download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 10/01/2561

HIGHLIGHTS:

  • ฟังธรรมบ่อยๆ นำไปสู่การปฏิบัติที่ยิ่งๆ ขึ้นไป
  • หลักในการบริจาคเงินแก่วัดต่างๆ
  • พุทธกิจ 5 อย่างของพระพุทธเจ้า
  • กินอาหารที่เขากินเหลือเป็นเดนแล้วจะบาปไหม
  • ในชีวิตประจำวันจิตเป็นอกุศลมักจะเกิดขึ้นเสมอ จะกำจัดสิ่งเหล่านี้อย่างไร

บทคัดย่อ

ตอบคำถาม: คุณมรุเดช

คำถาม: แบ่งปันประสบการณ์โดยบอกว่า “การฟังธรรมตอนแรกๆ บางทีก็รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่พอฟังอยู่เรื่อยๆ จากที่ไม่รู้ ก็รู้เรื่องมากขึ้น จากที่เข้าใจน้อย ก็เข้าใจมากขึ้น เข้าใจในชีวิตธรรมชาติต่างๆ ตอนนี้จึงปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป โดยฝึกเรื่องของความอดทน ให้เห็นทุกข์ในขันธ์ 5 ทำความเข้าใจว่า ทุกสิ่งนั้น มีความไม่เที่ยง พยายามละทิ้งส่วนที่เป็นอกุศล ทำจิตตามมรรค 8 เจริญกุศล ฝึกจิตให้มีอารมณ์อันเดียวอยู่เรื่อยๆ ที่ทำอยู่อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่”

คำตอบ: การฟังธรรม แล้วแรกๆ ไม่เข้าใจเป็นธรรมดา ส่วนที่เข้าใจก็มี ส่วนที่ไม่เข้าใจก็มี ส่วนที่เข้าใจ เราฟังไว้ดี พอเราฟังไปทำไป การฟังธรรมตามกาลเป็นมงคล เป็นสิ่งดีงามที่จะทำให้กุศลเกิดขึ้นในใจของเราได้

พอเข้าใจแล้ว ให้เกิดการทำ การปฏิบัติ จุดไหนที่เราทำได้ ปฏิบัติได้ เอาอันนั้นเลย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ คือ บางคนอาจจะยังรักษาศีลไม่ได้ พอเราฟังธรรมแล้ว ก็พยายามรักษาศีลให้ได้ให้ดี

บางคนรักษาศีลได้ดีแล้ว บางทีจิตยังไม่เป็นสมาธิ เน้นไปในเรื่องนั้น บางคนรักษาศีลได้ จิตเป็นสมาธิ แต่พอเจอเรื่องกระทบอะไร ก็จี๊ดจ๊าด ก็ฝึกความอดทน เอาตรงไหนได้เอาตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นการฝึกความอดทนในผัสสะอะไรต่างๆ ที่มันทนได้ยาก เราฝึกอดทนไว้ นั่นเป็นมรรคแปดนะ

อดทน ก็ต้องแยกแยะให้มันแตกต่างกับการเก็บกด ซึ่งมันไม่เหมือนกัน ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ความเก็บกด นั่นคือ การเก็บสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเอาไว้ เจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจ แล้วพอมีอกุศลธรรม เป็นความคิดเดือดดาล ไม่พอใจเกิดขึ้น ดันเก็บมันเอาไว้ อันนี้เรียกว่า เก็บกด แต่ความอดทนนั้นคือ อดทนไม่ให้อกุศลธรรมนั้นเกิด

ส่วนเรื่องขันธ์ 5 ให้มีความรอบรู้ ให้เห็นทุกข์ คำว่า “เห็นทุกข์” เป็นหัวข้อ เป็นย่อๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ เห็นทุกข์ คือ เห็นข้อเสียเห็นทุกข์แล้ว ก็ต้องเห็นข้อดีด้วย คำว่า เห็นทุกข์ เป็นหัวข้อที่แจกแจง ให้เห็นหนึ่ง ประโยชน์ของมัน รสอร่อยของมัน เห็นในข้อที่สอง คือ เห็นโทษอันต่ำทรามของมันด้วย และอย่างน้อยต้องมีข้อที่สาม คือเห็นวิธีการที่จะนำออกจากโทษนั้น คำว่า เห็นทุกข์ในขันธ์ 5 ให้มีความรอบรู้ คือ รอบรู้ในรายละเอียดสามอย่างนี้

พยายามทำความเข้าใจว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยงแล้วอย่างไร ทุกอย่างเป็นอนัตตาแล้วอย่างไร สิ่งที่เราจะขยายความทำให้มันดีขึ้นต่อไปได้ คือ สิ่งใดไม่เที่ยง ถามตัวเองลองดู มันเป็นทุกข์หรือมันเป็นสุข พระพุทธเจ้าติวอยู่เรื่อยๆ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอัตตาหรืออนัตตา ก็ต้องเป็นอนัตตาสิ สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือที่จะเห็นว่า สิ่งนั้นมีในเรา ไม่ควร พยายามทำความเข้าใจว่าทุกอย่างไม่เที่ยงแล้ว ให้มีความปล่อยวาง ให้มีความไม่ยึดถือเป็นตัวตนในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น

กิเลสมันจะเอาตรงนี้ได้ คือ ชั้นจะวาง ไม่ยึดถือ ดันไปสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง ในลักษณะที่เป็นวิภวตัณหา งั้นก็ไม่ทำไม่ปฏิบัติอะไร อันนี้ก็ไม่ใช่นะ เราต้องรู้ว่ากิจที่ควรทำในมรรคแปด คือ ต้องทำมากๆ กิจที่ต้องทำในตัณหา คือ ต้องละวาง กิจที่ต้องทำในขันธ์ห้า คือ ต้องเห็นให้รอบรู้อย่างนี้

พยายามละทิ้งส่วนที่เป็นอกุศล อะไรบ้างที่เป็นอกุศล ต้องแยกแยะว่ามันไม่เหมือนกับทุกขเวทนา บางคนจะคิดว่าทุกขเวทนาคืออกุศล แต่จริงๆ ไม่ใช่ ทุกขเวทนาบางทีก่อให้เกิดกุศลก็มี สุขเวทนาต่างหากที่บางคนอาจจะคิดว่าเป็นกุศลธรรม เออชั้นมีความสุขดี แต่บางทีสุขเวทนาก่อให้เกิดอกุศลก็มี เราให้แยกแยะแจกแจงตรงนี้ ละสิ่งที่เป็นอกุศล ทำสิ่งที่เป็นกุศล ไม่ว่ามันจะลำบากหรือสบาย ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ เราทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้นอันนี้ดี

เราจะละสิ่งที่เป็นอกุศลได้อย่างไร การละการวางสิ่งใดๆ ได้ เราต้องมีสติตั้งเอาไว้ เราต้องอยู่ในมรรคแปด ทำสิ่งที่เป็นอกุศลให้มันออกไปจากจิตใจของเรา พระพุทธเจ้าจึงเปรียบเทียบเรื่องสติว่าเป็นนายทวาร ไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศล มันเข้ามา ฟังดูแล้วมันก็เหมือนกับเรื่องอดทนนั่นแหละ อดทนต่อทุกขเวทนา ไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเกิดขึ้น อันนี้มันจึงมาสอดคล้องลงรับกัน

 

ตอบคำถาม: คุณสมจริง

คำถาม: หลักในการบริจาคเงินให้กับวัดต่างๆ เพื่อป้องกันและขจัดพุทธพาณิชย์ที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังในรูปแบบต่างๆ

คำตอบ: หลักการในการบริจาคต่างๆ พระพุทธเจ้าให้ไว้ 6 คุณสมบัติ 3 อย่างของผู้ให้ และ 3 อย่างของผู้รับ ที่เป็นตัวบ่งบอกว่า เราควรจะให้หรือไม่ ในที่เหล่านี้ ที่ไหนที่เรามีศรัทธา เราให้ไป ก็จะหนุนกันกับการปฏิบัติดีของผู้นั้นด้วย

ของผู้ให้ คือ ตัวเราต้องมีความศรัทธา เรามีศรัทธาที่ไหน เราให้ไปเลย ศรัทธาก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้ ถ้าไม่มีศรัทธา ควรปลูกศรัทธาด้วยซ้ำ คือ บางทีเราไปในวัดที่ดีๆ ก็ตาม เห็นครูบาอาจารย์ต่างๆ ดี แต่เราไม่ศรัทธา แสดงว่าอันนี้ไม่ถูก คุณต้องปลูกศรัทธา ให้มีความเลื่อมใส มีศรัทธา

ของผู้รับ คือ ต้องมีจริยวัตร มีข้อปฏิบัติที่ดีงาม ซึ่งทำให้ราคะ โทสะ โมหะ ในใจของท่านลดน้อยลงไปด้วย และผู้รับ ก็ต้องมีราคะ โทสะ โมหะ น้อยหรือไม่มีเลย

ที่นี้บางทีเราดูฉาบฉวยไม่ได้ การปฏิบัติในธรรมวินัยนี้ ต้องมีความแยบคาย ลักษณะที่เราเห็นโดยผิวเผินว่า อาจจะมีวัตถุ เรื่องราวสิ่งต่างๆ มาเกี่ยวข้อง ซึ่งวัตถุต่างๆ บางทีมันต้องดูว่ารูปแบบอย่างไร ต้องอาศัยความคุ้นเคยกันบ้าง อาศัยพิจารณาดูเจตนาการพูดการกล่าว อะไรที่มันจะถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนจากสิกขาบทอย่างไร เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นวัด มูลนิธิหรือโครงการที่เขาจัดขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง เขามีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น การที่เราจะไปบริจาคอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดเป็นประโยชน์ขึ้นมา การกระทำของเรานี้ เป็นการดีอยู่แล้ว ความคิดที่ว่า ที่นี่ไม่ดี ชั้นไม่ให้หรือว่าให้นิดเดียว บุญของเราตรงนั้น ก็เศร้าหมอง เพราะศรัทธาของเรามันน้อยลง ถ้าเป็นอย่างนี้ เราก็ปลูกศรัทธาหรือไปให้ในที่ๆ เรามีศรัทธามาก บุญของเราที่เกิดขึ้นก็จะไม่เศร้าหมอง

พุทธพาณิชย์เราไม่ต้องคิดที่จะไปกำจัดหรอก เราคิดที่จะกำจัดกิเลสนี่แหละสำคัญ กิเลสเป็นตัวที่ทำให้เกิดความอยาก ความโลภ การชกชิงวิ่งราว การทำไม่ดีต่างๆ ทุกรูปแบบ ถ้าเผื่อว่า กิเลสมันน้อยลงหรือว่า เรากำจัดกิเลสได้ทั้งในตัวเราและในตัวผู้อื่นได้ รูปแบบมาอย่างไร มันดีหมดทุกอย่าง คนดีๆ ที่เขาบอกบุญ เนื้อนาบุญดีๆ เขาก็มี ครูบาอาจารย์ที่พาสร้างพาทำสถานที่ปฏิบัติธรรม วิหาร ลานพระเจดีย์ ที่เป็นประโยชน์กับมหาชน บางทีบอกบุญไป โครงการดีๆ ก็มี โดยผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็มี สิ่งที่เราควรจะมาพิจารณากำจัดออกไป คือ เรื่องราคะ โทสะ โมหะ ต่างหาก

คำถาม: เคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้านอนวันละ 4 ชั่วโมง ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ 5 อย่างอยู่ตลอด 45 ปี จึงอยากทราบว่าพุทธกิจ 5 อย่างคืออะไร

คำตอบ: ในอรรถกถาในนิทานธรรมบทต่างๆ บอกว่า พระพุทธเจ้านอนยามเดียว คำว่ายามเดียวในที่นี้ ถ้าแบ่งกลางคืนออกเป็น 3 ส่วนให้มันเท่าๆ กัน ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงหกโมงเช้า ใน 12 ชั่วโมง เราแบ่งเป็นสามส่วนๆ ละสี่ชั่วโมง พระพุทธเจ้านอนยามเดียว ทำให้บางคนคิดว่า คงจะนอนสี่ทุ่มตื่นตีสอง ประมาณสี่ชั่วโมงเท่านั้น

เรื่องของยามปรับเปลี่ยนได้ หลักเกณฑ์คือสี่ชั่วโมงสามคาบ ทีนี้สี่ชั่วโมงปรับเปลี่ยนได้ คือ ยามแรกแห่งราตรีคือหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ต้องมีเวลาทำกิจ อาจจะไปจบที่สองทุ่มสามทุ่ม หรือเที่ยงคืน อันนี้ยืดหยุ่นได้ ในยามปลาย หมายถึง ให้ลุกขึ้นก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น จะก่อน 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงหรือชั่วโมงหนึ่ง จะตื่นตอนตีสอง ตีสามหรือตีห้าก็แล้วแต่ จะมีชั่วยามหลังพระอาทิตย์ตกชั่วยามก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น และช่วงกลางหลังพระอาทิตย์ตก การงานจบแล้ว ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ให้นอน ท่านก็จะบรรทมช่วงนี้

ช่วงหลังพระอาทิตย์ตกแล้ว ก่อนที่จะบรรทม กิจของท่าน คือ ให้โอวาทกับภิกษุที่อยู่ในอาวาส และในช่วงยามสุดท้ายของราตรี ลุกขึ้นมาแล้ว ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ก่อนจะไปบิณฑบาต ท่านจะเข้าสมาธิ ทำความเพียร ตรวจดูสัตว์โลกต่างๆ ว่าวันนี้จะสามารถไปเทศน์แสดงธรรมที่ไหน โปรดใครได้บ้าง ตรวจดูด้วยพระญานของพระองค์ และไปบิณฑบาตร โปรดสัตว์โลก ไปฉัน ไปเทศน์ไปแสดงธรรม นี้คือพุทธกิจที่ทำอยู่ตลอด 45 พรรษา

 

ตอบคำถาม: คุณจักรกฤษณ์

คำถาม: การที่เราเห็นเขาฆ่าสัตว์มาทำอาหาร เรารู้ว่าถ้ากินด้วยตอนนั้น ก็จะแบ่งบาปกับเขามา ถ้าเรารอให้เขากินเสร็จจนอิ่มแล้ว ผ่านไป 2 วัน อาหารนั้นเป็นเดนแล้ว ถ้าเราไปกินอาหารที่เป็นเหลือ คือ กินเดนของเขา จะถือว่า เราจะแบ่งผลบาปกรรมของเขามาด้วยหรือไหม

คำตอบ: เรื่องของการไม่เบียดเบียนเป็นหลักการ เป็น concept เป็นเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เริ่มมาจากการไม่ฆ่า ไม่ฆ่าด้วยตัวเอง ไม่สั่งคนอื่นให้ฆ่าด้วย ไม่ชักชวนด้วยการไปหาซื้อต่างๆ ให้คนอื่นเขาฆ่าโดยเราชักชวนเอา อันนี้เป็นระบบอุตสาหกรรมเลี้ยงเพื่อฆ่า ไม่ทำอย่างนั้นเลย ไม่ปลูกพืชด้วย เพราะปลูกพืชต้องไปทำลายดิน พรวนดินเดี๋ยวสัตว์ในดินจะได้รับการกระทบกระเทือน แล้วกินผลไม้ที่มันหล่นเอง ไม่ได้ไปเด็ดเอา เพราะกลัวทำลายต้นไม้ กลัวแมลงไม่ได้กิน หรือกินนมวัว ถ้าฆ่าวัวเพื่อกินนมวัวไม่ฆ่าแน่ แต่ถ้ากินน้ำนมมันก็จะไปเบียดเบียนลูกวัว ให้ลูกวัวกินจนเต็มที่ แล้วกินขี้วัวนั้นแทน กินโคมัย คือ ขี้วัวของลูกวัวที่ยังไม่หย่านมแม่ ข้อปฏิบัติเดี๋ยวนี้เขาก็ยังมีทำ เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นตบะ เป็นทุกรกริยาอย่างหนึ่ง ประกอบตนอยู่ในความลำบากในเรื่องของมหาวิกฏโภชนวัตร กินผลไม้ที่หล่นเองบ้าง กินใบไม้ที่ไม่เค็มไม่มันบ้าง หรือกินขี้ของลูกวัวที่ยังไม่หย่านมแม่ และกินอุจจาระของตัวเองด้วย นี่คือสิ่งที่พระโพธิสัตว์ก่อนการตรัสรู้ได้เคยทำมาก่อน คิดว่าเป็นทางที่จะหลุดพ้นได้

แต่ว่าคนเราจะไม่ได้บริสุทธิ์ขึ้นได้เพราะอาหาร คนเราจะบริสุทธิ์ได้เพราะจิตใจที่ทำมา ในเรื่องของตรงนี้ จึงต้องแบ่งเป็นสองส่วน ดูในเรื่องของการเบียดเบียนก่อน ว่า หนึ่ง มันไม่เบียดเบียน สอง ดูเรื่องของจิตใจว่า มีความบริสุทธิ์ไม่ยึดถือในข้อประพฤติปฏิบัติวัตรอันใดอันหนึ่งหรือไม่ เพราะว่าถ้าเรามีความยึดถือ เราจะมีความคิดที่ว่า “สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า” แต่ผู้ที่มีความเข้าใจในทางสายกลาง เขาจะมีความเข้าใจว่า สามารถที่จะชำระจิตให้หมดจดด้วยการประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดได้ ไม่ทำตนให้ลำบากเปล่าๆ ปลี้ๆ สามารถเสพความสุขที่ได้มาโดยธรรม และไม่ติดยึดมัวเมาพัวพันในความสุขนั้นได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้พระสามารถฉันเนื้อที่ไม่ได้สงสัยว่า เขาฆ่าเฉพาะเจาะจงเพื่อตนเอง แต่ถ้าสงสัยไม่ควรกินไม่ควรทำ

ประเด็นที่คุณจักรกฤษณ์ถามคือ อาหารที่เขากินเหลือแล้ว แล้วเราเอาส่วนที่เขาเหลือเป็นเดนมากินจะบาปไหม ต้องมาดูในประเด็นที่สอง ในเรื่องของจิตใจ ถ้าเรากินด้วยความที่อยาก กินด้วยความที่เป็นเนื้อด้วยความอร่อย อันนี้คือบาป แต่บาปไม่ได้เกิดจากการที่ไปฆ่าหรือบาปจากการแบ่งกรรมจากส่วนที่เขาไปฆ่านั้นมา อันนี้ไม่มีอยู่แล้ว แต่บาปที่เกิดจากการติดในรสอร่อยนั้น อันนี้จะมีบาป หรือคนที่กินมังสวิรัติ ถ้าคุณติดในรส มันต้องรสชาติแบบนี้ คุณไม่ได้เบียดเบียนสัตว์ก็จริง แต่บาปนะ บาปเพราะความกำหนัดในรสชาตินั้น เพราะทิฐิที่ถือผิดเห็นผิด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการไม่เบียดเบียนสัตว์เราควรทำแน่นอน ในทั้ง 3 ระดับ ไม่ฆ่าเอง ไม่สั่งให้เขาฆ่า ไม่ชักชวนให้ทำในรูปแบบต่างๆ

 

ตอบคำถาม: คุณข้าวทุ่งโพนตาล

คำถาม: ในชีวิตประจำวัน ทำไมจิตตัวที่เป็นอกุศลมักจะแว๊บๆ เข้ามาอยู่เสมอๆ ทำให้มีอาการยกตนข่มท่านอยู่ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าไม่ดี จะมีวิธีกำจัดสิ่งเหล่านี้ไป ควรทำอย่างไร

คำตอบ: สติ ต้องมากำกับเอาไว้ เวลาที่เรามีความคิดนึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นมา ถ้าเราตามความคิดนั้นไป มันจะเป็นอาสวะฝังกลับลงไปในจิต แต่ถ้าเราไม่ตาม มันจะลอกออกไป ไม่ได้คิดแบบนี้แต่มันก็โผล่ขึ้นมา ไม่ได้คิดที่จะทำชั่วแบบนี้ แต่มันก็มีมา ลักษณะที่มันออกมาๆ คือ กิเลสมันลอกออกแล้ว มันดีแล้วนะ เราอย่าตามความคิดนั้น นี่เป็นลักษณะของกิเลสที่มันออกมา ลักษณะของอภิสังขารมาร กิเลสมาร อาสวะที่มันฟุ้ง ลอยออกมาๆ จากการที่เรามีสติตั้งขึ้นๆ

ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่า มันมีมา อันนี้ดีมากๆ แล้วนะ ดีกว่าคนที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ชั้นมีความคิดที่ไม่ดีโผล่ขึ้นมา อันนี้แย่ คือ ออโตเมติก มีความคิดที่ไม่ดีก็ตามไปๆ ไม่ได้คิดจะดีจะชั่ว ทำไปโดยอัตโนมัติ อันนี้ไม่ดีแน่

แต่ถ้าเรารู้แล้วว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี แล้วเราตามความคิดดีนั้นไป ความรู้นั้นนั่นนะ คือ ดีแล้ว มีสติแล้ว แล้วเราต้องทำอะไรต่อ ทำความเพียรต่อ มีความเพียร สัมมาวายามะ ในการที่จะละสิ่งที่เป็นอกุศล ในการทำสิ่งที่เป็นกุศลให้เกิดขึ้น ละสิ่งที่เป็นอกุศล ทำสิ่งที่เป็นกุศลนั่นคือ สัมมาวายามะ ทำความเพียรเข้าไปเลย ตั้งไว้ สติจดจ่อไว้ ทำต่อไป เดินหน้า มีความกล้าในการที่จะเผชิญหน้ากับความไม่ดี อย่าไปเป็นพวกเดียวกับมัน

เหมือนตั้งกองกำลัง ฝ่ายข้าศึกยกมา เราตั้งฐานรับๆ อยู่ ถ้าทหารของเราเห็นข้าศึกน่ากลัวมาก ไม่กล้า จิตใจห่อเหี่ยวปอดไป join ร่วมกับข้าศึกเลย เพราะฉะนั้น จิตเราต้องมีความกล้า ความกล้าคือวิริยะ วิริยะคือความกล้าในการที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม ไม่ยอมเป็นพวกมัน เราก็ตั้งสติเอาไว้ ไม่ตามมันไป ต่อให้มันมามากมายขนาดไหน เราไม่ตามไป แค่นี้มันจะอ่อนกำลังลง มันจะด้อยกำลังลง พอไม่ไป join พวกมัน มีความกล้ามากขึ้น มีกำลังมากขึ้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลงๆ ไปเอง หายไป การกลับมา ความคิดนึกที่มันไม่ดี มันก็จะลดลง น้อยลงเป็นไปตามลำดับขั้น อันนี้ให้ค่อยๆ ทำไป

ฝนตกทีละเม็ดๆ นี่แหละ น้ำก็เต็มเขื่อนได้ มหาสมุทรก็เต็มขึ้นมาได้ ด้วยฝนที่ตกทีละเม็ดๆ นี่แหละ เราตั้งสติไปทีละลมหายใจ ทีละผัสสะ ความรู้คือวิชชา ก็สะสมขึ้นๆ จนเต็มเปี่ยม ทำอวิชชาให้มันระงับ หาย ดับสูญไปได้แน่นอน

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ค่อยๆ ทำ สะสมไปเรื่อยๆ จนเต็ม
Tagged on: