download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 12/02/2561

HIGHLIGHTS:

  • เหตุเสื่อมของมหาโจร 8 ประการ
  • เหตุที่ไม่เสื่อม ดำรงอยู่ได้นานของมหาโจร 8 ประการ
  • เปรียบเทียบนัยยะเรื่องของโจรกับภิกษุทุศีล ภิกษุลามก ภิกษุอลัชชี 5 จำพวก
  • สุดยอดของมหาโจร ในธรรมะวินัยนี้ คือ ลักษณะของคนที่อวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ในตน อันไม่เป็นจริง
  • วิธีกำจัดโจรที่ดีที่สุดคือ เปลี่ยนให้เขาเป็นคนดี เปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิที่มันไม่ดี เปลี่ยนจากมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมอันคดโกงให้มันตรงขึ้นมา เปลี่ยนจากจิตที่เป็นโจรให้มันเป็นจิตที่ดีขึ้นมา
  • เราจะกำจัดโจรแบบนี้ได้ก็ต้องเอายอดของธรรมะคือ มรรค 8 มาปรับยอดของโจร เราจะช่วยกันรักษาศาสนา จะช่วยกันประคับประคองให้ธรรมะวินัยนี้ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนานแน่นอน

บทคัดย่อ

ว่าด้วยเรื่องของความเป็นโจร (มหาโจรสูตร [190] อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า จะเป็นยอดโจร จะเป็นจอมโจร เป็นมหาโจรได้ จะต้องประกอบด้วยองค์ 8 ประการที่เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ได้นาน และในทางตรงข้ามกันอีก 8 อย่างอันเป็นเหตุแห่งความเสื่อมอย่างเร็วพลัน

มหาโจรประกอบด้วยองค์ 8 ประการต่อไปนี้ ย่อมเสื่อมอย่างเร็วพลัน ดำรงอยู่ได้ไม่นาน คือ

  1. ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ
  2. ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ
  3. ฆ่าผู้หญิง
  4. ข่มขืนเด็กหญิง
  5. ปล้นนักบวช
  6. ปล้นท้องพระคลัง
  7. ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป
  8. ไม่ฉลาดในการเก็บ

ส่วนมหาโจรที่ประกอบด้วยองค์ 8 ประการต่อไปนี้  ย่อมไม่เสื่อมอย่างเร็วพลัน ดำรงอยู่ได้นาน องค์ 8 ประการ คือ

  1. ไม่ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ
  2. ไม่ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ
  3. ไม่ฆ่าผู้หญิง
  4. ไม่ข่มขืนเด็กหญิง
  5. ไม่ปล้นนักบวช
  6. ไม่ปล้นท้องพระคลัง
  7. ไม่ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป
  8. ฉลาดในการเก็บ

 

ในที่นี้จะนำมาเปรียบเทียบกันเป็นคู่ ๆ

ในข้อที่ 1 ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ/ไม่ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ คือ ถ้าทำร้ายเขา อันนี้จะเป็นการผูกเวรที่มากยิ่งขึ้น ขโมยของแล้ว ยังทำร้ายเขาอีก แล้วยิ่งเขาไม่โต้ตอบคนทำร้ายเขายิ่งเป็นการก่อให้เกิดเวรกันมากขึ้น โจรที่ฉลาดเขาก็จะไม่ทำอย่างนั้น

นอกจากในข้อที่ 1 แล้ว ในข้อที่ 3 ฆ่าผู้หญิง/ไม่ฆ่าผู้หญิง และข้อที่ 4 ข่มขืนเด็กหญิง/ไม่ข่มขืนเด็กหญิง ก็จัดอยู่ในข้อที่มีลักษณะคล้ายกันๆ เพราะถ้าฆ่าผู้หญิง ข่มขืนเด็กหญิง ถือว่าชั่วมากเลวมาก จะต้องมีการผูกเวรกันอย่างหนักยิ่งขึ้น ๆ ไปอีก จะทำให้ความเป็นโจรตั้งอยู่ไม่ได้

ในข้อที่ 2 ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ/ไม่ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ ลักษณะการเอาของไป อย่าเอาไปจนไม่มีเหลือ ถ้าปล้นจนไม่เหลือไว้เลย คนที่ถูกปล้นจะหมดหนทาง แต่ถ้าพอเหลือไว้ให้เขาบ้าง คนที่ถูกปล้นก็พอที่จะตั้งตัวได้

และที่ ๆ จะไปปล้น คือ อย่าไปปล้นนักบวช ในข้อที่ 5, อย่าไปปล้นท้องพระคลังหลวง ในข้อที่ 6 และ อย่าปล้นใกล้ถิ่นเกินไป ในข้อที่ 7 ใน 3 ข้อนี้ คือ สถานที่่ ๆ จะไม่ไปประกอบกิจของความเป็นโจร ถ้าไปปล้นพระคลังหลวงก็จะทำให้ไม่สามารถไปพึ่งพิงผู้มีอำนาจได้ ยิ่งทางการมีอำนาจก็จะยิ่งตามจับกุม จะหนียาก หรือปล้นนักบวช อันนี้ก็เป็นบาปหนักมาก จะเป็นโจรกระจอก ไม่สามารถเป็ฯโจรที่ยิ่งใหญ่ได้ หรือถ้าปล้นใกล้ถิ่นเกินไป คนก็จะรู้เบาะแส จะถูกตามจับได้ง่าย

และในข้อสุดท้าย ข้อที่ 8 ต้องฉลาดในการเก็บ ในที่นี้คือ โจรก็ต้องรู้จักสร้างบุญสร้างกุศลบ้าง ซึ่งก็จะเป็นนัยยะเดียวกันกับการเก็บทรัพย์สินของเราที่ว่า ให้ทานแล้วเก็บไว้เป็นบุญ ใครก็เอาของเราไปไม่ได้ อันนี้เรียกว่า ฉลาดในการเก็บ

 

อย่างไรก็ตาม ใน 8 ข้อ นี้ไม่ไช่หมายความว่าพระพุทธเจ้าจะสอนให้คนไปเป็นโจร เพราะการเป็นโจรคือการที่ไปถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ เป็นลักษณะของการเบียดเบียน เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ท่านได้เคยตรัสในเรื่องของโจรไว้ในหลาย ๆ นัยยะ ทั้งโจร 5 ประเภทเปรียบเทียบกับภิกษุทุศีล ภิกษุลามก ภิกษุอลัชชี 5 อย่าง, พูดถึงมหาโจร 5 ประเภท เป็นนัยยะที่ 2 พูดถึงการเป็นโจรนี้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นโจรที่ปล้นภายนอก หรือโจรที่อยู่ในคราบผ้าเหลือง ปล้นภายใน หรือโจรที่ปล้นศาสนาไม่ว่าจะเป็ฯผ้าเหลืองผ้าขาว เป็นพุทธบริษัท สามารถเป็นโจรได้หมด

ซึ่งตรงนี้ถ้าเราเอามารวมกัน ทำความเข้าใจ เราจะเข้าใจว่า โจรแบบไหนอันตราย โจรที่ไม่อันตรายคือ โจรกระจอก จะชี้ตัวได้ง่าย และก็จะกำจัดไปได้ไม่ยาก ซึ่งถ้าเขามีข้อใดข้อหนึ่งใน 8 ข้อของความเสื่อม ความที่เป็นโจรของเขาจะดำรงอยู่ไม่ได้นาน

 

เปรียบเทียบนัยยะของมหาโจร 5 จำพวก (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

ในข้อที่ 1 ได้พูดถึงโจรที่อาศัยที่ซ่องสุมตามเกาะแก่ง แม่น้ำ หุบเหว ภูเขา แล้วไปทำการในที่อื่น อันนี้คือ ไม่ได้ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป ซึ่งถือว่าถูกต้องในความเป็นโจร

ในข้อที่ 2 อาศัยที่กำบัง พงหญ้า ราวป่าใหญ่ อันนี้ทำให้ไม่ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป

ในข้อที่ 3 เวลาไปไหนมาไหน ไปคนเดียว ก็ไม่ให้ใครมารู้เรื่องราวของตน เป็นลักษณะที่ไม่ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป

ในข้อที่ 4 มหาโจร จะต้องอาศัยพึ่งพิงผู้มีอำนาจ เช่น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา ที่จะมาปกป้อง

ในข้อที่ 5 ใช้การโปรยทรัพย์ จะใช้ข้อที่ 4 และ 5 ได้ก็ต้องฉลาดในการเก็บ และจะต้องไม่ปล้นท้องพระคลังหลวง ไม่ปล้นนักบวช

 

เปรียบเทียบกับภิกษุในธรรมวินัยนี้

  • ในความที่อาศัยที่ซ่องสุม มีที่กำบัง ไปคนเดียว เปรียบเทียบเหมือนกับว่า มีกายกรรม วาจีกรรม มโนกรรม มันคดโกงอยู่ในใจ มีความคดอยู่ในจิต อยู่ในใจของตัวเองคนเดียว ไม่มีใครรู้ อาศัยที่ซ่องสุม มีมิจฉาทิฏฐิ เข้าสู่สกุลแล้ว ไม่อยากให้ใครรู้จักตน จะเห็นได้ว่าบุคคลที่เป็นแบบนี้ก็ชื่อว่า เป็นโจรในศาสนา
  • และถ้าสามารถพึ่งผู้มีอำนาจได้ เช่น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา จะมาปกป้องถ้ามีใครมาโจทก์เราด้วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีคนมาแก้ต่างให้ มีคนที่จะมาคุ้มกันให้
  • หรือว่าจะจ่ายทรัพย์ มีลาภปัจจัย 4 เพื่อที่จะปิดปากคนที่จะมาโจทก์เรานั้นเสีย เหมือนกับในศาสนานี้มี มหาโจรเกิดขึ้นแล้ว

ในคำสอนในศษสนาของพระพุทธเจ้ามีลักษณะที่เป็นแบบ อาศัยหมู่ คือ สงฆ์ (หมู่ของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา อินทร์พรหม เรียกว่า พุทธบริษัท) ถ้าในหมู่นี้ สงฆ์นี้มีใครสักคนใดคนหนึ่งมีความเป็นโจรเกิดขึ้น ถ้าเป็นโจรกระจอก เราจะสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย ถ้ามหาโจร จอมโจร ยอดโจร จะสังเกตเห็นได้ยาก มันขโมยอยู่ตลอด เราไม่รู้เลย

 

ถ้าเราจะดูก็เอา 8 ข้อที่กล่าวไว้ข้างต้นนำมาวิเคราะห์ดู จะเห็นได้ว่า

  • ในหมู่สงฆ์ ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเดี๋ยวเที่ยวด่าคนนั้นคนนี้ อันนี้เหมือนกับปล้นนักบวชแล้ว ทำร้ายคนที่เขาไม่ได้โต้ตอบ ฆ่าผู้หญิง ข่มขืนเด็กหญิง คือ ติเตียนคนนั้นคนนี้ ว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดี ฉันดีคนเดียว การที่เอาความดีเข้าตัว ความชั่วเข้าคนอื่นนี้คือ ลักษณะปล้นท้องพระคลังหลวง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าอันนี้เป็นลักษณะของโจร แต่เป็นโจรกระจอก
  • ในลักษณะการกล่าวตู่ ตู่ว่าเล่าเรียนธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉันคิดเอง เป็นวิธีการที่ฉันคิดขึ้นมา ไม่ได้มีคนสอน หรือคนสอนไม่ใช่พระพุทธเจ้า หรือว่าธรรมะเป็นใครสักคนใดคนหนึ่งที่เขาไม่ได้มีตัวตนแล้วแต่ว่าตู่ขึ้นมา ยกขึ้นมาเล่าเรียนธรรมแล้วก็บอกว่าเป็นของตน แต่อาจจะแอบอ้างมาในชื่ิอของคนอื่น อันนี้คือ ลักษณะที่ว่าปล้นของจนไม่มีเหลือ คือ เอาของคนอื่นมาจนหมดเลย แล้วตู่เอาว่าเป้นของตน แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นโจรชั้นเลิศ ยังเป็นโจรกระจอก
  • หรือในกรณีที่เที่ยวเอาของที่เขาสงเคราะห์มา ฝากมาแล้วก็เอาไปให้คนนั้นคนนี้ เกลี่ยกล่อมคฤหัสถ์ต่าง ๆ หรือว่าเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ถือเอาของสงฆ์ คือว่า เป็นผู้ที่ไม่ฉลาดในการเก็บ
  • โจรที่มีบริวารมาก เที่ยวไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เผาบ้าง ขโมยบ้าง เปรียบเทียบกับใครก็ตามในธรรมวินัยนี้ที่ต้องการมีบริวารมาก แล้วก็เลยเปิดให้มีบริวารมากขึ้น การที่มีบริวารมาก แล้วถ้าตนเองทำไม่ดี อันนี้เหมือนกับว่า เราปล้นใกล้ถิ่นเกินไป

4 ข้อข้างต้นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นยอดโจร จอมใจร มหาโจร ยังเป็นโจรกระจอก ด้วยความที่มีคุณสมบัติที่เป็นเหตุเสื่อมของมหาโจร 8 ข้อ ตามที่ว่ามา

  • แต่ในส่วนนี้ ตรงนี้ คือ สุดยอดของโจร ยอดมหาโจร จอมโจร ในธรรมะวินัยนี้ คือ ลักษณะของคนที่อวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ในตน อันไม่เป็นจริง

 

คำว่า “อุตตริมนุสสธรรม” คือ ธรรมที่อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ที่เหนือว่ามนุษย์ทั่วไป เป็นสามัญญผล คือ การเข้าฌาณสมาธิได้ การรู้วาระจิตคน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้มีได้ ซึ่งนี้เป็นความดี เป็นของดี แต่สิ่งที่ไม่ดีเป็นโจรขโมยเข้ามาก็คือ อวดขึ้นมา กล่าวอวดโดยไม่มีจริง อันนี้คือสุดยอดของโจร

เปรียบเทียบดูใน 8 ข้อที่เป็นองค์ประกอบของมหาโจร ถ้าคนที่กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ในตน และก็ไม่ได้ไปด่าใคร ไม่ได้เอาดีเข้าตัวเอง หรือว่าเอาชั่วเข้าคนอื่น เขาไม่ได้ทำอย่างนี้ ชื่อว่า เขาไม่ได้ทำร้ายคนที่ไม่ได้ทำร้ายตอบ ไม่ปล้นนักบวช ไม่ปล้นท้องพระคลังหลวง ไม่ฆ่าผู้หญิง ไม่ข่มขืนเด็กหญิง ไม่ทำทั้งหมด, แล้วคุณธรรมที่เขาว่าตนมี แต่ว่าไม่ได้มีจริง เขาไม่ได้บอกว่าเขามีหมดทุกข้อ มีข้อนี้แล้วก็มีข้อนั้น แต่ไม่ได้มีข้อโน้นและโน้น ก็แสดงว่าเขาไม่ได้ปล้นจนหมดไม่มีเหลือ ยังมีเหลือไว้บ้าง, และถ้าเขาสามารถเข้าหาคนนั้นคนนี้ มีหมู่คณะสนับสนุน ก็เรียกว่า ยังสามารถที่จะอาศัยพึ่งพิงผู้มีอำนาจ ใช้การโปรยทรัพย์ ใครจะมาโจทก์ก์โจทก์ไม่ได้ แล้วถ้าสามารถที่จะไม่ต้องมีหมู่คณะมากมาย แค่มีเท่าที่จำเป็น ไปไหนมาไหนเท่าที่จำเป็น บางทีเรื่องคุณวิเศษ อุตตริมนุสสธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง มันตรวจสอบกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของความเชื่อ เป็นเรื่องของความลงใจอย่างเดียวเท่านั้นเลย

พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง บุคคลที่กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ในตนว่า เป็นยอดมหาโจร ยอดกว่าโจรอื่นๆ

 

“…เอายอดของความเป็นโจร 8 อย่างนี้ ถ้าเราจะมาเปรียบเทียบกลับในเรื่องของความดี…แล้วเอามาทำ ให้เห็นส่วนเหมือนว่า ในความต่างที่ว่าโจรมันไม่ดี ให้เห็นส่วนเหมือนว่า คนที่ทำความดีอะไร 8 อย่างอะไร จะทำแล้วจะเป็นยอดของมนุษย์ ยอดของคน ยอดของความดี สิ่งที่เป็นยอดของความดี ยอดของมนุษย์ ยอดของบุคคล 8 อย่างนั้น จะต้องเป็นอริยมรรคมีองค์ 8 แน่นอน ทั้งหมดก็จะมารวมลงในนี้

บุคคลใด ๆ ที่ปฏิบัติตามอริยมรรค์มีองค์ 8 จะน่อมไม่เสื่อม แลย่อมดำรงอยู่ได้นาน จะเป็นบุคคลทีมีความดีแน่นอน การที่ถ้าเราปฏิบัติตามมรรค 8 โดยเปรียบเทียบถึงคุณสมบัติของความเป็นมหาโจร เปรียบเทียบกลับมาในเรื่องของมรรค 8 ที่ทำแล้วตัวเราด้วยความเป็นคนดี มันจะดีเต็มเปี่ยมขึ้นมา คนที่มีคุณสมบัติของมรรค 8 ในจิตใจ จะสามารถรู้ได้เลยว่า ใครเป็นยอดมหาโจร เพราะว่ายอดของมหาโจรเองก็ตาม ก็จะมีช่องโหว่อยู่ของความที่เป็นโจรนั้น เพราะว่าคนที่อวดสิ่งที่ไม่ได้มีในตน เขาก็จะไม่รู้เรื่องในรายละเอียดนั้นได้อย่างดี แต่คนที่รู้เรื่องในรายละเอียดในอุตตริมนุสสธรรมนั้นอย่างดี อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ เขาจะรู้ว่าอันนี้ ใช่หรือไม่ใช่อย่างไร พอรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่อย่างไร ก็รู้แล้วว่าใครเป็นยอดของมหาโจร บุคคลแบบนี้ที่สามารถจะช่วยกำจัดโจรออกไปจากธรรมวินัยนี้ได้…

…วิธีกำจัดโจรที่ดีที่สุดคือ เปลี่ยนให้เขาเป็นคนดี เปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิที่มันไม่ดี เปลี่ยนจากมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมอันคดโกงให้มันตรงขึ้นมา ในจิตใจเปลี่ยนจากจิตที่เป็นโจรให้มันเป็นจิตที่ดีขึ้นมา อันนี้จะเป็นการกำจัดโจรที่ดีที่สุด เราจะกำจัดโจรแบบนี้ได้ก็ต้องเอายอดของธรรมะมาปรับยอดของโจร ยอดของธรรมะนั้นคือ มรรค 8 เอามาทรงไว้ในจิตใจของเราให้ได้อย่างดีแล้ว เราจะช่วยกันรักษาศาสนา จะช่วยกันประคับประคองให้ธรรมะวินัยนี้ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนานแน่นอน”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน “มหาโจรสูตร [190]” เล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 15 อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
  • อ่าน “มหาโจร 5 จำพวก”  เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1
  • ฟัง “คนเหนือคน” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558
นัยยะของมหาโจรว่าด้วยองค์ 8 ประการ
Tagged on: