พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ขัดเจนว่า สมาธิย่อมทำให้น้อมไปเพื่อเกิดปัญญาได้เอง ว่า
เมื่อมีสมาธิ…อย่างนี้ เธอย่อมน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง… เธอนั้นย่อมลุถึงซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในเมื่ออายตนะยังมีอยู่
เปรียบเหมือนหม้อน้ำมีหูจับ ตั้งอยู่บนเชิงรอง เต็มด้วยน้ำเสมอขอบปาก บุรุษมีกำลังจับหม้อน้ำนั้นหมุนไปทางใดๆ น้ำย่อมกระฉอกไปทางนั้นๆ
เปรียบเหมือนสระโบกขรณีสี่เหลี่ยม กั้นไว้ด้วยขอบคัน เต็มด้วยน้ำเสมอขอบปาก มีบุรุษมีกำลังมาเจาะขอบคันที่ใดๆ น้ำย่อมไหลออามาโดยที่นั้นๆ
เปรียบเหมือนรถเทียมด้วยม้าอาชาไนยที่ฝึกดีแล้ว ผูกเครื่องผูกครบถ้วนแล้ว เป็นรถที่จอดอยู่ที่หนทางสี่แพร่ง มีภูมิภาคอันดี สารถีผู้เชี่ยวชาญในการฝึกม้า เป็นชั้นอาจารย์ ขยันขันแข็ง ขึ้นสู่รถนั้นแล้ว จับเชือกด้วยมือซ้าย จับปฏักด้วยมือขวา เพียงแต่ยกปฏักขึ้นเป็นสัญญาณ ก็สามารถทำให้ม้าพารถไปข้างหน้า หรือให้ถอยกลับไปข้างหลัง ได้ตามความปรารถนา นี้ฉันใด
แต่ “สมาธิ“ แบบที่ให้น้อมไปปัญญานั้น ต้องประกอบด้วย องค์ ๕ ดังนี้ คือ
- ฌาน ๑
- ฌาน ๒
- ฌาน ๓
- ฌาน ๔ และ
- ปัจจเวกขณนิมิต
แล้ว ปัจจเวกขณนิมิต คืออะไร?
ปัจจเวกขณนิมิต เป็นสิ่งที่เธอนั้นถือเอาแล้วด้วยดี กระทำในใจแล้วด้วยดี เข้าไปทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา ชัดเจน
เปรียบเหมือน คนคนหนึ่ง เห็นคนอีกคนหนึ่ง หรือว่า เหมือนคนยืนเห็นคนนั่ง หรือเหมือนคนนั่งเห็นคนนอน ฉันใดก็ฉันนั้น
น่าสนใจมาก
—————————————————–
10 อันดับ พระเครื่อง ยอดนิยม