พระอรหันต์ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์

“ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” นี่เป็นคำตอบที่พระอรหันต์จะด้องได้ยินเมื่อพ้นทุกข์

“มีอยู่หรือพระอรหันต์ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์?” คำตอบก็คือ…

มีอยู่

แต่จริง ๆ แล้วตอบไม่ได้เพราะ เป็นคำถามที่ผิด

การ “เป็น” ไม่ใช่พระอรหันต์ การ”ไม่เป็น” ก็ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า “เราเป็นพระอรหันต์” ก็ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ที่จะอธิบาย ความเป็นพระอรหันต์ (Arahatship) พระพุทธเจ้าก็เลยบัญญัติ ความหมายของพระอรหันต์ไว้ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ว่าสั้นๆ คือความที่จิตไม่มีกิเลส

สมัยก่อนที่อาตมาจะมาบวชเป็นพระ, อาตมาคิดว่าพระอรหันต์ ต้องมีกล้ามเป็นมัดๆ ต้องมีวิทยายุทธไว้สำหรับท่องยุทธจักรเหมือนกับ พระวัดเส้าหลิน ทีสามารถตั้งค่ายกล 16 อรหันต์ อะไรทำนองนั้น

แต่พระผู้มีพระภาคบัญญัติ “อรหันต์” คือ ผู้ที่รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” อันเนื่องมากจากการหมดอาสวะ เพราะฉะนั้นการที่บุคคลที่ไม่มีกิเลส ไม่รู้ว่าสิ่งๆ นี้คือ “อรหันต์” นั้นเป็นไปได้

ภ้นเตสารีบุตรได้อธิบายไว้ใน มชฺ. มู. 12/54 ดังนี้ว่า

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคล ๔ พวก เหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ พวกนั้นเป็นไฉน? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน. อนึ่ง
(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ มีกิเลส ู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน.
(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน อนึ่ง
(๔) บุคคลในโลกนี้ ไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน.

สังเกตว่า มี บุคคลประเภทที่ ๓ อยู่ คือไม่มีกิเลส แต่ก็ไม่รู้่ว่าตัวเองไม่มีกิเลส คือไม่รู้ว่าสภาวะนี้มันเรียกว่าอะไร ภันเตสารีบุตรจึงกล่าวต่อว่า

ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.

ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นบุรุษประเสริฐ.

ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม.

ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลสรู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน บุคคลสองพวกที่ไม่มี กิเลสเหมือนกันนี้ บุคคลนี้บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.

ภันเตโมคัลลานะสงสัย จึงถาม ภันเตสารีบุตรว่า ทำไมในบรรดาผู้ที่มีกิเลสเหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐ อีกผู้หนึงเลวทราม และในบรรดาผู้ที่ ไม่มีกิเลส เหมือนกัน ผู้หนึ่งประเสริฐผู้หนึ่งเลวทราม?

ภันเตสารีบุตรกล่าวว่า

ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ เหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของก็ไม่ใช้และไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นอย่างนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง สนิมจับยิ่งขึ้น ฉันใด.

บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ยังมีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่าเรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะมีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ

ดูกรท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดมีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลอันพึงหวังได้ คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ เจ้าของใช้ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่นภาชนะสัมฤทธิ์จะเป็นของหมดจดผ่องใสฉันใด.

บุคคลนี้ก็ฉันนั้น มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ

ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการอสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง อันหมดจดผ่องใส แต่เจ้าของไม่ได้ใช้สอย ไม่ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ซ้ำเก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น จะพึงเป็นของเศร้าหมอง สนิมจับ ฉันใด.

บุคคลนี้ ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตได้. เขาจักเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ

ในบุคคล ๔ พวกนั้น บุคคลใดไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะ ไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจึงครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทองเป็นของหมดจด ผ่องใส เจ้าของใช้ ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยอื่น ภาชนะสัมฤทธิ์นั้น ก็พึงเป็นของหมดจดผ่องใสยิ่งขึ้นฉันใด.

บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ไม่มีกิเลส รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีกิเลสในภายใน ข้อนี้ อันบุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต เพราะไม่มนสิการสุภนิมิตนั้น ราคะจักครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ.

ดูกรท่านโมคคัลลานะ นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก ที่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ อนึ่ง

นี้แลเป็นเหตุ นี้แลเป็นปัจจัย ที่เป็นเครื่องทำให้บุคคลสองพวก ที่ไม่มีกิเลสเหมือนกันนี้ คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษเลวทราม คนหนึ่ง บัณฑิตกล่าวว่า เป็นบุรุษประเสริฐ.

Article written by Abhiboono Bhikku

I'm a monk living in a secluded place of a forest monastery in the northeast of Thailand.

16 responses to “พระอรหันต์ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์”

  1. สมฤทัย

    กราบนมัสการค่ะ ภันเต

    โยมขอถามท่านค่ะที่บอกว่าคุณสมบัติของพระโสดาบันที่พบใหม่คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่แย่งของรักของผู้อื่น ไม่พูดปด คำหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ขอถามดังนี้ค่ะ
    1. ถ้าเด็ก(ผู้ชาย)เค้าพูดคำหยาบจนติดปาก จนไม่รู้สึกว่าหยาบคาย ถือว่าผิดหรือไม่ อย่างไรค่ะ
    2. ไม่ทราบว่ามีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาแล้ว ต้องบวกกับศรัทธาอันตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีกหรือไม่ค่ะ
    3. โยมเคยคิดว่าโยมก็มีความเป็นโสดาบันนะ แต่เพื่อนโยมเค้าบอกว่าคนที่ได้ความเป็นโสดาบันจะไม่ทราบว่าตนเองเป็นโสดาบันแสดงว่ายังมีวิจิกิจฉาอยู่ โยมก็เลยต้องตรวจสอบตนเองใหม่ค่ะ รบกวนท่านช่วยแสดงความคิดเห็นต่อความเป็นโสดาบันเจ้าค่ะ

    นมัสการขอบพระคุณค่ะ

  2. น้ำฝน

    กราบนมัสการภันเตต่าย

    ในหัวข้อ “พระอรหันต์ที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นพระอรหันต์” การที่บุคคลที่ไม่มีกิเลส ไม่รู้ว่าสิ่งๆ นี้คือ “อรหันต์” นั้นเป็นไปได้…..โยมมีความสงสัยว่า ข้อนี้ จักเป็นฐานะที่เป็นได้หรือคะ? นอกจากคำกล่าวของพระสารีบุตรแล้ว มีพุทธวัจนะรับรองหรือไม่คะ?

    1. Abhiboono Bhikku

      :) คุณน้ำฝนคิดว่า พระพุทธเจ้า จะบอกไว้ไหม? คือว่า อาตมาก็ยังไม่เจอ พบแต่ที่ พระสารีบุตร พูดเอาไว้ สองจุด อันที่เอามาลงนี้เป็นจุดที่หนึ่ง
      เราก็ฟังไว้กลางๆ อาตมาก็ คิดแบกลางๆ
      พระพุทธเจ้า บัญญัติ “การที่ไม่ต้องไปเกิดอีก” คือ “พระอรหันต์” (การเป็นพระอริยบุคคลขั้นผล ก็เอาการที่ต้องไปเกิดอีกกี่ชาติ เป็นมาตรฐานการบัญญัติ)
      ศาสดาในสมัยพุทธการองค์อื่น ก็บัญญัติ “พระอรหันต์” ตามแบบของตน
      นิครนธ์ ก็บอกว่า พระอรหันต์ ต้องแก้ผ้า แล้วกินน้ำค้างเท่านั้น อาตมาก็ไม่ทราบว่า คนที่แก้ผ้า แล้ว กินน้ำค้างเท่านั้น จะเป็น พระอรหันต์ จนมาได้เจอ การบัญญัติของเขาแบบนี้

      เพราะฉะนั้น ฆราวาส คนใดคนหนึ่ง ได้ยินแต่ว่า “ให้ทำจิตอย่างนี้ๆ ไม่ยึดถือ ให้ปล่อยวาง สักแต่ว่ารู้” โดยไม่ได้ศีกษาว่า พระอรหันต์นั้นพระพุทธเจ้าบัญญัติว่าอย่างไร ก็มีอยู่
      อาการจิตตัวเอง ก็อย่างหนึ่ง ที่บัญญัติ ก็อย่างหนึ่ง

      1. น้ำฝน

        ฟังจากคำตอบที่ได้รับ โยมเข้าใจเอาเองว่า ท่านภันเตก็ยังไม่เจอพุทธวัจนะที่รับรองคำพูดของท่าน สารีบุตร แต่จากที่ท่านภันเตได้กรุณาอธิบายมาเพิ่มเติมว่า “ ศาสดาในสมัยพุทธการองค์อื่นก็บัญญัติ “พระอรหันต์” ตามแบบของตน…”

        โยมเพิ่งได้ศึกษาพุทธวัจนะเมื่อไม่นานมานี้ จึงยังมีคำพูดของพระพุทธองค์อีกมากมายที่โยมยังไม่ได้อ่าน……จึงขอความเมตตาจากท่านภันเตช่วยกรุณาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คำว่า“ศาสดาในสมัยพุทูธกาลองค์อื่น” ศาสดาที่ท่านภันเตกล่าวถึงนี้หมายถึงพุทธศาสดาองค์อื่นๆ ใช่หรือไม่คะ

        1. Abhiboono Bhikku

          ก็ยังไม่เจอ พุทธวัจนะ ที่รับรองคำของท่านพระสารีบุตรในเรื่องนี้เหมือนกันน่ะ แต่่ว่าพระสารีบุตร เป็น ธรรมเสนาบดี เป็น โอรสองค์โต <=== อันนี้ พระพุทธเจ้า พูดเอง) ซึ่งคำพูดของท่านพระสารีบุตรก็ต้องมีน้ำหนักอยู่บ้าง

          ศาสดาอื่น ก็คือ ศาสดานอกศาสนา ไม่ใช่พุทธศาสดาองค์อื่น ในกรณีนี้คือ นิครนถ์นารฤตบุตร เมื่อเปรียบเที่ยบกัน พระโคดม; พุทธศาสดาองค์อื่น จะใช้คำว่า "พระพุทธเจ้า" องค์อื่น ในกรณีนี้คือ พระศรีอริยเมตไตย หรือ พระพุทธเจ้าทีปังกร เมื่อเปรียบเทียบกับ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่มีชื่อว่า "โคดม"

          พระพุทธเจ้า เป็นตำแหน่ง ที่ใครๆ ก็มาเป็นได้ถ้า คุณมีคุณสมบัติเพียงพอ เหมือนกับ CEO ของบริษัทที่ต้องมีคุณสมบัติบางประการจึงจะมาเป็นได้ แล้วก็ มีได้ครั้งละ 1 คน ไม่มีหลายๆคน พร้อมๆ กัน

          ในปัจจุบันนี้ มี พระพุทธเจ้า นามว่า โคดม. องค์ต่อไป จ่อคิวไว้รอแล้ว ชื่อว่า เมตตัยยะ และนับสมัยกันตามคำสอนที่ยังคงอยู่ ไม่ใช่ตามอายุขัยของร่างกาย

  3. น้ำฝน

    กราบนมัสการหลวงพี่ไพบูลย์

    เคยได้ยินพระอาจารย์คึกฤทธิ์เอ่ยชื่อหลวงพี่หลายครั้งด้วยความชื่นชมเวลาที่ดิฉันไปทำบุญและฟังธรรมที่วัดนาป่าพง วันนี้นึกขึ้นได้เลยลองเสิร์ชหา
    ดูก็เจอ blog นี้เลยค่ะ….นับว่าเป็นบุญของโยมจริงๆค่ะ ขอโอกาสเรียนถามเรื่องนิพพานจากหลวงพี่ด้วยค่ะ

    ลักษณะของพระนิพพานจากพุทธโอษฐ์ตามที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์ได้กรุณาอธิบายให้โยมฟังเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. ที่วัดนาป่าพง คือ
    1. ไม่ปรากฏการเกิด
    2. ไม่ปรากฏการเสื่อม
    ดังนั้นเมื่อไม่มีการเกิด ไม่มีการเสื่อม นิพพานก็ไม่ใช่อนัตตา

    จากพรหมชาลสูตรที่กล่าวไว้ว่า
    “ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต”
    เช่นนี้….โยมสามารถสรุปได้เลยหรือไม่คะว่านิพพานเป็นอัตตา เพราะไม่มีความเสื่อมและไม่มีความแปรปรวน ???

  4. P' แอน

    นมัสการหลวงพี่ต่าย

    มีโปรแจ็คจัดทำ ไฟล็เสียงอ่าน 5 เล่ม เน้นเฉพาะพระสูตรหลักๆ หรือไม่
    ล่าสุดที่ไปวัดนาป่าพง ทางวัดเปิดให้ฟัง แต่ไม่มีแผ่นให้ ไม่ทราบว่าติดต่อรับได้ที่ไหน

    และอยากทราบว่ามีแผ่นรวมคำสอนจากพระโอรฐ์ที่หลวงพี่อ่านให้ผู้เข้าอบรมฟังตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบัน
    ไว้หรือไม่ ติดต่อรับได้ที่ไหนค่ะ

    1. Abhiboonoo

      แน่นอน ธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้วเป็นของเปิดเผย สามารถติดต่อรับได้หลังจากเข้าคอร์ส 7 วันแล้ว

  5. Pratinda

    นมัสการหลวงพี่ต่าย เพิ่งได้ web address มาจากพี่นัฐ ก็เลยมาติดตามอ่านคำสอนค่ะ

    1. Abhiboonoo

      ยินดีด้วยที่ได้เสพธรรม, ผู้ที่ได้เสพธรรชื่อว่าเป็นผู้รักษาเพราะรักษาตนด้วยการเสพธรรม :-) สาธุ

  6. Abhiboonoo

    เจริญพรคุณอิศรา การฟังธรรมตามกาลเป็นมงคลอย่างยิ่ง สาธุ

  7. อิศรา สันตอรรณพ

    นมัสการครูบาต่ายครับ ผมอิศรา เพิ่งมีโอกาสได้ติดต่อท่านครับ

    1. ภวริศา

      สวัสดีค่ะ มีข้อความธรรมะ ส่งมาแบ่งปันกันบ้างนะคะ ขอบคุณค่ะ

  8. Abhiboonoo

    “มนสิการ” คือ การคิดนึกทำในใจไว้ให้มาก ก็คือ คิดใครครวนนั่นเอง
    “สุภนิมิต” คือ เรื่องเกี่ยวกับความสวยความงาม
    เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ที่คิดนึกทำในใจไว้ในสิ่งที่สวยงามบ่อยๆ ก็จะไม่สามารถปล่อยวาง คลายกำหนัดในสิ่งทั้งปวงได้ นั้นจึงเป็นโทษ ไม่ควรกระทำ

  9. T thong

    ตัวเล็กมากเลย ใหญ่กว่านี้หน่อยพอได้ปะคะ

  10. nanoteam

    กราบนมัสการ
    กระผมอยากทราบว่า “เขาจักมนสิการสุภนิมิต เพราะมนสิการสุภนิมิตนั้น” แปลว่าอย่างไรครับ