download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 05/02/2561

HIGHLIGHTS:

  • สิกขาบท 3 อย่างอันเป็นที่ประชุมลงของสิกขาบททั้งปวงประกอบด้วย อธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา, อธิปัญญาสิกขา
  • บุคคลผู้กระทำเพียงบางส่วน ย่อมทำให้สำเร็จได้บางส่วน, บุคคลผู้กระทำให้บริบูรณ์ ก็ย่อมทำให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ดังนั้นสิกขาบททั้งหลายย่อมไม่เป็นหมันเลย
  • ทุกผัสสะที่มากระทบเรา มันก็จะมาทำให้เพิ่มหรือลดใน 3 เรื่องนี้เท่านั้น จะเพิ่มมากเพิ่มน้อย อันนี้เป็นข้อสอบแต่ละแบบ ๆ ที่แตกต่างกัน ผัสสะแต่ละอย่างจะทำความบริบูรณ์ในแต่ละข้อให้เราเกิดขึ้นได้ การพิจารณาผัสสะจึงต้องมีสติอยู่ตลอด ๆ เพิ่มเติมจุดนั้นจุดนี้ให้มากยิ่งขึ้นไป ก็จะทำให้เต็มขึ้นบริบูรณ์ขึ้นทั้งใน 3 สิกขาบทนี้ ทำให้เกิดความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์ ความเกษมในธรรมะวินัยนี้ได้

บทคัดย่อ

“ภิกษุ ท. ! สิกขาบทสามอย่างเหล่านี้ มีอยู่ อันเป็นที่ประชุมลงของสิกขาบททั้งปวงนั้น. สิกขาสามอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา เหล่านี้แหละ สิกขาบทสามอย่าง อันเป็นที่ประชุมลงแห่งสิกขาบททั้งปวงนั้น…

ภิกษุ ท. ! ผู้กระทำเพียงบางส่วน ย่อมทำให้สำเร็จได้บางส่วน, ผู้กระทำให้บริบูรณ์ ก็ย่อมทำให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ; ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า สิกขาบททั้งหลาย ย่อมไม่เป็นหมันเลย”

 

จากข้อความข้างต้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน เสขสูตรที่ 2 ว่าด้วยไตรสิกขา (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)ว่าด้วย ไตรสิกขา อย่างอันเป็นที่ประชุมลงของสิกขาบททั้งปวงประกอบด้วย อธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา, อธิปัญญาสิกขา

 

การปฏิบัติอย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราทำ เราปฏิบัติเห็นผลทั้งสิ้น น้อยก็ให้ผล มากก็ให้ผล น้ำหยดหนึ่งตกลงมาเป็นฝนมันก็ไปถึงทะเลได้ ทีละหยด ๆ ทุกอย่างได้ผลหมด จิตใจเล็ก ๆ น้อย เรามีความปรารถนากับคนรอบข้าง ทำดีกับคนอื่น เรื่องเล็กน้อยนี้แหละมันสำคัญ เราอย่าประมาทในสิ่งแม้เล็กน้อยนั้น เรื่องเล็กน้อย ๆ ทำให้มันดีขึ้นมา เอาความไม่ประมาทใส่ลงไป เอาสติใส่ลงไป สิ่งเล็กน้อยนั้นการเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นกำลังเป็นหลักชัยให้เราได้

 

ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ยืนยันเอาไว้ว่า สิกขาบททั้งหลายย่อมไม่เป็นหมันเลย ผู้ทำได้เพียงบางส่วนก็ย่อมสำเร็จได้บางส่วน, ผู้ทำให้บริบูรณ์ก็ย่อทำให้สำเร็จได้โดยบริบูรณ์ คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดที่เราฟังกันมาเยอะแยะมากมายจะถูกแบ่งออกจัดรวมไว้ในหมดหมู่ได้ 3 อย่าง คือ ส่วนที่เรียกว่าเป็น “ศีล”, “จิต” และ “ปัญญา” พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า

  • อธิศีลสิกขา หมายถึง ศีลอันยิ่ง มันมีศีลหลายอย่างรวมกันในนี้ ตั้งแต่ศีล 5, ศีล 8, ศีล 227, ศีล 150, ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ มีหลาย ๆ อย่างจัดหมวดหมู่รวมกันอยู่ในกองที่เรียกว่าศีล
  • อธิจิตสิกขา หมายถึง จิตอันยิ่ง เป็นในส่วนเรื่องสมาธิ ความเพียร การละนิวรณ์ ฌานขั้นต่าง ๆ การทำความชำนาญการเข้าการออกการดำรงอยู่ในสมาธิแต่ละขั้น
  • อธิปัญญาสิกขา หมายถึง ปัญญาอันยิ่ง เป็นความคมในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เห็นความยึดถือในตัวตน อวิชชา มานะ ทำความเข้าใจ เป็นทิฏฐิที่ถูกต้อง

    เรียกง่าย ๆ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในแต่ละกองแต่ละอย่างแต่ละหมวดที่ถ้าเราทำได้พอประมาณ หรือทำได้เต็มที่ก็จะมีผล มีอานิสงส์ที่แตกต่างกัน ในที่นี้พระพุทธเจ้าแบ่งไว้ใหญ่ ๆ เป็น 4 ส่วนด้วยกัน เรียกว่าเป็น อริยบุคคล 4 ขั้น

    • อริยบุคคลในขั้นแรก คือ โสดาบัน เรียกว่า ผู้เข้าถึงกระแส มาตามกระแสแล้ว ก็สามารถทำเรื่องของศีลให้ได้บริบูรณ์แต่สมาธิ (จิต) นั้นก็ต้องทำได้พอประมาณด้วย ปัญญาก็ต้องทำได้พอประมาณด้วย
    • อริยบุคคลในขั้นที่ 2 คือ สกิทาคามี สูงขึ้นกว่าโสดาบันอีกระดับหนึ่ง คือ มีราคะ โทสะ โมหะเบาบางลง แต่ยังไม่ถึงขนาดที่ทำให้สมาธิมันบริบูรณ์ได้ เบาบางอยู่แต่ไม่ถึงขนาดที่จะทำปัญญาให้บริบูรณ์ได้ ทำให้ได้อานิสสงส์ คือ ได้รับทุกข์น้อยลงกว่าโสดาบัน
    • อริยบุคคลในขั้นที่ 3 คือ อนาคามี นอกจากทำศีลให้ได้บริบูรณ์ ยังทำสมาธิเรื่องของจิตให้บริบูรณ์ด้วย แต่ว่าปัญญานั้นได้พอประมาณ เป็นผู้ที่จะไม่เวียนกลับจากโลกที่ไปเกิดนั้น มีปกติปรินิพพานในที่ ๆ ไปเกิดนั้น
    • อริยบุคคลในขั้นที่ 4 คือ อรหันต์ เป็นระดับสูงสุด คือ ทำทั้ง 3 หมวดนี้ ศีล สมาธิ ปัญญาได้เต็มที่ได้บริบูรณ์ จึงทำให้เป็นผู้ที่เรียกว่า ไม่กลับมาเกิดอีก มีความดับทุกข์ มีความสิ้นทุกข์

ในความหมายของคำว่า “พอประมาณ” เป็นอย่างไร

นัยยะแรก ได้แจกแจกไว้ในพุทธพจน์ว่าที่พอประมาณ ก็มีความต่างกัน พอประมาณน้อยหน่อย ในกรณีของสมาธิหรือปัญญา ในความที่เป็นโสดาบันก็จะเป็น สัตตักขัตตุงปรมะ เป็นผู้ที่มาเกิดอีกอย่างมากเพียง 7 ชาติ พอประมาณในเรื่องของสมาธิหรือปัญญามากขึ้นหน่อยก็เป็น โกลังโกละ เป็น เอกพีชี ดีขึ้นไป

ตัวปัญญาพอประมาณในความที่เป็นอนาคามี ได้ศีลได้สมาธิเต็มแล้ว พอประมาณในเรื่องของปัญญา ถ้าพอประมาณน้อยหน่อยก็ยังจะเป็นพวกที่ยังไปเกิดในอกนิฏฐภพอยู่ ถ้าสูงขึ้นไปอีก บางทีก็ใช้ความเพียรไม่ต้องมากก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ความพอประมาณในเรื่องปัญญาก็แตกต่างกันตรงนี้

 

นัยยะที่ 2 ในเรื่องของศีลบริบูรณ์ สมาธิพอประมาณ ปัญญาพอประมาณ เพราะว่าในอธิศีล อธิจิต (สมาธิ) และอธิปัญญาสามารถที่จะแก้ไขระงับดับกิเลสได้หยาบละเอียดแตกต่างกัน ความหยาบละเอียดของกิเลสนั้นใช้เครื่องมือต่างกัน พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบไว้กับการล้างทองของคนล้างทอง (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)ใน 3 อย่างก็ใช้เครื่องมือ 3 แบบ เปรียบเทียบไว้กับกิเลสอย่างหยาบใช้เครื่องมือคือ ศีล, กิเลสอย่างกลางใช้เครื่องมือคือ สมาธิ, กิเลสอย่างละเอียดใช้เครื่องมือคือ ปัญญา

กิเลสนั้นเกิดในจิตเป็น ราคะ โทสะ โมหะ ถ้้าเผื่อว่ามันออกมามาก หยาบมาก ๆ มันก็จะโผล่ออกมาทางกายทางวาจา ด้วยเป็นการโกหก เป็นการด่าทอเสียดสี หรือถึงกับลงมือลงไม้ทำให้เจ็บ ๆ หรือ ถึงกับใช้อาวุธมีคมทำให้ตาย ประทุษร้ายต่าง ๆ อันนี้เราจะกำจัดกิเลสอย่างหยาบก็ต้องใช้ศีล

ในเรื่องของจิต หรือว่าสมาธิ และก็ในเรื่องของปัญญา ก็จะต้องมีพอประมาณด้วย ในที่นี้กล่าวถึงโสดาบัน ที่ว่ากิเลสอย่างหยาบ ๆ ถูกระงับไปแล้วด้วยศีล ดังนั้นศีลจึงเป็นสิ่งที่โสดาบันทำได้เต็มที่ แต่ความพอประมาณที่ในขั้นของสมาธิ ถ้าเขาไม่มีเลยเขาจะไม่สามารถละวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคงเห็นแย้ง)ได้ เขาจะเป็นโสดาบันไม่ได้ เขาจะไม่สามารถละเครื่องร้อยรัด คือ วิจิกิจฉาได้ เขาจะทำไม่ได้ ถ้าเผื่อไม่มีสมาธิพอประมาณ ละวิจิกิจฉาไม่ได้ก็จะเป็นโสดาบันไม่ได้

ในเรื่องของปัญญาก็เหมือนกัน ถ้าเผื่อว่าไม่มีปัญญาพอประมาณในการที่จะละมิจฉาทิฏฐิได้ เขาจะทำสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้นไม่ได้ เครื่องร้อยรัดที่มันรัดอยู่ตรงหัวเลยคือ สัมมาทิฏฐิ ที่จะกำจัดมิจฉาทิฏฐิ จะกำจัดออกไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีปัญญาพอประมาณในการที่จะเห็นสัมมาทิฏฐิ มีสมาธิพอประมาณที่จะกำจัดความเคลือยแคลงเห็นแย้งไม่ลงใจ

มีศีลเต็มที่ รักษาศีล 5 ได้ดี คนที่มีศีลเต็ม มีศีลอย่างถูกต้อง คุณละสีลัพพตปรามาสได้ คนที่มีสมาธิ เรื่องของจิตพอประมาณ คุณละวิจิกิจฉาได้ แต่บางทีมันยังฟุ้งซ่านบ้าง เอาไว้ก่อน ยังไม่เต็ม เอาพอประมาณ เครื่องร้อยรัด 3 อย่างหลุดไปคือ มิจฉาทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉา ต้องเป็นโสดาบันแน่นอน

เพราะฉะนั้นโสดาบันจึงมีความเต็มที่มีศีล พอประมาณในสมาธิที่ละวิจิกิจฉาได้ พอประมาณในปัญญาที่ละมิจฉาทิฏฐิได้

 

ส่วน อนาคามี ที่ว่าสมาธิเต็มด้วย ความที่สมาธิเต็มขึ้นมา คือ จิตนั้นปราศจากกามแน่นอน เพราะว่าถ้าสมาธิมันเต็ม กฝ้เพราะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย กามนี้ต้องหายไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเครื่องร้อยรัดที่เรียกว่า กามราคะ และ ปฏิฆะ ท่านก็จะต้องละได้ เพราะว่าด้วยความที่สมาธิเต็มขึ้นมา เรื่องของจิตเต็มขึ้นมา ในหมวดที่ 2 ที่เป็นกิเลสอย่างกลาง คือ พวกนิวรณ์ต่าง ๆ บางทีทำจิตใจเราให้ฟุ้งซ่าน กลับไปคิดเรื่องของกาม เป็นปฏิฆะ แต่พอทำสมาธิให้เต็ม พวกนี้ก็จะถูกกำจัดหมดหายหมด จึงสามารถละเครื่องร้อยรัดที่เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่างได้ ส่วนปัญญาบางทีก็ยังได้ไม่เต็ม ยังได้พอประมาณ อย่างน้อยก็ยังมีสัมมาทิฏฐิได้ ยังละอวิชชาไม่ได้ ยังละมานะไม่ได้ ยังละความรำคาญใจ บางทีเข้าสมาธิได้ ไม่ได้ ไม่ชำนาญ ยังมีความรำคาญใจบ้าง ยังละไม่ได้ตรงนี้ จึงทำให้ความเป็นอนาคามี ก็ยังแบ่งไปอีกเป็น 5 อย่างตามความละเอียดของสมาธินั้น ความความพอประมาณของปัญญานั้นด้วย

ส่วนความที่พอประมาณในปัญญา อย่างน้อยในระดับต่ำต้องมีสัมมาทิฏฐิแล้ว เหมือนกับโสดาบัน แล้วถ้ามีความระเอียดของปัญญาเพิ่มขึ้นไปแต่ยังไม่เต็ม ได้พอประมาณในความที่เห็นอนิจจสัญญา ในความที่เห็นอนัตตสัญญา ในการพิจารณาเห็นปัญยาในขั้นใดขั้นหนึ่ง ก็จะทำให้การบรรลุธรรมนั้นยาวนาน ช้า เร็ว ต้องใช้ความเพียรมากน้อย เรี่ยวแรงแตกต่างกัน เพราะว่าปัญญาที่มีความพอประมาณมันไม่เท่ากัน

 

ปัญญานี้ หมายถึง ความคม ถ้าคมน้อย ก็ต้องใช้แรงเยอะหน่อยในการปาดในการตัด ถ้าคมมากก็ใช้ปัญญานิดหน่อย แล้วความคมนั้นมันกว้างรึไม่ ถ้าไม่กว้าง แคบ ๆ ก็ต้องตัดหลายที ถ้ายาวมากมีดยาวด้วยคมด้วยก็ตัดทีเดียวขาดได้เลย ดังนั้นจึงต้องมีความคมของปัญญา ความกว้างขวางของปัญญา ความละเอียดของปัญญา กำลังของปัญญา ทำให้เกิดความว่องไวในการพิจารณาแตกต่างกัน ทำให้อนาคามีที่สามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่าง ไล่มาตั้งแต่ละมิจฉาทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉา และยังสามารถละกามราคะและปฏิฆะได้อยู่ แต่ว่ายังละเรื่องของรูปราคะ อรูปราคะยังไม่ได้ ก็ยังยินดีพอใจในสมาธิที่เป็นรูปหรือว่าขั้นอรูปนั้นอยู่

ถ้าเหนือขึ้นไป สูงขึ้นไปมีสมาธิถึงในขั้นระดับอรูป ตรงเรื่องของรูปราคะคุณละได้แน่ แต่ยังไม่ความพอใจในเรื่องของอรูปราคะอยู่ อันนี้ทำให้มีความพอประมาณที่แตกต่างกันในเรื่องของอนาคามีในเรื่องของปัญญา ทำให้ละเครื่องร้อยรัดในเบื้องสูงที่มันรัดลึกรัดแน่นด้วย ก็แตกต่างกันไป

 

พระพุทธเจ้าจึงสรุปในที่นี้ว่า การปฏิบัติของเราในสิกขาบท 3 อย่าง ไม่เป็นหมันเลย กระทำได้บางส่วนก็ได้ผลเพียงบางส่วน, กระทำได้บริบูรณ์ ก็ทำให้มันสำเร็จผลได้บริบูรณ์ในทั้ง 3 หมวด

…คนที่ทำศีลได้เต็มขึ้น ๆ สมาธิก็เพิ่มขึ้นด้วยนิดหนึ่ง ปัญญาก็เพิ่มด้วยนิดหนึ่ง เพราะว่ามันเกี่ยวเนื่องกัน คนที่ทำเรื่องสมาธิของจิตให้ค่อย ๆ เต็มขึ้น ๆ ปัญญามันก็เพิ่มขึ้นด้วยนิดหนึ่ง แต่ว่าขนาดของมัน (Scale) จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผัสสะที่มากระทบแล้วเรามีการปฏิบัติหรือกระทำตอบอย่างไร

 

“ศีล สมาธิ ปัญญา 3 สิกขาบทนี้ 3 เรื่องนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้าจะมาประชุมลงใน 3 หมวดนี้เท่านั้น ทุกผัสสะที่มากระทบเรา มันก็จะมาทำให้เพิ่มหรือลดใน 3 เรื่องนี้เท่านั้น จะเพิ่มมากเพิ่มน้อย อันนี้เป็นข้อสอบแต่ละแบบ ๆ ที่แตกต่างกัน ข้อสอบผัสสะบางอย่างมาทดสอบในเรื่องของศีลของเรา ให้เราฆ่า ให้เราลัก ให้เราขโมย ให้เราประพฤติผิดในกาม ข้อสอบบางอย่างมาในเรื่องของสมาธิ ให้เราด่า ให้เราว่า ให้เราโกรธ ให้เราเคือง ข้อสอบบางอย่างมาในเรื่องของปัญญาให้เราเห็นตามเป็นจริง ให้เราละมานะ ละอวิชชา ละความเป็นตัวตน ข้อสอบแต่ละอย่างหมายถึงผัสสะจะทำความบริบูรณ์ในแต่ละข้อให้เราเกิดขึ้นได้ ไม่เป็นหมันเลยในการทำการปฏิบัติ การพิจารณาผัสสะ ต้องมีสติอยู่ตลอด ๆ เพิ่มเติมจุดนั้นจุดนี้ให้มากยิ่งขึ้นไป ก็จะทำให้เต็มขึ้น บริบูรณ์ขึ้นทั้งใน 3 สิกขาบทนี้ ทำให้เกิดความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์ ความเกษมในธรรมะวินัยนี้ไ้ด้”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มีสมาธิปัญญาพอประมาณ
Tagged on: