download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 17/01/2561



 

HIGHLIGHTS:

 

  • ขณะนั่งสมาธิ เห็นภาพตัวเองนุ่งห่มขาวนั่งพับเพียบ มีคนยืนล้อมและมีแสงสีขาวพุ่งมาอยู่รอบตัว แว๊บเดียวแล้วหายไป แบบนี้คืออะไร
  • อาจเป็นการคิดนึกไปเองจากการปรุงแต่งของจิต หรืออาจเป็นเรื่องจริงด้วยความสามารถพิเศษ แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ให้ตั้งสติเอาไว้ ไม่ตามความคิดนึกนั้นไป วางความคิดนึกต่างๆ นั้นให้ได้
  • มีอาการยกตนข่มคนอื่นอยู่บ้าง ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี จะมีวิธีปราบอวิชชาตัวร้ายนี้ได้อย่างไร
  • การที่เราจับอารมณ์ความรู้สึกได้ว่า เรายกตนข่มท่านได้ ถือว่าเรามาถูกทางแล้ว ให้ทำตามเดิมอย่างนั้นต่อไป วิธีการเหมือนเดิม คือ ตั้งสติไว้

บทคัดย่อ

 

ตอบคำถาม: คุณพิมพ์ (Facebook fanpage)

คำถาม: ได้ไปปฏิบัติธรรมรักษาศีลแปด ในขณะที่อยู่ที่วัดที่ไปปฏิบัติธรรม เขาให้มีการทำความสะอาดในพื้นที่บริเวณปฏิบัติธรรม (ถือเป็นข้อวัตร ไม่ใช่แค่ทำความสะอาดจิตใจ) เวลาที่ทำความสะอาดแล้ว และได้นั่งสมาธิ จิตเหมือนกับว๊าบไปไม่รู้สึกตัว แล้วเป็นภาพของคุณพิมพ์ห่มขาวนั่งพับเพียบ พนมมืออยู่และรอบๆ มีคนมารายล้อมเต็มไปหมด มีแสงสีขาวพุ่งมา มีคนทำอะไรต่างๆ อยู่รอบๆ ตัว เหมือนมาแว๊บเดียวแล้วก็หายไป นี่คือหลับไปหรือเปล่า หรือฝัน หรือการนั่งสมาธิแล้วมันจะเกิดเป็นแบบนี้ขึ้น มันเป็นอย่างไร

คำตอบ: มี 2 กรณี คือ

กรณีที่ 1 คือ เป็นนิมิตหรือเครื่องหมายที่เกิดขึ้นเองจากความคิดนึกไปเอง มีการปรุงแต่งขึ้นมาเอง เป็นลักษณะของฝันกลางวัน บางคนก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย บางทีความคิดนี้ก็มาจากคนอื่นมากระซิบ มาจากคนข้างๆ เขาพูดเรื่องนั่นเรื่องนี้ เราได้ยินแล้วก็ปรุงแต่งต่อไป หรือเป็นเรื่องเกิดขึ้นในอาสวะของเราเอง อาสวะของเราเป็นอย่างไร ก็ปรุงแต่งต่อกันไป เป็นลักษณะคล้ายๆ กับที่เทวดาเขามีการดลใจกัน บางทีเทวดาหรือมารก็มาให้ข้อมูลบางอย่าง เป็นลักษณะความคิดให้เกิดขึ้นในช่องทางคือใจของเรา พอมีความคิดนี้เกิดขึ้นในช่องทางคือใจของเรา แล้วเราตามความคิดนั้นไป อันนี้เขาเรียกว่า เทวดาดลใจหรือมารดลใจได้ อันนี้เกิดขึ้นได้ ทั้งจากความคิดของตัวเราเองหรือจากความคิดของคนอื่น

กรณีที่ 2 คือ อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องของตาทิพย์ เป็นความสามารถพิเศษ ที่เมื่อจิตเราเป็นสมาธิ เราจึงอาจจะเห็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นทิพย์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาของมนุษย์ ถ้ามีตาทิพย์บริสุทธิ์หมดจดล่วงตาของสามัญมนุษย์ จะเห็นสิ่งมีชีวิตชนิดที่ละเอียดๆ ลงไป ถ้าจิตของเราเป็นสมาธิ จะมีเครื่องมือที่เรียกว่า ทิพย์จักษุ บางทีมันเกิดขึ้นได้ ให้รู้เห็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ละเอียดๆ แบบนี้ ซึ่งกรณีนี้ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิด้วย ถ้าสมาธิเรามีกำลังน้อย จะเห็นได้แป๊บเดียว เห็นไม่ละเอียด สว่างไม่เต็มที่ เห็นไม่ครบหรือบางคนนึกชาติย้อนหลังได้ จะเห็นได้ชาติเดียว เห็นได้ในช่วงขณะนั้นเท่านั้น แบบที่คุณพิมพ์เห็น แต่ถ้าสมาธิมีกำลังมากไม่มีประมาณ จะสามารถที่จะเห็นชนิดที่ไม่มีประมาณได้ จะรู้รายละเอียดต่างๆ ได้

 

ไม่ว่าจะกรณีที่ 1 หรือกรณีที่ 2 สิ่งที่เกิดขึ้น เรารับรู้ได้ในช่องทางคือตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ในช่องทางไหนก็ตามที่เรามีการรับรู้ได้ ให้เราถามตัวเราเองว่า “สิ่งที่เรารับรู้ได้ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติของมันเอง ไม่ได้มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆ เช่น เราปรุงแต่งขึ้นเอง หรือเป็นการปรุงแต่งของคนอื่นเขามาใส่ให้เรา หรือเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ ผ่านมาทางตา หู ทางใจ ถามตัวเองว่า สิ่งนั้นมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง เกิดขึ้นตลอดไหม หรือเกิดขึ้นแว๊บเดียว หรือตอนนี้มันมีไหม ถามตัวเองดู มันเกิดขึ้นแล้ว ดับไปแล้ว นั่นแสดงว่า มันไม่เที่ยง

 

“สิ่งไหนที่ไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า” เป็นคำถามที่พระพุทธเจ้าถามภิกษุปัจวัคคีย์ สิ่งไหนไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เราจึงไม่ต้องมากังวลว่า นี่คืออะไร หมายความว่าไง คิดนึกต่อเนื่องไป จิตไม่สงบ ลามไปถึงบางคนก็เป็นวิปลาสภาพ บางคนก็เป็นวิปลาสเสียงไปเลย อันนี้ไม่ใช่สุขแน่ มันเป็นทุกข์ สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แสดงว่า มันมีความเป็นอนัตตา มีความที่ไม่ใช่ตัวตน เป็นของที่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าจึงถามว่า “ควรแล้วหรือหนอ ที่จะเห็นว่าสิ่งนั้นว่ามีในเรา” ฟังคำถามนี้แล้ว คิดใคร่ครวญตามให้ดี สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือหนอ ที่จะเห็นว่าสิ่งนั้นว่ามีในเรา

ความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราคิดว่าจะตั้งธุรกิจแบบนี้ พูดอย่างนี้ สิ่งนี้เกิดขึ้น จำได้ อารมณ์ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ที่มันเกิดขึ้นในใจชั้น ถามตัวเองดูว่า “สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือหนอ ที่จะเห็นว่าสิ่งนั้นว่ามีในเรา” ไม่ควรนะ อ้าวแล้วทำไมเราถึงเห็นว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นในตัวเรา เกิดขึ้นในใจเรา เกิดขึ้นในช่องทางคือตา เกิดขึ้นในช่องทางใจ..แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ นะ คิดจริงๆ รู้สึกจริงๆ เป็นความคิดจริงๆ ใช่อยู่มันเกิดขึ้นขณะนั้น แต่ไม่ใช่มันดับไปแล้วหรือ?..มันอาจจะเคยมี แต่ตอนนี้มันไม่มี เราไปคิดย้อนหลังว่า มันเคยมี นั่นนะยึดถือ เป็นอัตตาเป็นตัวตนแล้ว สิ่งนั้นเป็นตัวเรา ของเรา เกิดขึ้นในเรา ไม่ควรทำอย่างนั้น เพราะมันจะทุกข์ วุ่นวาย เครียด นี่คืออะไร ชีวิตจะเป็นอะไร

สิ่งที่เราควรจะพิจารณาให้เห็น คือ สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ได้มีในเรา ไม่ได้เป็นตัวตนของเรา การที่เราจะเห็นแบบนั้นได้ เราจะต้องวางความยึดถือในสิ่งนั้นเสีย สิ่งที่เราคิดนึกไปในอดีต จริงๆ ก็ไม่ใช่ในอดีต คิดในปัจจุบันแต่คิดในเรื่องที่เป็นอดีต เวลาคิดก็คิดในปัจจุบัน เอาอดีตที่ผ่านมาแล้ว มาคิดอยู่ในปัจจุบัน เราวางความคิดนั้นเสีย เราจึงจะเห็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วนั้นหน่ะ ว่าไม่ได้มีในเรา วางความยึดถือในสิ่งนั้นเสีย จะวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ต้องตั้งสติขึ้น สติต้องมีกำหนดกำกับไว้เลย สติคือความระลึกได้ ระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูดแล้ว แม้นานได้

เรามีสติตั้งขึ้นไว้ แสง เสียง ภาพ ที่อาจจะมาทางตา ทางหู หรือช่องทางคือใจ เป็นเสียงทิพย์ เป็นภาพทิพย์หรือว่าเป็นเรื่องอดีต อนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง เราตั้งสติไว้แล้ว สิ่งนั้นเกิดขึ้น เราจะไม่เพลินไปตามความคิดความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นได้ จะสามารถเห็นมันในความเป็นของไม่เที่ยง เห็นมันโดยความเป็นของไม่ใช่ตัวตน วางความยึดถือในสิ่งนั้นได้

 

เราให้ตั้งสติเอาไว้ ไม่ตามความคิดนึกนั้นไป ไม่ว่าจะเป็นคำตอบกรณีที่ 1 หรือกรณีที่ 2 ก็ต้องวางความคิด ความรู้สึกนั้นอยู่ดี จึงให้ข้ามมาที่เราต้องตั้งสติไว้ วางความคิดนึกต่างๆ นั้นให้ได้

 

ตอบคำถาม: คุณข้าวทุ่งโพนตาล (puredhamma.com)

คำถาม: การมีชีวิตอยู่ท่ามกลางหลากสังคมจะได้เห็นความไม่เที่ยงของชีวิต สามารถน้อมคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาใส่ตัวได้ ข้อเสียคือบางทีจิตของตัวเองก็แว๊บไปในทางอกุศล ยกตนข่มคนอื่นอยู่บ้าง ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี จะมีวิธีการปราบอวิชชาตัวร้ายนี้ได้อย่างไร

คำตอบ: จิตที่มีอกุศล บางทีก็แว๊บให้เกิดการยกตนข่มท่านเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ กลับไปถึงบ้านที่ทำงาน ดีมากเลย คนพวกนี้ยังหนาอยู่ เท้าลอยไม่ติดดิน เป็นเซียนแล้ว เป็นเทพลอยเหนือคนอื่น คิดว่าตัวเองดีกว่าเขา ลักษณะนี้คือ ยกตนข่มท่าน ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ดี แต่จิตมันว๊าบไปในทางนั้นแล้ว

จิตเราละเอียดลงเท่าไหร่ กิเลสมันก็ละเอียดลงเป็นเงาตามลงไปเท่านั้น จนกระทั่งกว่าอวิชชามันจะหมดนั่นแหละ ถ้าจิตของเราดีขึ้นละเอียดลง กิเลสมันก็ละเอียดตาม สติของเราก็ต้องละเอียดตาม ถ้าสติของเราละเอียดตามไม่ทัน มันก็จะเกิดอาการแบบนี้ กิเลสตัวละเอียดๆ แบบนี้มันจะโผล่ขึ้นมา ยกตนข่มท่านบ้าง ตีตนเสมอท่านบ้าง กาม สัญญาที่มันละเอียดๆ ก็มี ไม่ใช่แค่เรื่องทางตา ทางหู เรื่องการงาน บางทีคนเราก็ทะเลาะกัน คิดว่าตัวชั้นดีกว่าเขา เรื่องการงานที่ว่าดีๆ ก็ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งสติเอาไว้ตลอด

วิธีการจัดการอวิชชา ต้องทำวิชชาให้เกิดขึ้น วิชชาเกิด อวิชชาดับ แสงสว่างมา ความมืดหายไป แสงสว่างดับไป ความมืดก็คืบคลานเข้ามา ความมืดเหมือนกับอวิชชา จะให้มันหายไป แสงสว่างคือวิชชาก็ต้องเกิดขึ้น จะทำวิชชาให้เกิดขึ้น ต้องมีโพชฌงค์ทั้ง 7 โพชฌงค์ คือ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ จะทำโพชฌงค์ทั้ง 7 ให้เกิดขึ้นได้ ต้องมีสติปัฏฐานทั้ง 4 พระพุทธเจ้าบอกว่า “โพชฌงค์ทั้ง 7 อันเธอเจริญกระทำให้มากแล้ว จะทำให้เกิดวิชชา วิมุตติได้ สติปัฏฐานทั้ง 4 อันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้ว ก็จะทำโพชฌงค์ทั้ง 7 ให้เกิดขึ้นได้”

เราจะเจริญสติปัฏฐานทั้ง 4 ได้ด้วยอนุสติ 10 ไม่ว่าจะเรื่องการระลึกถึงลมหายใจ นี่เป็นสติปัฏฐาน 4 การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็น พุทธานุสสติ ก็เป็นสติปัฏฐาน 4 เรามานึกถึงความดีของเรา เรารักษาศีล เก็บของคืนเจ้าของ อันนั้นเป็นสีลานุสสติ ถ้าทำอย่างดี มันจะไม่ได้เป็นการยกตนข่มท่าน มันจะเป็นการระลึกถึงความดีของเรา ถ้ายกตนข่มท่าน คือระลึกถึงความชั่วของเขาด้วย การระลึกถึงความชั่วไม่ดี เป็นการยกตนข่มท่าน ตีตนเสมอท่านว่าเราดีกว่าเขา เขาดีไม่เท่าเรา แต่ถ้าเราตั้งจิตไว้ถูก บางทีก็นึกถึงเรื่องที่เราไปให้ทาน ไปใส่บาตรทำบุญ นั้นเป็น จาคานุสสติ หรือบางทีเราระลึกถึงบรรพบุรุษ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ที่ล่วงลับไป ท่านเป็นคนมีศีล มีศรัทธา มีการให้การบริจาค นั่นเป็นเทวตานุสสติ เป็นต้น ใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ ที่เราสามารถระลึกได้ หยิบจับมาใช้ได้ สตินั้นจะต้องเป็นนายทวารที่เฝ้าไว้อยู่เสมอ เหมือนกับประตูมีคนเข้ามีคนออกหรือไม่มีก็ตาม นายทวารเขาก็ต้องเฝ้าอยู่ตรงนั้น

เรามาปฏิบัติธรรม ผัสสะไม่ได้มีมาก สติก็ต้องมีเฝ้าอยู่ตรงนั้น พอกลับไปบ้านแล้ว ผัสสะมีมากขึ้น สติก็ต้องเฝ้าอยู่ตรงนั้น ยิ่งต้องเข้มงวด ละเอียดมากขึ้น ต้องมีความรอบคอบยิ่งๆ ขึ้นไป พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนเสาเขื่อนเสาหลัก ถ้าเสาที่เอาไว้รับแรงมันไม่มั่นคงแข็งแรง มันก็จะล้มได้ง่าย ถ้าเป็นเสาไม้ซีก ปักอยู่บนดินเลน บนแกลบหรือบนทราย ปักลงไปไม่ลึก แค่ลมพัดมันก็ล้มได้ แต่ถ้าเป็นเสาเขื่อนเสาหลักเสาหินทั้งแท่ง ปักอยู่บนดินบนหินที่แน่นหนา ตบดินให้แน่น ทำมุมเก้าสิบองศากับพื้นดิน นี่จึงจะเป็นเสาที่มีความมั่นคง อันนี้เป็นทักษะที่เราฝึกได้ เราค่อยๆ ฝึกสติของเรา การที่เราจับตัวมันได้ รู้สึกว่ายกตนข่มท่านอันนี้ดีแล้ว บางคนไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ คือ ระลึกไม่ได้นะ ความรู้นั้นคือสติระลึกได้แล้ว

รู้สึกตัวแล้ว บางทียังวางไม่ได้ ปัญญายังไม่พอ เราก็พิจารณาให้เห็นความไม่ใช่ตัวตน ความเป็นของไม่เที่ยง ตัดมันเสีย จับได้มากขึ้น สองครั้งสามครั้ง สติของเราจะมีพลังมากขึ้น มันจะไปกั้นไว้ก่อน ความคิดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

 

การที่เราจับอารมณ์ความรู้สึกได้ว่า เรายกตนข่มท่านได้ ถือว่าเรามาถูกทางแล้ว คุณมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ให้ทำตามเดิมอย่างนั้นต่อไป บางคนจะงงๆ เพราะความละเอียดมันมีมากขึ้น แต่ว่ามันเส้นทางเดิม เราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ก็เส้นทางเดิม ทำตามแบบเดิมต่อไป

 

การตัดถนนจากกรุงเทพไปสุไหงโกลก กิโลเมตรที่ 10 ต้องตบดิน อัดคอนกรีต อัดยางมะตอย กิโลเมตรที่ 100 กิโลเมตรที่ 500 700 ก็ต้องทำเหมือนกัน แต่สิ่งแวดล้อมที่ผ่านอาจจะเปลี่ยนแปลงไป กิโลเมตรที่ 1 ที่ 2 บางทีเป็นบ้านคน เป็นตึกรามบ้านช่อง กิโลเมตรที่ 20 30 บางทีเป็นทุ่งนา กิโลเมตรที่ 100 200 บางทีเป็นภูเขา บางทีกิโลเมตรที่ 500 600 เป็นป่า สิ่งแวดล้อมอาจจะแตกต่างกัน แต่วิธีการทำเหมือนกัน สิ่งแวดล้อมที่เราผ่านมา อาจจะเรื่องยุ่งยากอะไรต่างๆ ผ่านมาแล้วทำอย่างไร ก็ตั้งสติเอาไว้ ตอนนี้มาเจอความเป็นตัวตน ยกตนข่มท่าน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป แต่วิธีการเหมือนเดิม คือ ตั้งสติไว้เหมือนเดิม

 

ต่อไปมันจะละเอียดลงไปอีก เราจะเห็นความสว่างของจิตเราอยู่ ตรงนั้นก็ใช้วิธีการเดิม เราจะต้องวางตรงนั้นเสีย ตั้งสติเอาไว้เหมือนเดิม มันจะค่อยละเอียดลงๆ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

วางความยึดถือ ด้วยสติที่ตั้งไว้
Tagged on: