download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 03/01/2561



HIGHLIGHTS:

  • ปฏิจจสมุปบาท เป็นสังสารวัฏของขันธ์ 5 ในขณะที่มีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่? แล้วกระบวนการนี้จะหมุนไปรอบแล้วรอบเล่าไม่สิ้นสุดจนกว่าบรรลุนิพพานใช่หรือไม่?
  • การรู้ลมหายใจ กับการรู้ความคิด ต่างกันอย่างไร ?
  • เรื่องของจิตตานุปัสสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องการเห็นจิตในภายในบ้าง เห็นจิตในภายนอกบ้าง เห็นทั้งจิตในภายในและภายนอกบ้าง มีความหมายอย่างไร?
  • การรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ทำจิตให้ปราโมทย์ ทำจิตให้ตั้งมั่น ทำจิตให้ปล่อย หมายความว่าอย่างไร?
  • เมื่อมีความสงบจากปีติที่ซาบซ่านแล้ว สุขที่เกิดขึ้น คือ อุเบกขาสุข ใช่หรือไม่?
  • การละอารมณ์ต่างๆ ที่ให้เกิดสุข หรือทุกข์ คือการดับของจิตที่เรียกว่าการเปลื้องจิต ทำจิตให้ปล่อยอยู่ใช่หรือไม่?
  • ในขณะที่นั่งสมาธิอยู่ ก็มีภาพต่างๆ เกิดขึ้น มีคนนุ่งขาวมากราบ มีแสง ต่างๆ นั้นคืออะไร?

บทคัดย่อ

จาก คุณประกอบ

คำถาม : ปฏิจจสมุปบาท เป็นสังสารวัฏของขันธ์ 5 ในขณะที่มีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่? แล้วกระบวนการนี้จะหมุนไปรอบแล้วรอบเล่าไม่สิ้นสุดจนกว่าบรรลุนิพพานใช่หรือไม่?

คำตอบ : คำว่า “ปฏิจจสมุปบาท” หมายความว่า สิ่งที่อาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น ถ้าไม่อาศัยกันก็ไม่เกิดขึ้นเพราะฉะนั้นถ้าจะพูดถึง ปฏิจจสมุปบาท ต้องพูดถึงทั้งเกิดและทั้งดับ ส่วนที่เกิดก็มีส่วนที่ดับก็มีตามเหตุตามปัจจัย ถ้าเรามีความเข้าใจเรื่องเหตุปัจจัยอย่างดี เราสามารถที่จะละเหตุปัจจัยเหล่านั้นแล้วก็ทำนิพพานให้แจ้งได้

สังสารวัฏ คือ ระบบของขันธ์ 5 คือ กองทุกข์ ความเกิดขึ้นของกองทุกข์ทั้งปวง อธิบายไว้ใน ปฏิจจสมุปบาท ในขณะเดียวกันก็ได้อธิบายถึงความดับไม่เหลือของกองทุกข์ไว้ด้วยเหมือนกัน ลักษณะการเกิดก็วนไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดจบ แต่อยู่ที่ปัจจุบัน จะตัดได้ต้องปฏิบัติตามมรรค 5

 

จาก คุณฐิติมา

คำถาม : การรู้ลมหายใจ กับการรู้ความคิด ต่างกันอย่างไร ?

คำตอบ : จะบอกว่าต่างก็ต่างกันที่ส่วนหนึ่งเป็นรูป ส่วนหนึ่งเป็นนาม เป็นสัญญา สังขาร ถ้าจะบอกว่าเหมือน ก็เหมือนกันตรงที่เป็นขันธ์ 5 เหมือนกัน การรู้ในนัยยะของสติปัฏฐาน 4 ความรู้ตรงนี้ หมายถึง ความระลึกรู้ ระลึกได้ การที่เราตั้งสติอยู่กับลมหายใจ กับการที่เรารู้ความคิดนึกแล้วเรามีสติ มันต่างกันอย่างไร? ในการรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในเรื่องในอดีตหรืออนาคต ไม่ว่าจะเป็นดีหรือไม่ดี ถ้ามีสติอยู่จะรักษาจิตของเราได้ไม่ให้ตามไปเพราะว่าเรามีการระลึกถึงสิ่งที่มันดีอยู่ เช่น การระลึกถึงลมหายใจ

การรู้ลมหายใจ ก็มีวิญญาณในลมหายใจ และก็รู้ความคิดด้วย ก็มีวิญญาณเกิดขึ้น 2 อย่าง เป็นมโนวิญญาณ กับ กายวิญญาณ ในการรับรู้ทั้ง 2 อย่าง เราตั้งสติไว้ที่ลมหายใจ ส่วนการรับรู้นั้นก็รับรู้เฉยๆ เป็นการรู้สักแต่ว่ารู้ ไม่มีการปรุงแต่งตามไป โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือก็ได้ เรียกว่า เป็นกายก็ได้ หรือเป็นเวทนา จิต ธรรม ได้ทั้งนั้น

แล้วถ้าเป็นการมีสติได้ในความคิดถึงนึกไปในอดีต อนาคต ปัจจุบัน สตินี้ เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าตรัสถึงการมีการปรุงแต่งในทางจิต ก็คือ ความคิดนั่นเอง แต่ให้มีสติตั้งเอาไว้ ไม่ไปตามคิดนั้น ให้เห็นตัวเองแยกออกมา

 

จาก คุณปฐม ถามเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร และอานาปานสติสูตร

คำถามที่ 1 : เรื่องของจิตตานุปัสสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องการเห็นจิตในภายในบ้าง เห็นจิตในภายนอกบ้าง เห็นทั้งจิตในภายในและภายนอกบ้าง มีความหมายอย่างไร?

คำตอบที่ 1 : มีครูบาอาจารย์ได้อธิบายไว้ในหลายนัยยะด้วยกัน บางท่าน ก็ว่าจิตในภายในคือจิตของเราเอง จิตในภายนอกก็คือจิตของคนอื่น หรือบางท่านอธิบายว่า จิตในภายนอก คือ การที่ส่งจิตออกไปรู้เรื่องราวอื่นๆ ต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกายของเรา จิตในภายใน ก็คือให้จิตสงบอยู่ในภายใน คือ ภายในกายของเรา

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ภายในหรือภายนอก แต่ประเด็นคือ คุณมีสติหรือไม่ สำคัญที่สุด

ธรรมมะ คือ การเกิดขึ้น ธรรมมะ คือ การเสื่อมไป เห็นทั้งการเกิดขึ้นความเสื่อมไป ในกายนี้บ้าง ในจิตบ้าง ในเวทนาบ้าง ในธรรมมะบ้าง คือ ความเห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นอนัตตา ว่ามันอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น สติเวลาที่เราตั้งไว้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นผู้ที่ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมปัจจุบันนั้น

คำถามที่ 2 : การรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ทำจิตให้ปราโมทย์ ทำจิตให้ตั้งมั่น ทำจิตให้ปล่อย หมายความว่าอย่างไร?

คำตอบที่ 2 : อาการของจิต มีมากมาย ไม่ว่าจะอาการแบบไหนของจิตก็ตาม ที่สำคัญ คูณต้องมีสติ กำหนดรู้ ตั้งเอาไว้ ไม่ไปตามสิ่งต่างๆ เหล่านั้น

คำถามที่ 3 : เมื่อมีความสงบจากปีติที่ซาบซ่านแล้ว สุขที่เกิดขึ้น คือ อุเบกขาสุข ใช่หรือไม่?

คำตอบที่ 3 : ถูกต้อง ความสุข กับ ปีติ จะต่างกัน ปีติจะมีลักษณะปะทุขึ้น ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ว่าเป็นอามิส หรือ เป็นนิรมิต ส่วนความสุข จะลักษณะระงับลง พระพุทธเจ้าจัดธรรมมะนี้ไว้ในฌานที่ 3 คือ มีอุเบกขาสุขอยู่ แต่ในฌานที่ 4 จะมีอุเบกขาล้วนๆ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้น อุเบกขาสุข กับอุเบกขา นั้นมีความละเอียดต่างกันมาก

คำถามที่ 4 : การละอารมณ์ต่างๆ ที่ให้เกิดสุข หรือทุกข์ คือการดับของจิตที่เรียกว่าการเปลื้องจิต ทำจิตให้ปล่อยอยู่ใช่หรือไม่?

คำตอบที่ 4 : จิต มีการดับ การเกิด ตามเหตุตามปัจจัยของมันอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีเหตุมันก็เกิด แต่หมดเหตุมันก็ดับไป แต่ประเด็นคือ ดับไปแล้วมันดับไปเลยหรือไม่ มันเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้ามีการเกิดอีกก็คือสังสารวัฏ บางคนเห็นการดับ แต่ไม่เห็นการเกิด เพราะเผลอสติไปจึงไม่เห็นตอนที่มันเกิดอีก เพราะมันมีอวิชชาอยู่จึงเกิดอีก เราจะต้องใช้สติในการเห็น จึงต้องมีสติอยู่ตลอด คำว่าทำจิตให้ปล่อยอยู่ คือ ที่สุดแล้ว คืออวิชชา ดับ

ถ้าเห็นมันดับแล้วเหตุของมันดับด้วย นี่คือการเห็นความเกิดขึ้นแล้วดับไป คือ ทำจิตให้ปล่อยอยู่

 

จาก คุณพิมพ์

คำถาม : ไปปฏิบัติธรรม รักษาศีล 8 ณ แห่งนี้มา ในขณะที่นั่งสมาธิอยู่ ก็มีภาพต่างๆ เกิดขึ้น มีคนนุ่งขาวมากราบ มีแสง มีอะไรต่างๆ เยอะเลย นั้นคืออะไร?

คำตอบ : บางทีก็อาจจะเป็นความฝันก็ได้เพราะความฝันของแต่ละคนก็พิสดารซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความฝัน หรือยังตื่นอยู่แล้วเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าเป็น “นิมิต” คือ เครื่องหมาย มีอยู่ 2 แบบ คือ นิมิต ที่มาให้เห็น กับ นิมิตที่เราต้องหา

นิมิตที่มาให้เห็นก็ตามที่คุณพิมพ์เห็น แต่นิมิตที่เราต้องหาตามสิ่งที่มาให้เห็น คือ หาความไม่เที่ยงของมัน ให้เห็นในสิ่งที่มันมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มีสติในทุกลมหายใจ
Tagged on: