download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 22/01/2561



HIGHLIGHTS:

  • ลักษณะอาการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมมีคุณสมบัติ 3 อย่าง
  • การแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง สอนเฉพาะเรื่องที่จะต้องรู้จะต้องทราบ นั้นคือ อริยสัจ 4
  • การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าจะมีเหตุผลพร้อม มีเหตุที่ไปที่มา สามารถให้ผู้ที่ฟังไตร่ตรองตามได้ ทำได้ มีเหตุมีผล สามารถตรวจสอบได้
  • การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าจะมีความน่าอัศจรรย์ ตรงที่ผู้ปฏิบัติตามจะสามารถทำได้ผลจริง ๆ ได้ประโยชน์สมควรแก่การปฏิบัติของตน ๆ ขจัดข้าศึก ทำลายกิเลส รื้อถอนอวิชชา ขูดลอกตัณหาออกได้จริง ๆ
  • เมื่อเราถูกเบียดเบียนด้วยราคะ โทสะ โมหะ เราต้องสู้ สู้ด้วยพุทโธ ธัมโม สังโฆ ด้วยทาน ศีล ภาวนา ด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 อันเป็นธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นธรรมะที่มีเหตุผล ทำปฏิบัติแล้วเกิดความน่าอัศจรรย์ คือ น่าทึ่งได้

บทคัดย่อ

ภิกษุ ท.! เราย่อมแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่เพื่อไม่รู้ยิ่ง, เราย่อม แสดงธรรมมีเหตุผลพร้อม มิใช่ไม่มีเหตุผลพร้อม, เราย่อมแสดงธรรมมีความ น่าอัศจรรย์ คือน่าทึ่ง มิใช่ไม่มีอัศจรรย์.

ภิกษุ ท.! เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มีเหตุผลพร้อม มีความน่าอัศจรรย์, มิใช่แสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ไม่มีเหตุผล ไม่น่าอัศจรรย์ อยู่ดังนี้แล้ว โอวาท ก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ควรทำตาม, อนุสาสนี คือ คำสอน ก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ควรประพฤติตาม.

ภิกษุ ท.! เธอพึงมีความยินดี มีความอิ่มเอิบใจ มีความโสมนัสเกิดขึ้นเถิดว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า, พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ดีแล้ว, พระสงฆ์ คือผู้ปฏิบัติดีแล้ว” ดังนี้.

จาก โคตมสูตร [๕๖๕] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

นี้คืออาการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ 3 อย่าง คือ

  • เพื่อความรู้ยิ่ง, มิใช่เพื่อไม่รู้ยิ่ง
  • เพื่อความมีเหตุผลพร้อม, มิใช่ไม่มีเหตุผลพร้อม
  • เพื่อความน่าอัศจรรย์, มิใช่ไม่มีอัศจรรย์

 

ผู้ที่จะแสดงธรรมใน 3 ลักษณะนี้ได้ต้องเป็นสัมมาสัมพุทโธเท่านั้น เป็นผู้ที่ตรัสสอนบอกไว้ก่อน จึงมีผู้ตรัสรู้ตาม เรียกว่า อนุพุทโธ, ธรรมะที่ออกมานั้นก็เป็นสวากขาตธรรม เรียกว่า “ธรรมะที่มีการตรัสไว้ชอบ” (ชอบโดย 3 คู่ 6 อย่างข้างต้น), แล้วใครก็ตามที่เอาไปทำไปปฏิบัติก็จะเกิดเป็นผู้ที่ทำได้ดี ปฏิบัติได้ดี.

 

อธิบายขยายความลักษณะอาการในแสดงธรรมทั้ง 3 อย่างนี้

  • เป็นการแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง, มิใช่เพื่อไม่รู้ยิ่ง

    มาจากศัพท์คำว่า “อภิญญาญะ” หมายถึง ความรู้ยิ่ง คือ สิ่งที่ทุกคนจะต้องรู้ ทำความเข้าใจ ในที่นี้คือเรื่องของขันธ์ 5, อายตนะ 12 (ทั้งภายนอกภายใน), ธาตุ 4, เวทนา เจตนา สัญญา พวกนี้เป็นเรื่องที่เราต้องทราบ อยู่ในหมวดของความรู้ที่ต้องรอบรู้

    หมวดของความรู้ที่ต้องทำให้เจริญ เช่น สติปัฎฐาน 4 , โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8, สัมมัปปทาน 4, อินทรีย์ 5 พวกนี้ต้องรู้ต้องทราบ เพราะเป็นการแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง สอนเฉพาะเรื่องที่จะต้องรู้จะต้องทราบ นั้นคือ อริยสัจ 4 สอนเฉพาะเรื่องนี้ เรื่องอะไรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอริยสัจ 4 หรือเป็นเรื่องที่พาไปทางอื่นนอกแนว ไม่ได้สอน พระพุทธเจ้าได้เคยเปรียบเทียบไว้กับต้นสีสปา (ต้นประดู่)ซึ่งมีใบดกมาก ได้ทรงหยิบใบประดู่ขึ้นมา 1 กำมือ เปรียบเทียบให้ฟังว่าใบประดู่ที่อยู่ในกำมือของพระองค์กับใบประดู่ที่อยู่ในป่าทั้งหมด มันไม่สามารถเปรียบเทียบจำนวนกันได้ มันต่างกันมาก สิ่งที่เหลืออีกเยอะแยะมากมาย ความรู้อื่น ๆ ใด ๆ นั้น ไม่ได้จะเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง คือ ไม่จำเป็นต้นรู้ก็ได้ ถึงรู้หรือไม่รู้ มันก็ไม่จะสามารถที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ แต่สิ่งที่บอกว่าเหมือนใบไม้อยู่ในกำมือนั้นจำเป็นต้องรู้ เพราะถ้าไม่รู้จะทำให้พ้นทุกข์ไม่ได้ จะต้องรู้เพื่อที่จะทำความดับไปแห่งกองทุกข์ให้มันเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง แจกแจงมาก็คือเรื่องของอริยสัจ 4 ไล่ไปต้องแต่ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไปจนถึงเรื่องของมรรค 8 ไล่ไปตั้งแต่สติปัฏฐาน 4, อินทรีย์ 5, โพชฌงค์ 7 เป็นการแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง นี่คือ การแสดงธรรมในข้อที่ 1

    ฉะนั้นการกำหนดบทพยัญชนะในการตรัสบอกสอนของพระพุทธองค์ทุกครั้งจะมีความรัดกุม รอบคอบ ไม่หละหลวม มีการเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง มีการบัญญัติเปิดเผยแต่งตั้ง ทำให้ไหลต่อมาในยังคุณสมบัติข้อที่ 2

  • เป็นการแสดงธรรมเพื่อความมีเหตุผลพร้อม, มิใช่ไม่มีเหตุผลพร้อม

    คำว่า “มีเหตุผล” หมายความว่า มีเหตุมีปัจจัยมา ผู้ฟังสามารถที่จะเห็นตรงตามความเป็นจริงได้ เช่น ถ้าเราต้องการนม เหตุของการได้น้ำนมก็ต้องมาจากการรีดเอานมจากแม่โคลูกอ่อน ไม่ใช่ไปเอาจากเขาของพ่อโค การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าจะมีเหตุผลพร้อม มีเหตุที่ไปที่มา สามารถให้ผู้ที่ฟังไตร่ตรองตามได้ ทำได้ มีเหตุผลได้

    คำว่า เหตุ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันจะทำให้เงื่อนงำอะไร ๆ ต่าง ๆ ที่มันถูกปิดบังเปิดเผยออกมา ซึ่งเมื่อมีการบัญญัติออกมา แต่งตั้งเปิดเผยทำให้เปิดเผยความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งต่าง ๆ ว่า เหตุของความทุกข์ นั่นคือ ตัณหา เหตุของเวทนา ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ผัสสะ เหตุของการเป็นภพเป็นสภาวะ นั่นคือความยึดถือ คือ อุปาทาน แล้วเป็นสิ่งที่เราสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเราเองทันที เช่น พระพุทธเจ้าบอกว่าเพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา คือ ความรู้สึก ซึ่งเมื่อเราเห็นสิ่งต่าง ๆ ก็จะมีความรู้สึกสุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือได้ลิ้มชิมรสอาหารที่ไม่ชอบ ก็เป็นทุกขเวทนา การที่ลิ้นเราไปแตะรสอาหารนั่นก็คือ ผัสสะ สามารถตรวจสอบได้ สามารถที่จะทดลองทำได้ เช่น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “สติ จะเป็นไปเพื่อความพ้น มีวิมุตติเป็นที่แล่นไปสู่ คนที่เคยมาฝึกปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ตั้งสติดู จิตมันแยกกัยไปกับกายได้ รู้สึกเหมือนความเจ็บปวดทางกายก็แยกไปส่วนหนึ่ง จิตใจเราก็แยกไปอีกส่วนหนึ่ง เห็นประจักษ์ได้ตามนั้น คือ มีเหตุผลพร้อม และสิ่งที่ไม่ได้มีเหตุผล ไม่ได้สอนไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย อันนี้ไม่พูดถึงเลย

    ในข้อนี้พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้ว่า เป็นวิธีการฟังเพื่อที่จะให้ได้รับประโยชน์ถึงที่สุดในธรรมที่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง หนึ่งในวิธีการฟังนี้จะต้องให้รู้ถึงความเป็นเหตุเป็นผล โดยแยกในส่วนที่เป็นเหตุออก คือ ทุกข์และสมุทัย กับส่วนที่เป็นผล คือ นิโรธกับมรรค จึงต้องมีการฟังในลักษณะของการให้เข้าใจถึงเหตุและผล นี่คือ การแสดงธรรมในข้อที่ 2

  • การแสดงธรรมที่มีความน่าอัศจรรย์, มิใช่ไม่อัศจรรย์

    คำว่า “อัศจรรย์” ในที่นี้ หมายถึง ทำได้แล้วให้ผลเกิดขึ้นจริง ๆ, อัศจรรย์ตรงที่ผู้ปฏิบัติตามจะสามารถได้ผลจริง ๆ ได้ประโยชน์สมควรแก่การปฏิบัติของตน ๆ ขจัดข้าศึก ทำลายกิเลส รื้อถอนอวิชชา ขูดลอกตัณหาออกได้จริง ๆ ไล่มาตั้งแต่ตัวพระองค์เอง เป็นเจ้าชาย จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ต่อ ๆ ไป ยังออกบวชได้ หลีกออกจากกามได้ บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ เหมือนกับมันไม่มีมีเหตุมีผลที่จะเป็นไปได้ แต่นี่แหละคือความน่าทึ่ง ที่มันสามารถทำได้ขึ้นมา และเช่น พระอังคุลิมารเป็นโจรใจบาปหยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ปักใจมั่นในการฆ่าตี ยังเกิดใหม่มาเป็นสาวกที่มีความเลิศของพระผู้มีพระภาคได้, คนที่แก่หง่อมขนาดอายุ 100 ปีแล้ว ยังมาบวชได้ ทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้งได้ก็มี, เด็กอายุ 7 ขวบ 8 ขวบ เพิ่งจะรู้เดียงสามาบวช ปลงผมเท่านั้นยังบรรลุอรหันต์ได้ ก็มี ทำได้ตามจริง ความอัศจรรย์ไม้ช่ได้อยู่แค่โลกมนุษย์ ยังขึ้นไปถึงเทวดา พรหมโลก ที่ฟังธรรมปฏิบัติธรรมกัน ก็ยังมีการทวนกระแส มีการให้ทานมีการรักษาศีล โลกนี้มีเรื่องของกามรึงรัดเอาไว้ด้วยกิเลสตัณหา ผัสสะต่าง ๆ โลกถูกห่อหุ้มไปด้วยอวิชชา ความหนา ความมืด ความบอด แต่พอมีการแสดงธรรมขึ้น มีคนที่ประกอบด้วยวิชชาอุบัติขึ้นที่นั้นที่นี่ เรายังได้ยินข่าวคนที่ทำความดีในรูปแบบต่าง ๆ เป็นความน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่โลกมนุษย์ในสมัยพุทธกาล ยังมาถึงในสมัยปัจจุบัน ยังขึ้นไปจนถึงเทวดาและพรหม ความน่าทึ่งตรงนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องของปาฏิหาริย์ การเหาะเหินเดินอากาศ หรือว่าการทายทักจิตใจของคน เพราะว่านั่นยังเป็นอิทธิวิธี ยังเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ที่สิ่งที่กำลังพูดถึงอยู่นี้เป็นปาฏิหาริย์ชนิดที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์”

    “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ทำตามคำสอนได้ ได้แล้วออกมาเป็นผลชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า เช่น ใครสักคนใดคนหนึ่งปฏิบัติตามศีลให้จากพอปานกลางธรรมดาให้มันสมบูรณ์, ปฏิบัติสมาธิให้มันสมบูรณ์, ปฏิบัติปัญญาให้มันสมบูรณ์เต็มเปี่ยม ศีล สมาธิ เต็มเปี่ยม กิเลสนี้หมดไปแล้ว ผลออกมาเรียกว่า เป็นการฝึกอบรม เป็นการปฏิบัติ เป็นการทำออกมาชนิดที่ไม่มีอะไรที่จะต้องทำอีกต่อไปแล้ว จะจบตรงนี้มีความรู้แล้วเป็นปริญญาแล้ว

ความรู้ในเรื่องของขันธ์ 5 รอบรู้ตรงนี้คือได้ปริญญา ความเข้าใจ การพัฒนาเต็มเปี่ยมในเรื่องของมรรค 8 รู้ตรงนี้คือ การภาวนา ซึ่งเราสามารถทำได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถ้าที่ไหนเมื่อไรยังมีอริยมรรคมีองค์ 8 คือ สิ่งที่บอกไว้แล้วด้วยความรู้ยิ่ง เป็นสิ่งที่ต้องควรรู้ มีเหตุผลการของทำการปฏิบัติ มีขั้นตอนที่ชัดเจนเป็นไปตามลำดับขั้น เอามาทำเอามาปฏิบัติ ต้องได้ผลแน่นอน ความทุกข์นี้จะลดลงไปทุกขั้นตอนของการปฏิบัติได้ จะทำให้เหิกผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระพุทธเจ้าได้

 

“ลักษณะการแสดงธรรม 3 อย่างนี้จะทำให้เกิด พุทโธ ธัมโม สังโฆ แน่นอน คนที่จะมาทำแบบนี้ได้จะต้องเป็น สัมมาสัมพุทโธ แน่นอน แสดงธรรมออกมาแบบนี้ ธรรมที่ออกมานั้น คือสวากขาตธรรมแน่นอน คนที่ปฏิบัติแล้วให้เกิดผลอันน่าทึ่ง น่าอัศจรรย์ขึ้นมาเป็น สังโฆ แน่นอน พอเราได้ยินได้ฟังธรรมะที่มิใช่เพื่อไม่รู้ยิ่ง ได้ยินได้ฟังธรรมะที่มิใช่เพื่อไม่มีเหตุผล ได้ยินได้ฟังธรรมะชนิดที่มิใช่ไม่มีความอัศจรรย์ เรามั่นใจลงใจเชื่อใจเลื่อมใสได้ทันทีเลยว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” ยังมีอยู่แน่นอน

ถ้าในโลกปัจจุบันนี้ ยังมี “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” อยู่ ความพ้นทุกข์นี้มีแน่นอน เพราะคนที่รบกันกับกิเลส…เวลาที่เราสู้กับผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เรื่องราวทุกข์ใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ปัญหาในชีวิตต่าง ๆ ให้เราเอา “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” นี่แหละ เป็นธงชัย ในการที่เราจะสู้กับกิเลสที่มันเกิดขึ้นในใจ อันเป็นผลของผัสสะที่มันมากระทบ สุขบ้างทุกข์บ้าง สุขให้เกิดราคะ เป็นราคานุสัย ทุกข์ให้เกิดเป็นปฏิฆานุสัย บางทีสุขทุกข์สลับกันไป หรือมันจะไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่ทุกข์ นั่นก็ทำให้เกิดอวิชชานุสัย ทำให้เราได้รับการเบียดเบียน เป็นความหิวของราคะบ้าง เป็นความร้อนของโทสะบ้าง เป็นความมืดงงของโมหะหรืออวิชชาบ้าง เราถูกเบียดเบียนอยู่เราต้องสู้ สู้กับราคะ โทสะ โมหะ ด้วยพุทโธ ธัมโม สังโฆ ด้วยทาน ศีล ภาวนา ด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 อันเป็นธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นธรรมะที่มีเหตุผล ทำปฏิบัติแล้วเกิดความน่าอัศจรรย์ คือ น่าทึ่งได้ ”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อาการที่แสดงธรรม 3 อย่าง
Tagged on: