ภิกษุในกรณีนี้ เพราะการก้าวล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะไม่ได้ทำไว้ในใจซึ่งความกำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า ‘อากาศไม่มีที่สุด’แล้วแลอยู่. รูปสัญญาทั้งหลาย ดับไปใน อากาสานัญจายตนะ นั้น
โดยพุทธวัจนะ ไม่มีคำว่า “รูปฌาณ” หรือ “อรูปฌาณ” พระพุทธเจ้าจะใช้คำว่า “ปฐมฌาณ… จตุตถฌาณ”
ส่วน “อรูปฌาณ” พระพุทธเจ้า ไม่ใช้ค่าว่า “…ฌาณ” อีกต่อไป แต่เรียกเป็นแค่การทำในใจว่า “อากาศไม่มีที่สุด, วิญญาณไม่มีที่สุด, อะไรอะไร ไม่มี, …”
ฌาณ คือ การเพ่ง
การเพ่ง รูป (มหาภูตธาตุ ๔) ใด แล้วเกิดองค์ประกอบอย่างที่อยู่ใน ปฐมฌาณ การเพ่งนั้น คือ “ปฐมฌาณ”
“อรูปฌาณ” คือการก้าวล่วง รูปสัญญา ทั้งปวง คือ มันไม่มีอะไรจะให้เพ่งแล้ว มีแต่ช่องว่างอากาศเต็มไปหมด (เหมือนอย่างที่เรา ๆ ทราบกันอยู่แล้วว่าเนื่อที่ส่วนใหญ่ใน อะตอม เป็นที่ว่า — 99% เป็นช่องว่างระหว่าง นิวเครียส์กับอีเล็กตรอนที่วิ่งอยู่รอบๆ)
ปฎิฆสัญญา คือ (ตามที่ผู้ปฏิบัติเข้าใจ) การกระทบที่เกิดจาก อายาตนะต่างๆ จะดับไป เพราะอายาตนะดับไปแล้วนั่นเอง
ไม่เข้าใจหรือ? อื่ออ.. คงต้องเริ่มหลับตาแล้วมองหนังตาตัวเองไปพลาง ๆ ก่อน