download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 31/01/2561

 

HIGHLIGHTS:

 

  • คุณแม่มีอายุมาก ไม่สบายช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ พอนึกถึงแม่น้ำตาจะไหลทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เข้าใจเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความไม่เที่ยงและไม่ได้ยึดถือในตัวท่านแล้ว จิตใจรู้สึกสลดสังเวช ถามว่า อันนี้เป็นสัญญา สังขารหรือไม่ ควรจะแก้อย่างไร
  • ตอนนั่งสมาธิสามารถรวมจิตใจได้รวดเร็ว เหมือนไม่รู้สึกตัว ดับไปเลย จนกระทั่งได้ยินเสียงนาฬิกา รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วกว่านาฬิกาที่ตั้งไว้ ถามว่า อาการแบบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และควรปฏิบัติต่อไปอย่างไร
  • ตอนนี้ตั้งท้องอยู่ ต้องมีการกำจัดเห็บ หมัด รู้สึกกังวลที่ต้องฆ่าเห็บ หมัด เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง และถ้าไม่ฆ่าก็กลัวจะเป็นอันตรายต่อลูกและแม่ จะทำอย่างไรและบาปหรือไม่

บทคัดย่อ

 

คุณก้อนดิน (puredhamma.com)

คำถาม : คุณแม่มีอายุมาก ไม่สบายช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ พอนึกถึงแม่น้ำตาจะไหลทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นผู้ที่ศึกษาธรรมะ เข้าใจเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความไม่เที่ยงและไม่ได้ยึดถือในตัวท่านแล้ว จิตใจรู้สึกสลดสังเวช ถามว่า อันนี้เป็นสัญญา สังขารหรือไม่ ควรจะแก้อย่างไร

คำตอบ :น้ำตาที่ไหลออกจากดวงตามี 2 แบบ คือ น้ำตาร้อนและน้ำตาเย็น

น้ำตาร้อน : ถูกเรื่องทุกข์ใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกทุกขเวทนาเข้าครอบงำ ร้องไห้ คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว มีน้ำตานองหน้า แบบนี้เรียกว่า “น้ำตาร้อน”

น้ำตาเย็น : เมื่อมีการฟังธรรมะ เกิดเข้าใจเรื่องราวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดความสลดสังเวช วางลงได้ ปลงภาระลงได้ แล้วเกิดความเย็นใจ สบายใจ ตื้นตันใจ อิ่มอก อิ่มเอิบใจ จนมีน้ำตาไหลออกมา แบบนี้เรียกว่า “น้ำตาเย็น”

ความเสียใจที่ทำให้น้ำตาไหล ต่างกันนิดเดียวตรงที่ว่า น้ำตาร้อนยังมีความกำหนัดยินดีพอใจในสิ่งนั้น เจือปนอยู่ รักชอบสิ่งใด พอเห็นความเสื่อมไป เสียไปที่เกิดขึ้นกับสิ่งนั้น เราจะมีความเสียใจ คือ ยังมีความรัก ความกำหนัด ยินดีพอใจแฝงอยู่ในความเสียใจนั้น แต่น้ำตาเย็นจากความสลดสังเวชใจจะมีธรรมะแฝงอยู่ คือ มรรค 8 ผสมอยู่ในนี้มากกว่า

มรรค 8 ต้องผสมอยู่ในขันธ์ 5 ถ้าเราพิจารณาเรื่องสัญญา สังขาร แล้วบอกว่า ปฏิบัติไม่ดี ไม่ถูก ไม่ได้ เห็นทุกข์ทำไมจะไม่ดี เห็นทุกข์มันก็เห็นธรรม แต่เห็นอะไรในทุกข์นี่คือสิ่งสำคัญ เห็นด้วยปัญญาไหม ปัญญาเป็นมรรค 8 ต้องเอามรรค 8 ผสมลงไปในความทุกข์นั่นแหละ ใส่ลงไปในสัญญา ในสังขารนั่นแหละ ใส่แล้วมันก็เป็นอสุภสัญญา ใส่ในรูป ในสัญญา ในทุกข์ ให้มันเห็นตามความเป็นจริง ถึงจะถูก ที่ว่าใส่ลงไป ไม่ใช่ว่าผสมมั่ว แต่ต้องรู้จักแยกแยะ แล้วผสมให้ถูกสัดส่วน

ขันธ์ 5 มีคุณสมบัติเหมือนมรรค 8 ตรงที่มันมีความไม่เที่ยง แต่ขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่ต้องรอบรู้ ทำความเข้าใจยอมรับมัน มรรค 8 เป็นสิ่งที่ต้องทำให้มาก เจริญให้มาก ไม่มีต้องทำให้มี มีแล้วต้องทำให้ดีขึ้น มันต่างกัน มีคุณสมบัติเหมือนกันก็จริง แต่สิ่งที่ต้องทำต่างกัน พอทำต่างกัน เวลาผสมกันบางทีมันสับสนว่า ขันธ์ 5 ต้องละหรืออย่างไร เลยมึน ด้วยผัสสะ คือ คุณแม่บ้าง อะไรต่างๆ บ้าง เลยงง

ถ้าเข้าใจไม่ถูก มีตัณหา มีความยึดถือในเสียงนี้ มีความยึดถือในบุคคลนี้ เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าเราทำความเข้าใจ แยกแยะหน้าที่ที่กระทำให้แตกต่างกัน เข้าใจสิ่งที่เป็นทุกข์ได้ เราจะละตัณหาได้ กระทำให้มากเรื่องมรรค 8 ได้ คุณก็จะเข้าใจความทุกข์ได้ คุณก็จะละตัณหานั่นแหละได้

สังขตธรรม คือ การปรุงแต่งทั้งหลายไม่มีอะไรที่จะดีเกินมรรค 8 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ด้วยว่า มรรค 8 ทั้งหมดเป็นสัญญา สังขาร แน่นอน แล้วอย่าไปสับสนกับเรื่องทุกข์ ถ้าสัญญา สังขารส่วนไหนที่จะเป็นไปเพื่อการละตัณหาได้ ท่านแยกออกมาแล้ว บัญญัติแต่งตั้งใหม่ใช้ชื่อว่า มรรค 8 เพราะกิจที่ควรทำแตกต่างกัน มันจะได้ผลต่างกันขึ้นมา และถ้าพูดถึงศีล เป็นสัญญา สังขารไหม เป็นแน่นอน อ้าวแล้วทำให้เกิดการละกิเลสไหม? ได้อยู่ เช่น ถ้าเราจะฆ่าสัตว์แล้วไม่ฆ่า กิเลสหลุดไปหลายตัวแล้ว อันนี้ต่างกัน ต้องจัดอยู่ในหมวดของมรรค

ความเสียใจที่มีส่วนของความอยาก ความรัก ความยินดี ความกำหนัดปนอยู่ มันจะเสียใจแบบทุกข์ใจ น้ำตาจะร้อน แต่ถ้ามีความสลดสังเวช จิตใจมันจะมีมรรคอยู่ มีสัมมาทิฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีศีล มีสติตั้งไว้อยู่ สามารถเอาสติสัมปชัญญะระงับความโศกนั้นได้อยู่ เป็นความสลดสังเวช น้ำตาที่ไหลก็เป็นน้ำตาเย็น

 

คำถาม : ตอนนั่งสมาธิสามารถรวมจิตใจได้รวดเร็ว เหมือนไม่รู้สึกตัว ดับไปเลย จนกระทั่งได้ยินเสียงนาฬิกา รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วกว่านาฬิกาที่ตั้งไว้ ถามว่า อาการแบบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และควรปฏิบัติต่อไปอย่างไร

คำตอบ :ลักษณะนี้ ทางศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า Time distortion คือ มีการบิดเบือนไปของเวลา เวลาเดินเร็วช้าไม่เท่ากันตามกิจกรรมที่เราชอบหรือไม่ชอบ อย่างเวลานั่งฟังบรรยาย เหนื่อยหน่าย ทำสิ่งที่ไม่ชอบ เวลามันดูนาน แต่เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ ดูคอนเสิร์ต เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เวลาเหมือนแค่ครึ่งชั่วโมง เพราะเวลามันบิดเบี้ยวไป ตามจิตเราที่เพ่งไป จิตเราเพ่งจดจ่อยิ่งมากเท่าไหร่ เวลามันยิ่งเหมือนเดินเร็วขึ้นเท่านั้น อย่างดูรายการทีวีหรือฟังบรรยาย บอกได้ว่า เวลามันเดินไม่เท่ากัน ช้าเร็วต่างกัน เป็นเพราะว่าจิตใจเราเพ่งไปคนละจุดกัน จิตใจที่เพ่งจดจ่อลงไปมากๆ เวลามันเหมือนจะสั้นลง นั่นเป็นเพราะว่า จิตมันลงไปเป็นสมาธิ

สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ทำมาได้อย่างไรแบบนี้ ก็ทำต่อไปแบบนั้น เป็นทางที่ถูกแล้ว ก็เดินต่อไป อย่าหยุดนิ่งจอดอยู่ตรงนั้น มาสนใจว่าสภาวะอะไร ไม่ได้ทำต่อ ไม่ใช่แบบนั้น เราจะไปต่อไม่ได้ เหมือนการตัดถนนกิโลเมตรที่ 1-10 ทำอย่างไร กิโลเมตรที่ 100-200 ก็ทำเหมือนเดิม แต่สิ่งแวดล้อมมันอาจจะเปลี่ยนแปลงไป เราปฏิบัติได้มาถึงจุดนี้อย่างไร ก็ทำเหมือนเดิม อาการดังกล่าวเป็นลักษณะของคนที่เริ่มมีสมาธิแล้ว เวลามันเปลี่ยนแปลงไป แสดงว่าที่ทำมามีส่วนที่ถูกอยู่ ก็ทำต่อไป ก็จะเจออาการต่างๆ เช่น ความง่วง ความสะดุ้งขึ้น เหมือนตัวตกลง ตัวลอยขึ้น ตัวเล็ก ตัวใหญ่ อีกหลายอย่าง เมื่อเราผ่านไปๆ ทำตามเดิม ศีล สมาธิ ปัญญา จะมีความก้าวหน้าขึ้นได้แน่นอน

 

คุณพระจันทร์ (puredhamma.com)

คำถาม : ตอนนี้ตั้งท้องอยู่ ต้องมีการกำจัดเห็บ หมัด รู้สึกกังวลที่ต้องฆ่าเห็บ หมัด เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง และถ้าไม่ฆ่าก็กลัวจะเป็นอันตรายต่อลูกและแม่ จะทำอย่างไรและบาปหรือไม่

คำตอบ : คนต้องรักลูกมากกว่าเห็บและหมัด แม่ต้องรักลูกของตัวเองมากกว่าลูกคนอื่น ไม่ต้องพูดถึงเห็บ หมัด หรือสัตว์อื่น คุณรักฝ่ายไหน คุณก็ปรารถนาความดีความงามความสุขในฝ่ายนั้น ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตอนลงมือจะฆ่าหรือไม่ฆ่า จะใช้วิธีอะไร ประเด็นอยู่ที่ว่า พอเริ่มมีลูก ก็ปรารถนาความสุขกับลูกนั้น ยอมสละแม้ชีวิตตนก็ได้เป็นธรรมดา

จุดที่สำคัญคือ ถ้าเรามีความรักความเมตตาต่อลูกของเราได้ ให้เราแผ่กระแสความรักความเมตตานี้ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้มีจิตใจที่มีความรักความเมตตา การที่ต้องกำจัดอย่างไร ก็ทำไป แต่ว่าจิตใจเราให้ทรงไว้ซึ่งความเมตตามันจะดี คือ ตั้งไว้ก่อนแล้ว และต้องรักษาจิตใจแบบนี้ให้ดี ให้มีความเสมอกัน

เรื่องมด ปลวก เห็บ หมัด ยังเป็นเรื่องเล็กน้อย พูดถึงสัตว์อื่นที่ใหญ่กว่า เช่น หมู เนื้อ คุณกินชีวิตเขาเพื่อเสริมสร้างชีวิตตัวเอง เพื่อยืดต่อชีวิตของตน มันไม่ถูกหลักอยู่แล้ว แล้วจะกังวลกับสัตว์ที่มันตัวเล็กนิดเดียว ถ้าจะช่วย เราช่วยสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่าดีกว่า เช่น วัว ควาย หมู หรือสัตว์อื่นที่ได้รับความลำบาก ช่วยที่ปากของเรา งดกินมันเสียบ้าง กินแต่ผักบ้าง บางทีเราอาจช่วยเหลือในมูลนิธิสัตว์ เพื่อให้มันได้รับความสุขความสบายบ้าง การช่วยตรงนี้เป็นสิ่งที่ดี การที่เรางดเว้นการที่จะเบียดเบียนเอาชีวิตมัน ถ้าเปรียบเทียบแล้ว ยังดีมากกว่าที่จะมากังวลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องเห็บ หมัด ทำให้จิตใจเรามันขึ้นๆ ลงๆ กังวลเรื่องเล็กๆ น้อยตรงนี้ เพราะว่า มันมีความรัก ความพอใจ ความกำหนัดยินดี ถูกแทงแล้ว จิตใจมันเลยกังวลไปหมด เครียดไปหมด กังวลไปหมด มันจึงต้องเริ่มจากจุดที่มีความเมตตาไม่มีประมาณไปเสียก่อน แล้วไล่มาจากสัตว์ใหญ่ค่อยๆ ไปสัตว์เล็ก จิตใจ จิตใจของเราที่ตั้งไว้อย่างดี มันดี และในโลกนี้ เราอยู่ในสังสารวัฏ อย่างไรก็ต้องมีการเบียดเบียนกัน มันเกิดขึ้นได้ เราทำดีขนาดไหน บางทีมันก็ไปกระทบกระเทือนคนอื่นได้

ให้เราแค่อยู่ในมรรคแปดให้ได้ ให้เราแค่มีจิตใจที่มีเมตตาอยู่เป็นประจำ ฟังธรรมอยู่อย่างเนืองนิตย์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ในทุกรูปแบบ อันนี้มันถึงจะดี พอเราทำได้ในลักษณะแบบนี้ค่อยทำค่อยไป จิตใจเราจะมีความสบายใจขึ้นมา พอเรามีความสบายใจขึ้นมา การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็จะไม่เป็นลักษณะจิ๊จ๊ะ กังวลขึ้นมา เราจะมีความสบายใจเกิดขึ้นได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

เห็นทุกข์ด้วยปัญญา
Tagged on: