download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 26/01/2561



 

HIGHLIGHTS:

 

  • “ทิฐิ” อยู่ลึกกว่าระดับความคิด แต่ถ้าเรามีแนวคิดหรือพูดกระทำไปในทางบวก หรือ ลบบ่อยๆ สิ่งนั้นก็จะทำให้เกิดเป็น “ทิฐิ” ขึ้นมา
  • การคิดและการกระทำที่โน้มเอียงมาทางกุศลธรรมบ่อยๆ แม้จะยังเป็นอปัณณกที่ไม่ถูกต้องเต็มที่ แต่ก็จะมีโอกาสให้เราได้ “เจริญมรรค 8” เพราะมีความทิฐิที่โน้มมาทางกุศล

บทคัดย่อ

 

“อปัณณกสูตร” คือธรรมะที่ไม่ผิด…เป็นคนละส่วนกับ “อปัณณกปฏิปทา” อปัณณกปฏิปทาจะกล่าวถึงการสำรวมอินทรีย์ การรู้ประมาณในการบริโภคและการประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น…แต่อปัณณกสูตร หรือ อปัณณกธรรม คือทิฐิที่มีทั้งหมด 10 อย่าง ในอปัณณกสูตรได้กล่าวถึงตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จถึงแคว้นโกศล หมู่บ้านศาลาที่ต้องผ่านไปยังเมืองใหญ่…ซึ่งชาวบ้านเมื่อทราบการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าก็รีบพากันไปเข้าเฝ้าถึงที่ประทับ จากนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสถามชาวบ้านว่า… “พวกท่านมีศรัทธาอันมีเหตุผลอย่างลงมั่นกันหรือยัง” (ไม่ใช่การเชื่อตามๆ กันมาโดยไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียด) วิธีการที่เราจะใคร่ครวญหาเหตุผลในคำสอนต่างๆ หรือก็คือ ทิฐิ 62 อย่าง (คือศาสนานั่นเอง เพราะในสมัยนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 62 ศาสนา) …พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างทิฐิขึ้นมาทั้งหมด 5 คู่ 10 ทิฐิ …ในคราวนี้จะกล่าวถึง 3 คู่ 6 ทิฐิ…

คู่แรก…ฝ่ายหนึ่งมีทิฐิความเห็นว่าบุญ บาปไม่มี โลกนี้โลกหน้าหรือการมาตรัสรู้นั้นไม่มี สัตว์เหล่าอื่นหรือเทวดานี้ไม่มี ขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นไปทางตรงกันข้าม ทานมีพ่อแม่มี โลกหน้ามี…คู่ที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการกระทำมี และ การกระทำไม่มี…หมายถึง จะทำการฆ่า การห้ำหั่น จะเบียดเบียนหรือไม่ หรือลักทรัพย์เล่นชู้ ทำบุญทำทาน ไม่ว่าจะทำดีหรือชั่ว การกระทำเหล่านี้ไม่มีผล ขณะที่อีกฝ่ายก็มีความเห็นแย้งกัน เชื่อว่าบุญ-บาปมี…คู่ที่ 3 ความเป็นปฏิปักษ์กัน กล่าวถึงความไม่มีเหตุปัจจัย ใครจะทำความบริสุทธิ์ความเศร้าหมองมันเกิดขึ้นของมันเองตามโชคชะตา ส่วนคู่ตรงข้ามเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุปัจจัย ไม่เกี่ยวข้องกับโชคชะตา…ทั้งหมดนี้คือ 3 คู่แรกที่นำมาวิเคราะห์กันก่อนในตอนนี้ 6 ทิฐินี้คืออปัณณกะ …คือเข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองคิดนี้ถูก

ทิฐิข้างต้นนี้เราสามารถย้อนเข้ามาพิจารณาในตัว หรือ คนรอบข้างได้โดยฟังจากที่เราติดต่อสื่อสารกับเขา คือบางคนจะมีความเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ บางคนก็ไม่เชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ บางพวกก็เชื่อเรื่องโชคชะตาที่เปลี่ยนตามดวงดาว บางคนก็เชื่อว่าดวงดาวเป็นเหตุเข้ามาเกี่ยวด้วย บางคนก็ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาแต่เชื่อในความเพียรที่เรากระทำ…ทีนี้เราต้องมาแยกออกเพราะความคิดและทิฐิไม่เหมือนกัน ทิฐิคือสิ่งที่อยู่ลึกลงไปกว่าระดับความคิด อย่างเช่น การที่คนคนหนึ่งอาจจะบอกว่านรก-สวรรค์ไม่มี แต่ลึกลงไปในทิฐิของเขากลับไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่เมื่อมีการพูดการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่มากๆ จากความคิดการกระทำนั้นก็จะกลายเป็น “ทิฐิ”

ทิฐิทั้ง 6 คู่ที่ได้ยกขึ้นมาเป็นทิฐิที่ถือเป็น “อปัณณกะ” แต่ยังเป็นอปัณณกะที่ถือไว้ผิดและอปัณณกะที่ถือไว้ถูก (แต่ยังไม่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์) ส่วนที่เป็นอปัณณกธรรมที่ถูกจะมีช่องให้เราได้เจริญสัมมาทิฐิและอริยมรรคมีองค์ 8 ได้ เปรียบเทียบยกตัวอย่างให้อปัณณกะที่ถือไว้ผิดอยู่ฝั่งซ้าย(โลกหน้าไม่มี โลกนี้ไม่มี พ่อแม่ นรก-สวรรค์ใดๆ อยู่ทางด้านนี้) …ฝั่งขวาคืออปัณณกะที่ถือไว้ถูก(โลกหน้ามี พระพุทธเจ้ามี บาปมีบุญมี) โดยฝั่งซ้ายไม่สามารถที่จะทำให้เราเจริญมรรค 8 ได้เพราะไม่มีช่องให้เกิดสัมมาทิฐิ แต่ฝั่งขวาคือที่กล่าวว่าเป็นอปัณณกะที่ถือไว้ถูกเพราะมีช่องให้เราเจริญมรรค 8 เพราะมีสัมมาทิฐิเกิดขึ้นแต่ยังไม่ถูก 100 เปอร์เซ็นต์ การที่เราคิดไม่ดีไม่ถูกบ่อยๆ จะทำให้เกิดมิจฉาทิฐิ ทว่าคิดในสิ่งที่ถูกที่ควรก็จะกลายเป็นสัมมาทิฐิ เมื่อเรามีเกณฑ์ในการวัดที่ถูก เราจะไม่มีความเห็นและการปฏิบัติที่ผิดหรือแบ่งเป็น 2 แง่ 2 มุม

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

การปฏิบัติที่ไม่ผิด 1
Tagged on: