ก็เกิดทุกข์)
เอาเป็นพอสังเขปก็แล้วกันครับ คำถามเหล่านี้มันวนเวียนอยู่ในหัวกระผมตลอดเวลาโดยที่ตัวผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุ และไม่ได้มีเจตนาจะตั้งแง่ใดๆเลย แต่มันจะรู้สึกกังวลทุกครั้ง อย่างเช่น เวลาหุงข้าวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันมีมดอยู่ตรงไหนบ้าง พอตักมากินก็เจอนอนสุกอยู่ในหม้อแล้ว แล้วผมจะเป็นบาปกับการกระทำอันนี้ของผมหรือเปล่า
กราบรบกวนหลวงพี่ช่วยกรุณาชี้แนะด้วยขอรับ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่บุคคลใบุคคลหนึ่ง มาสนใจในคำสอนอันบริสุทธิของพระองค์จะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้นั้นตลอดกาลนาน
เป็นการดีมากที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งมาสนใจคำสอนที่แท้จริงเช่นนี้
อาตมาก็มีอาชีพเป็นวิศวกรมาก่อน เราจึงสนใจในคำสอนที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นเบื้องตนแห่งพรหมจรรย์
ถ้าคุณธนารัตน์มีคำถามหรือต้องการเปิดประเด็น ก็สามารถใช้เนืิอที่ใน blog นี่ได้ เพื่อที่ท่านอื่นจะได้ประโยชน์ไปด้วย
สาธุฯ
นมัสการหลวงพี่ครับ…
กระผมอยากให้มีกระทู้เกี่ยวกับการถาม-ตอบเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะ อันเนื่องมาจากว่านอกจากกระผมแล้วยังน่าจะมีอีกหลายท่านที่อาจจะสงสัยในหลักธรรม ซึ่งโดยมากแล้วเป็นหลักธรรมบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่าในขณะนั้นยังไม่มีหลายสิ่งหลายอย่างเฉกเช่นในยุคปัจจุบัน จึงทำให้เกิดข้อสงสัยหลายๆประการว่าอย่างไรคือผิด อย่างไรคือถูก และเมื่อรู้แล้ว เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสมที่สุด
อีกประการ ด้วยความที่ตัวกระผมเองนั้น ร่ำเรียนมาในสายวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อในหลักของเหตุและผลและเคยไปฝึกสมาธิอยู่ประมาณสองปี(มโนมยิทธิ) ได้รู้ ได้เห็นอะไรบางอย่างที่มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือหลักการทางจิตวิทยาใดๆ จึงใคร่อยากจะทราบถึงเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
อีกทั้งเชื่อว่าตัวกระผมเองซึ่งเป็นตัวแทนของความไม่รู้อะไรเลยในทางธรรม เมื่อมาตั้งข้อสงสัยและถูกไขให้ก่ระจ่างโดยหลักธรรมอันบริสุทธิ์จากหลวงพี สิ่งที่ได้มาน่าจะเป็นหลักธรรมที่ถูกคัดกรองมาอย่างเหมาะสม ที่จะช่วยให้คนทั่วไปสามารถ “เข้าใจ” และนำไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น น่าจะดีกว่าการ “ทำตาม” โดยปราศจากความเข้าใจถึงแก่นของหลักพระธรรมนั้นๆ เพราะเมื่อเรา “เข้าใจ” เราก็จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์อย่างไม่รู้จบ
กราบขอบพระคุณหลวงพี่สำหรับการอนุญาตให้แสดงความเห็นครับ