download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 12/01/2561



HIGHLIGHTS:

  • การเดินตามมรรค 8 เริ่มจากสัมมาทิฐิจะทำให้เราสามารถละอัตตาตัวตน และ ทำนิพพานให้แจ้งได้

บทคัดย่อ

ปัญจัตตยสูตร…เป็นคำอธิบาย 1 ในทิฐิ 62 ซึ่งเป็นพระสูตรที่ยาวมากชื่อ พรหมชาลสูตรซึ่งเปรียบเหมือนคัมภีร์พิชัยสงคราม หรือการรบกับกิเลสทิฐิของคนในโลกนี้ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา ครอบครัวจะหนีไม่พ้นทิฐิทั้ง 62 ใน “พรหมชาลสูตร” นี้ไปได้

ในส่วนของปัญจัตตยสูตรที่นำมาเสนอนี้ยกมาเพียงสองส่วน คือขันธ์ในส่วนอดีต และ ขันธ์ในส่วนของอนาคต ส่วนอนาคตแยกได้เป็น 3 อย่าง อย่างแรกยังแยกได้อีก 3 อย่าง ส่วนอดีตแยกได้อีก 16 อย่าง …และส่วนที่สำคัญคือ ทิฐิที่มีนิพพานในปัจจุบันซึ่งนั่นถือเป็น 1 ในทิฐิ 62 เช่นกันและเป็นทิฐิที่ยังไม่ถูก เพราะถ้ามีทิฐิใดที่เรายังยึดถืออยู่ความยึดถือนั้นไม่บริสุทธิ์เป็นความยึดถือที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง

พระสูตรนี้อธิบายถึงทิฐิความเห็นที่มีการกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต…ผู้ที่มีความเห็นว่าฉันทำวันนี้อย่างนี้ๆ ต่อไปฉันจะดีจะเจริญจะอยู่อย่างนี้…อย่างนี้เรียกว่ากำหนดขันธ์ในส่วนอนาคตมีความยึดถือปักใจลงไป หรือ การให้ทาน บริจาค ใส่บาตร ถ้าทำอย่างนี้จะได้ไปสวรรค์ซึ่งเมื่อมีทิฐิความเห็นนี้ก็ถือเป็นการ กำหนดขันธ์ในส่วนอนาคต หรือ ทิฐิความคิดที่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดมาแล้วก็ตายไปทุกอย่างเป็นของสูญ…จัดเป็นกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต…ข้อแรกที่มีการบัญญัติลักษณะความคิดความเชื่อว่าพอตายไปการมีอยู่ในอนาคตเป็นของยั่งยืน…เช่นคิดว่าทรัพย์สินของเราจะยั่งยืนแต่ก็มีการใช้ไปก็ไม่มีความยั่งยืน และอย่างที่เราไม่เห็นในภพต่อๆ ไปอย่างสวรรค์ – พรหมโลก หรือ อรูปพรหมก็ตาม พวกที่เขาทำสมาธิก็หวังว่าจะไปอยู่กับพรหมก็จัดเป็นทิฐิความเห็นไปในแนวนี้ ว่าพรหมมีความยั่งยืนแต่สิ่งที่เห็นว่ายั่งยืนนั้นก็ยังอาศัยเหตุปัจจัยโดยจุดนี้มีรายละเอียดแยกแยะไว้ 8 อย่าง แต่บางพวกก็จะบัญญัติถึง “ความไม่มีสัญญา”…ลักษณะที่มีสัญญาดับไปคือ การเข้าสู่อากิญจัญญายตนะซึ่งเป็นฌาณสมาธิขั้นอรูป…(ไล่มาตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ , วิญาณัญจายตนะ จนถึงอากิญจัญญายตนะ ไล่ขึ้นไปถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ) ซึ่งผู้ที่ได้สาธิขั้นสูงขึ้นไปก็จะมีการถือตัวตนในสิ่งที่ได้ตรงนี้ว่ามันดียั่งยืน…และนี่คือ 3 ข้อแรก ในเรื่องทิฐิที่มีอัตตาหลังตายไป

หัวข้อที่ 2 คือการขาดสูญ…มีทิฐิว่าตายไปแล้วก็จบกัน…ปฏิเสธทุกอย่างโดยพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนสุนัขที่ถูกล่ามโซ่ไปไหนไม่ได้ หรือ เปรียบเทียบกับพ่อค้าขายของตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อจะได้เงินทองต่อไปๆ เป็นลักษณะความคิดที่ปฏิเสธแม้ในความไม่มีสัญญาและไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่…โดยการมีคิดเห็นทำนองนี้เพราะยังอาศัยการปรุงแต่งเป็นของหยาบในกำหนดขันธ์ในส่วนของอนาคต หรือแม้แต่การกำหนดขันธ์ส่วนอดีต…ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแยกแยะไว้ 16 ข้อด้วยกัน การปรารภอัตตาและโลกเท่านี้จริงส่วนอื่นเปล่า เที่ยงบ้างไม่เที่ยงบ้างมีที่สุดบ้างไม่ที่สุดบ้าง เป็นวาทะแยกแยะแจกแจงกันไป…พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้ว่าการที่จะให้เขาเกิดญาณมารู้ได้เฉพาะตน มันไม่เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ นอกจากได้ฟังตามคนอื่นๆ เขามา…นั่นคืออุปทานความยึดถือโดยปรารภข้อมูลที่ได้ในส่วนที่เป็นอดีต พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติเป็นขันธ์ในส่วนอดีตเป็นของหยาบของปรุงแต่ง ส่วนพวกที่มีความเห็นนิพพนในปัจจุบัน…จัดเป็นสัมมาทิฐิที่พระพุทธเจ้าแยกไว้ว่า บางคนไม่ได้สนใจเรื่องกาม สนใจยึดถือในอดีต- อนาคต สามารถทำสมาธิละกามทั้งปวงเหล่านี้จัดเป็นสัมมาทิฐิแต่ถ้ามีทิฐิความเห็นที่คลาดเคลื่อนว่า “ฉัน” ได้ปีติ…ความที่เห็นว่าตนเป็นแบบนี้…นั่นคือ “อัตตา” เป็นความยึดถืออุปทาน แม้จะเดินมาถูกทางแต่กลับไปติดกับในความมีตัวตน คือมีความเห็นไปว่า “ฉันบรรลุ” เป็นการเข้าไปมีอัตตาตัวตนขึ้นมา ยังถือเป็นของหยาบเป็นของอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง

ในเรืื่องของทิฐิทั้งหลายมีสัมมาทิฐิเพียงอย่างเดียวที่เป็นทิฐิที่ถูกต้อง เพราะเป็นทิฐิในอริยสัจ 4 เราจะสามารถละทิฐิที่ไม่ถูกต้องออกไปได้ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เริ่มจากสัมมาทิฐิซึ่งจะช่วยให้เราสามารถทำนิพพานให้แจ้งบรรลุสันติวรบทละทิฐิความเห็นที่ไม่ถูกต้องออกไปได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ขันธ์ในส่วนอดีตและอนาคต
Tagged on: