download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 09/01/2561

HIGHLIGHTS:

  • กามภพเป็นภพที่เหมาะสมในการประกาศศาสนา
  • มนุษยโลกคุ้นชินกับเครื่องมารของมารคือกาม จึงมักใช้เครื่องมือนี้ในการทำงานตัดสินตั้งกฎเกณท์ต่างๆ ทำให้มีปัญหาตามมา แม้จะได้ฝึกมาจิตใจมาบ้าง แต่ก็ยังคงหวนไปใช้เครื่องมือของมาร เปรียบเหมือนช้างที่หวงถิ่นเก่า
  • แต่ถ้าใช้เครื่องมือของพรหม คือเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา จะแก้ปัญหาได้องค์กรนั้นๆจะดีขึ้นได้

บทคัดย่อ

“สระโบกขรณี มีน้ำใสจืด เย็น สะอาด มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์ ถ้าบุรุษมาแต่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และจากที่ไหนๆ อันความร้อนแผดเผาเร่าร้อน ลำบาก กระหาย อยากดื่มน้ำ เขามาถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว ก็บรรเทาความอยากดื่มน้ำ และความกระวนกระวายเพราะความร้อนเสียได้ แม้ฉันใด เธอมาถึงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอย่างนั้น ย่อมได้ความสงบจิต ณ ภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

พุทธพจน์

…ให้ใช้เครื่องมือของพรหม เครื่องมือของคนที่จะเป็นใหญ่…งานก็ต้องดำเนินไป คุณธรรมก็ต้องรักษาไป…


 

กามภพ ภพที่เหมาะสม

“กามภพ”สถานที่ที่เราอยู่นี้ เป็นสถานที่ที่ยังมีความกำหนัดยินดีความเลิศหรูอลังการวิจิตรพิศดารไปในเรื่องทางตาหูจมูกลิ้นและกาย การหาความสุขแบบต่างๆนี้ล่ะที่เป็นเครื่องมือที่เราจะคุ้นเคย คืออาศัยกาม จึงเรียกว่า “กามภพ”

มีความเบียดเบียนที่เกิดจากเรื่องของกามที่แทรกอยู่ไปหมดในภพนี้มากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาวะของสัตว์ต่างๆแตกต่างกันไป

แต่ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว เป็นไปเพื่อที่จะทวนกระแสเรื่องของกามนี้โดยตรงเลย นั่นจึงเป็นเหตุให้ทำไมจะต้องมีการประกาศศาสนาในกามภพ เพราะมันทวนกระแสกันโดยตรง

ถ้าพระพุทธเจ้าไปประกาศศาสนาในพรหมโลก คือที่ที่ไม่มีกามแล้ว ไอ้ความเด็ดเดี่ยวประโยชน์ของธรรมะในการที่จะทวนกระแสเรื่องของกาม มันจะไม่เห็น เพราะว่ามันไม่มีกามในพรหมโลก แต่คุณสมบัติของธรรมะอันหนึ่งเพื่อที่จะทวนกระแสปรับแต่ความเบียดเบียนในกามนั้นให้มันมาในช่องทางที่ตรง จนไปสุดถึงนิพพานได้ มันจึงต้องมาประกาศในกามภพ

ตรงไหนของกามภพที่เหมาะสม ทำไมไม่เริ่มที่สัตว์นรก เพราะว่านภพนั้นมีการเบียดเบียนที่มากเกินไป จะไม่สามารถเห็นธรรมะได้ จึงต้องมาเริ่มที่มนุษยโลกนี้

มนุษยโลกมีการเบียดเบียนกันมั้ย มี สุขก็มีทุกข์ก็มี มีทุกข์พอๆ กับสุขพอจะเห็นธรรมะได้ จึงต้องมาประกาศธรรมะที่นี่ เจาะจงลงไปที่ชมพูทวีป เพราะเป็นที่ที่มีทิฏฐิความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ผิดเพี้ยนกันไปคนละเรื่องคนละราว ธรรมะจึงต้องเกิดจุดนี้ ที่มันยากที่จะปรับความเห็นของคนที่ที่ยากที่สุด

เพราะงั้นการที่เราเกิดในโลกนี้ เป็นมนุษย์แล้วเกิดในสมัยที่ยังมีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ โชคดีมาก โชคดีที่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมะนี้ทั้งหมดอยู่แล้วอยู่ในโลกของเราใบนี้ แล้วธรรมะที่เป็นไปเพื่อการทวนกระแสเป็นไปเพื่อการหลีกออกจากกาม จะทำให้เกิดสมาธิ ปัญญา จนถึงวิมุตได้ มันต้องตามกระแสนี้ไป ตามกระแสแห่งธรรมะนี้ ทวนกระแของกาม

 

กามเครื่องมือของมาร

“มาร” จะมาตัดกระแสของธรรมะ ตัดความดี หักล้างความดีออกไป ไปตามทางของกาม กามเป็นเรื่องของมาร มารคือผู้ล้างผลาญความดี มารจะใช้กามนี่แหล่ะเป็นเครื่องมือของมันในการที่จะตัดความดีต่างๆ จุดไหนที่มีกามเกิดขึ้น นั่นคือสมาธิเสื่อมไปแล้ว มันก็จะเศร้าหมองลง ความดีก็ลดลง อาจจะมีศีลอยู่ แต่ก็มีกามมาก ถ้ามีกามน้อยก็จะเปล่งปลั่งงามขึ้นมา

ที่ที่มารจะใช้เครื่องมือของมันคือ”กาม” จะเห็นได้ว่ามารจะอยู่ในกามภพเท่านั้น จะไม่ได้มีมารอยู่ในพรหมโลก พอมีมารแล้ว ก็มีภพที่ถูกเบียดเบียนมากซึ่งก็คือพวกสัตว์เดรัจฉานสัตว์นรกบ้าง เพราะเป็นการเบียดเบียนเป็นวิสัยของสิ่งที่อยู่ในกามภพ สงครามไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนอยู่ในกามภพทั้งสิ้น แต่ถ้าในพหมโลกไม่มีกาม ไม่มีการด่าว่ากัน ไม่มีสงคราม มีไม่เห็นด้วยแต่ก็จะอยู่แบบแยกๆกันไป พรหมอาจมีมิจฉาทิฏฐิ แต่พรหมอื่นๆก็ไม่ได้ด่าว่าอยู่แยกกันไป

แต่ในกามภพมันจะต้องได้เถียงกันด่ากัน เพราะมันเป็นเรื่องของตาหูจมูกลิ้นและกาย เป็นผัสสะที่เน้นไปในภายนอก มีความกำหนัดยินดีขยะแขยงเลียดชัง อาศัยภายนอก แต่ในพรหมนั้นเป็นลักษณะของภายในเป็นลักษณะของจิตไป นั่นก็แยกไป

 

มีชาติอาชาไนยแต่ยังหวงถิ่นเดิม

“ควาญช้างรับสนองพระราชโองการแล้ว จึงฝังเสาตะลุงใหญ่ในแผ่นดิน ล่ามคอช้างป่าไว้มั่นคง เพื่อแก้ไขปรกติของสัตว์ป่า แก้ไขความดำริพล่านของสัตว์ป่า แก้ไขความกระวนกระวาย ความลำบากใจ และความเร่าร้อนใจของสัตว์ป่า เพื่อให้ช้างป่าเชือกนั้นอภิรมย์ในแดนบ้าน ให้บันเทิง ในปรกติที่มนุษย์ต้องการ ควาญช้างย่อมร้องเรียกช้างป่าเชือกนั้นด้วยวาจาซึ่งไม่มีโทษ เสนาะหู ชวนให้รักใคร่ จับใจ เป็นภาษาชาวเมือง อันคนส่วนมาก ปรารถนาและชอบใจเห็นปานนั้น ในเมื่อช้างป่าอันควาญช้างร้องเรียกอยู่ด้วยวาจา ซึ่งไม่มีโทษ เสนาะหู ชวนให้รักใคร่ จับใจ เป็นภาษาชาวเมือง อันคนส่วนมาก ปรารถนาและชอบใจเห็นปานนั้นแล้ว จึงสำเหนียกด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้…”

พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

ทีนี้ด้วยความที่เราอยู่ในกามภพ มีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นลักษณะของหนักอยู่ตรงนี้ เน้นอยู่ตรงนี้ พระพุทธเจ้าเคยเตือนเอาไว้ เปรียบเหมือนกับช้างที่ออกมาจากป่าแล้ว อยู่ในที่โล่งแจ้ง เป็นช้างป่ามีพันธุ์ดี ตามช้างหลวงของพระราชามายังที่โล่งแจ้งแล้ว เพื่อที่เขาจะฝึกเอาเป็นช้างที่มีความสามารถ ตังเองมีชาติอาชาไนยแล้ว จะให้เป็นช้างหลวงช้างที่ดี

บางทีช้างที่ออกมายังหวงถิ่นที่อยู่เก่าของมัน คือแบบป่าๆ อยู่ ยังพยศอยู่ ยังไม่ฟัง ดื้อบ้าง จิตของเราบางทีได้ยินได้ฟังธรรมะ พยายามทำจิตให้สงบ แต่ด้วยวิสัยที่เราอยู่ในกามภพ ทำให้จิตใจมันหวนกลับไปตรงนั้น ลักษณะของความพยศด้วยวิสัยแบบป่าๆ ยังหวงถิ่นที่อยู่ คือความที่เรามักจะไปในทางกามอยู่เรื่อยๆ


 

ทางกามนี้คืออะไร

…ลักษณะความคิดจิตของเราจะกลับไปในทางกามอยู่เรื่อยๆ คือลักษณะของการที่เราจะยึดถือเอาเรื่องความถูกต้องในทางตาหูจมูกลิ้นและกายเป็นหลัก…

อย่างเช่นในกรณีของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีคราวหนึ่งตกยาก ทำให้มีความคิดว่าทานที่ถวายไม่ประณีตเหมือนแต่ก่อน มีความเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าจึงใให้ธรรมะความเข้าใจว่า จริงๆแล้วทานที่ประณีตหรือเศร้าหมองอยู่ที่จิตใจ ถ้าจิตใจมีศรัทธา จิตใจนี้สำคัญ ไม่ใช่เนื้อหาทางตาหูจมูกลิ้นและกาย แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องของใจ ถ้ามีศรัทธา ศรัทธาที่ไม่เศร้าหมอง มีผู้รับที่ไม่เศร้าหมอง ศรัทธาของผู้ให้ไม่เศร้าหมองทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง มีผู้รับที่ไม่เศร้าหมองด้วยราคะโทสะโมหะ ทานนั้นดีมากๆ ไม่ได้จะพูดถึงเรื่องของอาหารว่ามันดีเลิศมากน้อยแค่ไหน เพราะนั่นเป็นเรื่องของกาม ไม่ได้จะเป็นหลัก เราอย่าเผลอเอาเรื่องนี้เป็นหลัก

จิตใจของเราเผลอไปทางถิ่นแบบเรื่องของกามแบบเดิมๆแล้ว มีความพยศเกิดขึ้นแล้ว เล็กน้อยแค่นี้ล่ะ จิตใจของเราไปยึดถือเรื่องเล็กๆน้อยๆ มันปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้ มันไปไหนก็ไม่ได้ จะหลุดจากกามภพไม่ได้แน่ เพราะว่าวิสัยมันเป็นอย่างนี้ ถ้าเราไม่แยบคายจะได้ตกไปในกับดักของมารได้ ทำให้ความดีของเรามันสิ้นสุดลงไปได้

ถ้าเรามองผิวเผินดูแค่ทางตาทางหู แล้วทำสิ่งที่เป็นอกุศล เป็นวิสัยของจิตที่อยู่ในกามภพ บางทีมันเอาตรงนี้เป็นหลัก เพราะว่าเราอยู่ในกามภพจึงถูกอบรมมาเป็นอย่างนี้แล้ว มีความคุ้นชินอย่างนี้ ในความที่เราเป็นมนุษย์อยู่ในกามภพนี้ มัน lock กันมาด้วยตาหูจมูกลิ้นและกายแบบนี้ๆ แล้ว แต่ถ้าเราตามทางนี้มา ตามทางมรรคแปดมา มันค่อยๆ ถอนตรงนี้ออก ปรับเปลี่ยนมุมมองจากเรื่องทิฏฐิในทางกามว่าต้องอันนี้เป็นหลัก ให้เห็นความไม่เที่ยงต่างๆ ให้มาตามความเห็นทิฏฐิที่ถูกต้องตาม “อริยสัจสี่” เห็นความไม่เที่ยงในตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วจะค่อยคลายปมนี้ออก คลายความยึดถือนี้ออก แต่เดี๋ยวมันก็จะกลับไปติดอีก


 

ใช้เครื่องมือของมารหรือเครื่องมือของพรหม

ตามองค์กรต่างๆมีหลักของ KPI ในการที่วัดว่าคุณทำงานดีไม่ดีอย่างไง ตัวบ่งชี้วัดค่าการทำงาน นี่เป็นเรื่องของตาหูแล้วนะ คือเรื่องของกาม มารคือผู้ล้างผลาญความดี จะใช้เครื่องมือตรงนี้เท่านั้น ในการที่จะตัดล้างความดีของเราให้ลดลง

เมื่อมีการขัดแย้งกันเรื่องของตาหูจมูกลิ้นและกายเมื่อไหร่ มันจะเอาจุดนี้ที่จะทำให้เกิดราคะโทสะโมหะขึ้น พอมีราคะโทสะโมหะเกิดขึ้น ความคิดมันเพี้ยนไปแล้ว เป็นมิจฉาสังกัปปะไปแล้ว จิตที่มีราคะโทสะโมหะนั้น คำพูดมันเพี้ยนไปแล้ว เราไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว กลายเป็นตัวของราคะโทสะโมหะ เราไม่ใช่ตัวของเราแล้ว กลายเป็นตกอยู่ในอำนาจของราคะโทสะโมหะ ว๊าปหนึ่งนั้นที่ราคะโทสะโมหะมันเกิดขึ้นนั้น จุดที่มีผัสสะ คือตาหูจมูกลิ้นหรือกายที่เป็นเครื่องมือของมารตรงนั้น มากระทบตรงนั้น พลาดแล้ว มารทำให้ความดีของเราลดน้อยลง มารใช้เครื่องมือนี้เท่านั้น คือ “กาม”

คนไหนที่อยู่เหนือจากกามได้ คือเข้าสู่ระดับของสมาธิได้ วางสิ่งที่เป็นตาหูจมูกลิ้นกาย เข้าสู่ในสภาวะจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นผู้ที่ทำมารให้ตาบอด มารจะมองไม่เห็น จะไม่สามารถที่จะทำอะไรจิตใจกับคนที่มีสมาธินี้ได้ ซึ่งคนที่ออกมาสู่ที่โล่งแจ้ง เหมือนออกมาจากกามแล้ว ทางโล่งโปร่งสว่าง เข้าสู่ธรรมะแล้ว เริ่มมีศีลแล้ว เริ่มจะมีสมาธิให้เกิดขึ้นแล้เว ภัยอันตรายอะไรจากในป่า มันลดลงอย่างมาก แต่บางทีมันมีความพยศอยู่ ยังมีวิสัยแบบสัตว์ป่า บางทีมีความหวงถิ่นที่อยู่ ทำให้บางที่มาปฏิบัติธรรม มาอยู่วัดทำความดี แต่มันมีความพยศเกิดขึ้นบ้าง อันนี้เราปรับแก้เอา

อย่าเผลอ สิ่งสำคัญคือความเผลอ เพราะถ้าเผลอเมื่อไหร่ มันจะกลับไปวิสัยเดิมทันที คำว่าเผลอนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบไว้กับเสาตะลุง เปรียบไว้กับช้างกับม้าที่เป็นพันธุ์ดีมาจากป่าแล้ว ยังไม่ได้ฝึก เขาจะต้องเอาผูกไว้กับเสาซะก่อน เสาเขื่อนเสาหลักหรือเสาตะลุงเป็นเสาที่มีความมั่นคง ให้มันคลายพยศซะก่อน เสานั้นก็คือ “สติ”

แต่ถ้าเผื่อว่าเสานี้มันปักไม่แน่นมันหลวม หรือเชือกที่ผูกนั้นมันขาดหลุดไป สัตว์ที่เพิ่งออกมาสู่ที่โล่งแจ้ง มันจะกลับวิ่งเข้าป่าอีก สติที่เปรียบเหมือนเสา ถ้าเผื่อว่ามันอ่อนกำลังหรือว่าเผลอไป คำว่าเผลอก็คือเชือกขาดเสาล้ม เผลอแล้ว สัตว์ก็วิ่งหนีเข้าป่า สติเราเผลอไปแล้วเป็นอย่างไง จิตมันก็เข้ารกเข้าพงไป ไปตามหูจมูกลิ้นและกาย เรื่องของกาม อย่าไปวัดการทำงานด้วยเรื่องสิ่งที่เป็นภายนอกตาหูจมูกลิ้นกายนั้น

องค์กรไหนที่ถ้าเขาวัดเฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น มันจะมีความคับแค้นความเร่าร้อน มีการเบียดเบียนกันเป็นวงกว้างมาก .คือถ้าไม่มีศีล มันจะกว้างและก็หนักด้วย แต่ถ้ามีศีล การเบียดเบียนนั้นก็จะถูกควบคุมได้บ้างอยู่ในวงกรอบของศีล แต่ก็ยังมีการเบียดเบียนกันอยู่แน่นอน มีการทุ่มเถียงกัน อาจจะไม่ได้พูดโกหกหรอก มันต้องพูดทิ่มกันบ้าง มีความไม่พอใจกันบ้าง จิตจะเป็นเหมือนฝีกลัดหนอง โดนอะไรนิดนึงก็ไม่พอใจ คนพูดแบบนี้ เขาพูดดีอยู่ แต่เราก็จี๊ดขึ้น อันนี้ให้รู้เลยว่า เราเผลอแล้ว เราเผลอใช้เครื่องมือของมารแล้ว ในการที่จะฟังเสียงพิจารณาเรื่องอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผ่านมาทางตาทางหู นั่นก็คือเหมือนสัตว์ที่มันเพิ่งออกจากป่า อาจจะฝึกแล้วบ้าง แต่เชือกดันขาด หรือเสาดันล้มหลุดไป เผลอวิ่งหนีกลับเข้าป่าไป

 

แล้วควรทำอย่างไร

“สระโบกขรณี มีน้ำใสจืด เย็น สะอาด มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์ ถ้าบุรุษมาแต่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และจากที่ไหนๆ อันความร้อนแผดเผาเร่าร้อน ลำบาก กระหาย อยากดื่มน้ำ เขามาถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว ก็บรรเทาความอยากดื่มน้ำ และความกระวนกระวายเพราะความร้อนเสียได้ แม้ฉันใด เธอมาถึงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอย่างนั้น ย่อมได้ความสงบจิต ณ ภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ 12 สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

เมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา นี่แหละจึงเป็นเรื่องของเหนือจากกาม เป็นเรื่องของพรหมแล้ว คุณธรรมของพรหมที่จะให้ไปอยู่กับพรหม คือต้องไม่มีกาม แล้วมีอะไรมาแทน ก็เมตตากรุณามุฑิตาอุเบกขานี่ไง ใช้เครื่องมือของพรหม เครื่องมือของคนที่จะเป็นใหญ่ คนที่จะทำงานใหญ่ได้ เช่นการประกาศธรรมะเป็นต้น มันต้องมีคุณธรรมตรงนี้ คือคุณธรรมของคนที่จะเป็นใหญ่ เขาเรียกว่าพรหม เป็นธรรมยาน เป็นพรหมยาน

เพราะงั้นถ้าในองค์กรที่ถ้าเราจะมาวัดกันด้วยเรื่องของตาหูจมูกลิ้นกายเท่านั้น ถ้าวัดทางนี้ บางทีมารจะอาศัยทางนี้เป็นเครื่องมือได้ ถ้าเราเผลอ มารจะได้ช่องทันที มันจะใส่เราทันที เวลาเราพลาดเนี่ย ความดีของเราก็จะลดลงทันที นั่นเป็นวิสัยของมาร ที่จะตัดล้างความดีของเรา

เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้เหนือจุดนี้ คือบางคนก็จะเลยเถิดไปถึงว่า ฉันไม่แคร์แล้วเรื่องตาหูจมูกลิ้นกายใจ ฉันก็มีเมตตา แล้วก็นิ่งอยู่เฉยๆ งานการไม่ทำ สุดโต่งสองข้างเป็นแบบนี้ บอกอย่าให้เอาอันนั้น มันก็จะไปยึดอีกสุดโต่งข้างหนึ่ง อันนั้นคิดไม่ถูก ที่คิดว่าจะอุเบกขาแล้วไม่ทำอะไรเลย นั่นไม่เรียกว่าอุเบกขา เขาเรียกว่าโมหะ ถูกโมหะเข้าครอบงำเต็มๆ

…แต่คนที่มีปัญญา อยู่ในกามภพแล้วก็มีอุเบกขา คือบางทีตาหูจมูกลิ้นกายหรืองานนั้นๆที่ทำอยู่ตอนนั้นๆ มันอาจจะไม่ได้แบบดั่งที่เราคาดเอาไว้เราต้องการ แต่ก็มีอุเบกขาได้ ก็ยังทำงานไปได้ มันอาจจะไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่อย่างน้อยก็ยังมีการให้อภัยกัน มีเมตตากัน มีความยืดหยุ่น มีความเห็นอกเห็นใจ องค์กรนั้นจะเหนือขึ้นมาทันที จะดีขึ้นมาได้ เพราะเราไม่ได้ใช้เครื่องมือของมาร เราใช้เครื่องมือของพรหม เราใช้ธรรมะในการเข้าบริหารจัดการในการทำความดีให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของศีล แต่ยังเรื่องของสมาธิปัญญา ในส่วนที่ทำให้เกิดเมตตากรุณามุฑิตาอุเบกขาเกิดขึ้น…

…ให้ใช้เครื่องมือของพรหม งานก็ต้องดำเนินไป คุณธรรมก็ต้องรักษาไป…

คนที่ฝึกช้างฝึกม้า เขาก้ต้องจัดจากท่าทางของมันนี่ล่ะ จิตใจของเราฝึกด้วยธรรมะ ไม่ได้ใช้อาชญาไม่ได้ใช้ศาสตรา ไม่ได้ด่าได้ว่ากัน จิตใจของเรานั้นสามารถฝึกได้แน่นอน ให้อยู่เหนือจากเครื่องมือของมารคือกาม อย่าเผลอกลับไปวิสัยเดิมๆ
ในการดำเนินชีวิต แต่ให้การดำเนินชีวิตของเรานั้นมาตามทางธรรมะ ที่เป็นการทวนกระแสเรื่องของกาม …ศีลสมาธิปัญญารู้จักละวาง จะไปสู่ที่เกษมได้…

“คนทั้งหลายนำสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม พระราชาย่อมทรงราชพาหนะที่ฝึกแล้ว ในหมู่มนุษย์ คนที่อดกลั้นถ้อยคำล่วงเกินได้ ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนได้แล้ว เป็นผู้ประเสริฐที่สุด

[322] ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ ช้างใหญ่ ที่ได้รับการฝึกหัดแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่คนที่ฝึกตนได้แล้ว ประเสริฐกว่าสัตว์พาหนะเหล่านั้น”

นาควรรคสูตร

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อย่าเผลอใช้เครื่องมือของมาร
Tagged on: