download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 02/01/2561



 

HIGHLIGHTS:

 

  • การกระทำเล็กๆน้อยทางกาย วาจา ใจ ที่ค่อยๆสะสม จะทำความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้ สิ่งนั้นเรียกว่า “อภิสมาจาริกธรรม” และเป็นสิ่งที่มาก่อนศีล
  • เมื่อมีอาภิสมาจารแล้ว ยังมีสิ่งที่ควรปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปเป็นเสขธรรมของเสขบุคคล เช่น ศีลที่เป้นไปเพื่อสมาธิ การสำรวมอินทรีย์ การประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เป็นต้น
  • อภิสมาจารเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มีผลไม่เล็กน้อย มีผลทำให้สืบเนื่องต่อไปได้ ในขณะเดียวกันก็จะมีเครื่องทดสอบ มีสิ่งที่จะมาให้ ประ-สบ-การณ์ เป็นเครื่องบ่ม มีอภิสมาจารดี ใช่ว่าในใจจะดีหมด เช่นเรื่องของแม่เจ้าเรือนชื่อเวเทหิกา แต่การมีอภิสมาจาริกธรรมก็จะสามารถทำให้ถึงนิพพานได้เช่นกัน

บทคัดย่อ

“ภิกษุ ท. !  ภิกษุนั้นหนอ เป็นผู้ มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี, เมื่อ เสพ คบ คลุกคลีอยู่กับพวกมิตรดี และถือเอาทิฏฐานุคติของบุคคลเหล่านั้นอยู่  แล้วจักกระทำอภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์ได้ นั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ ;  เมื่อกระทำอภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว  จักกระทำเสขธรรมให้บริบูรณ์ได้ นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ;  เมื่อกระทำเสขธรรมให้บริบูรณ์แล้ว  จักกระทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ได้ นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อกระทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์  แล้วจักละกามราคะ  หรือรูปราคะ  หรืออรูปราคะได้  นั้นเป็นฐานะที่มีได้ แล”.

ฉกฺก. อํ. 22/472/338.

…อะไรที่เราทำเล็กๆน้อยๆที่จะทำความก้าวหน้าในการปฏิบัติของเราให้เกิดขึ้นได้ สิ่งนั้นพระพุทธเจ้าเรียกว่า “อภิสมาจาริกธรรม” ….อภิสมาจาริกธรรมเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มีผลไม่น้อย….


 

สิ่งเล็กน้อยที่มีผลไม่น้อย

จะมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้ ต้องมีเหตุ จะมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีผลของอันก่อน จะมีผลของอันก่อนได้ ก็ต้องมีเหตุของมันก่อนหน้านี้ สิ่งที่สนับสนุนไหลๆกันมาต้องมีปริมาณที่มากพอ เพื่อที่จะให้มันไหลต่อกันไปได้ พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับการจะมีทะเลมหาสมุทรได้ ก็ต้องเกิดจากแหล่งน้ำตามลำดับที่ไหลมารวมกัน จนไปถึงฝนที่ตกลงมาทีละน้อยๆ

…เล็กๆน้อยๆที่สะสมไปอะไร ที่ทำให้มหาสมุทรมันยิ่งใหญ่ได้ อะไรที่เราทำเล็กๆน้อยๆ ที่จะทำความก้าวหน้าในการปฏิบัติของเราให้เกิดขึ้นได้ สิ่งนั้นพระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็น “อภิสมาจาร”…


 

อภิสมาจารคืออะไร

..อภิสมาจารเป็นศัพท์ที่เป็นข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งที่เราจัดกลุ่มรวมกัน เรียกว่าเป็นอภิสมาจาร คือข้อปฏิบัติอะไรเล็กๆน้อยๆ ที่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้น ของคนที่เลื่อมใสอยู่แล้ว….เช่นการนั่งดื่มน้ำ ไม่ส่งเสียงดัง….


 

เป็นเรื่องที่มาก่อนศีล

“ภิกษุ ท. !  ภิกษุนั้นหนอ เป็นผู้มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีเพื่อนชั่ว, เมื่อ เสพ คบ คลุกคลีอยู่กับพวกชั่ว และถือเอาทิฏฐานุคติของบุคคลเหล่านั้นอยู่ แล้วจักกระทำอภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์ได้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ;๑ เมื่อไม่กระทำอภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักกระทำเสขธรรม (ธรรมที่ควรศึกษาสูงขึ้นไป) ให้บริบูรณ์ได้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; เมื่อไม่กระทำเสขธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักกระทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ได้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ; เมื่อไม่กระทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์แล้ว จักละกามราคะ หรือรูปราคะ หรืออรูปราคะได้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.”

ก่อนศีลไปอีก ยังมีสิ่งที่เรียกว่าอภิสมาจาริกธรรม ก่อนอภิสมาจาริกธรรมยังมีทิฏฐานุคติคือระบบความคิดของเขา ถ้าเขาเอาระบบความคิดของคนไม่ดีประมาท มันก็จะไม่สามารถทำสิ่งดีมีอภิสมาจารมีศีลให้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเอาระบบความคิดของคนที่ดี เป็นคนฉลาด เป็นบัณฑิต เขาจะมีความละเอียดละออตรงนี้ ละเอียดละออในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

อภิสมาจาริกธรรม เราทำให้ดีให้สมบรูณ์ เพราะว่าคนที่มีความระมัดระวังในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ความระมัดระวังตรงนั้น นั่นคือ สติ อยู่ตลอดเวลาเลยนะ

จะหยิบจับอะไรให้มีความระมัดระวัง กินดื่มนั่งให้เรียบร้อย รักษามารยาทความประพฤติต่างๆ รักษาให้ดีให้เรียบร้อย อันนี้มันจะช่วยทำให้ศีล คือความเป็นปกติของเราบริบรูณ์ดีขึ้นได้ อันนี้ต้องเป็นไปตามลำดับขั้น เพราะบางคนทำฉาบฉวยเอาหน้าเฉยๆ ดูเรียบร้อยเหมือนผ้าพับเอาไว้ แต่ในใจไม่ดี มีทิฏฐิตั้งไว้ไม่ถูก แม้ศีลบางทีก็รักษาไว้ไม่ได้

เราต้องไล่มาจากทิฏฐิที่ถูกต้อง ซึ่งทิฏฐิที่ถูกต้องเอามาเทียบเคียงที่พระพุทะเจ้าตรัสไว้ ก็จะมาตกลงตรงจุดที่เรียกว่า “หิริ โอตัปปะ”…มีความกลัวความละอายต่อบาปในการที่จะทำไม่ดี เพราะความกลัวเพราะละอายห้ามกั้นปิดเอาไว้ ไม่เปิดช่องให้ความไม่ดีมันเกิดขึ้นได้

พอเรามีความเห็นที่ถูกกต้อง จะสามารถฝึกทำการประพฤติดีประพฤติชอบในทางด้านกายด้านวาจาคือมารยาททั่วๆ ไป แล้วก็ในทางใจได้

แน่นอนคนที่มีมโนสมาจารดี อาจจะยังมีมิจฉาสังกัปปะอยู่ บางทีมันหลุดอาจจะมีคิดไม่ดีบ้าง จี๊ดบ้าง แต่ยังพอมีให้เกิดมโนสมาจารคือการประพฤติชอบอย่างสม่ำเสมอในทางใจในทางวาจาในทางกาย คำว่าอย่างสม่ำเสมอหมายความว่าปกติเราดี เราทำ เรารักษาได้ แต่บางทีมันอาจจะมีหลุด มันจึงต้องมีเสขธรรม ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เมื่อเราทำดีเล็กๆ น้อยๆ เป็นมารยาทอะไรพวกนี้ ดีได้แล้ว มันยังมีธรรมที่เราต้องศึกษาต่อขึ้นไปอีก

 

สิ่งที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป

เสขธรรมที่ควรศึกษาให้เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องของศีล ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ เรื่องของอาชีวะ การสำรวมอินทรีรย์ การรู้ประมาณในการบริโภค การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป้นเครื่องตื่น คือมันยังไปต่อได้ ยังมีการพัฒนาทำให้เกิดขึ้นบริบรูณ์ให้ต่อๆ ไปได้ ต่อไปเพื่อที่จะละกิเลส

อภิสมาจารเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มีผลไม่น้อย มีผลทำให้สืบต่อเนื่องกันไปได้ ทีนี้ไอ้ตรงที่สืบต่อเนื่องกันไปได้ มันก้มีที่ทำให้ดีขึ้นต่อไป มีการพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป เราจะต้องมีเครื่องทดสอบว่า เราสามารถที่จะดำเนินตรงนี้ให้มันดีได้ และข้ามอุปสรรคต่างๆตรงนี้ จึงต้องมีเครื่องทดสอบ มีเครื่องที่จะมาให้ สบ-ประ-กราณ์ เสียก่อน นั่นหมายถึงต้องมีการ “บ่ม” เพื่อที่จะให้มันสุก เพื่อที่จะให้สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติเล็กๆน้อยๆมารยาทอะไรต่างๆที่เรามีมันบ่มให้สุกขึ้นมา


 

เมื่อแม่เจ้าเรือนถูกทดสอบ


“แม่เจ้าเรือนเวเทหิกานั้น เป็นคนดุร้าย ไม่อ่อนโยน ไม่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้น เป็นคนสงบเสงี่ยมเต็มที่อยู่ได้ อ่อนน้อมเต็มที่อยู่ได้ เยือกเย็นเต็มที่อยู่ได้ ก็เพียงชั่วเวลาที่ถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบเท่านั้น ก็เมื่อใด ถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบอยู่ ก็ยังสงบเสงี่ยมอยู่ได้ นั่นแหละ จึงเป็นที่รู้กันว่า สงบเสงี่ยมจริง ยังอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ได้ จึงจะอ่อนน้อมถ่อมตนจริง ยังเยือกเย็นอยู่ได้ จึงจะว่าเยือกเย็นจริง…”

กกจูปมสูตร

เรื่องของแม่เจ้าเรือนชื่อเวเทหิกา ที่ดูภายนอกจัดได้ว่ามีอภิสมาจารที่ดีมาก เป็นที่ยกย่องของคนทั่วไป แต่เมื่อถูกทดสอบโดยนางทาสกาลี กลับอดทนไม่ได้ มีโมโหร้าย จนทำร้ายนางทาสนั้น ความไม่ใช่คนดีจริงจึงปรากฎ
หรือในพระสูตรเดียวกันที่เป้นเรื่องของท่านโมลิยผัคคุนะ ที่โดนภิกษุอื่นเตือนเรื่องการคลุกคลีกับเหล่าภิกษุณี พระพุทธเจ้าก้ได้ตรัสสอนดังนี้

“ถ้าแม้ภิกษุรูปใดติเตียน ภิกษุณีเหล่านั้นต่อหน้าเธอ แม้ในข้อนั้น เธอพึงละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือนเสีย แม้ในข้อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน และเราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก จักอนุเคราะห์ ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ แลจักเป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายใน…”


…ดีแล้ว ทำต่อไปให้ดี มีที่ให้พัฒนาได้ จะพัฒนาได้ตรงนี้มันต้องมีการ”บ่ม” มันต้องมีการทดสอบ การบ่มก็คือการถูกทดสอบนั่นเอง เวลามีการทดสอบ ไม่ใช่คนไกลหรอก คนใกล้ๆนี่แหละ มันทดสอบกันดีนัก….

คนเรามันมีด้านดีอยู่ทั้งนั้นล่ะ ถ้าด้านดีมีอยู่น้อย คือมีอยู่แต่ยังไม่มากพอ ยังไม่เป็นการประพฤติให้มีความสม่ำเสมอ มีอยู่ได้กับบางคน อันนี้ที่พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบกับเวลาที่เราพาโคไปกินหญ้าในทุ่งนาที่มีข้าวกล้า ก็ต้องคอยระวังไม่ให้โคเข้าไปกินข้างหญ้าที่เขารักษากันอยู่ ไม่งั้นจะถูกปรับสินไหม เปรียบเทียบกับคนที่ยังมีความคิดนึกในทางกามหรือในทางพยาบาทเบียดเบียนอยู่มาก ยังไม่สามารถกำจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ยังทำสมาจารทางใจให้เกิดขึ้นไม่ได้

แต่สำหรับบางคนที่อยู่ในสังคมดีได้ มีความเรียบร้อยรักษามารยาทอะไรต่างๆได้ อันนี้ข้าพเจ้ามั่นใจแล้วว่า สามารถทำกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจารให้เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าบางทีมันจะไม่หลุด ไม่ได้หมายความว่าในใจจะไม่มีสิ่งที่ไม่ดีโผล่ขึ้นมาอีก เพราะนั่นยังมีสิ่งที่ต้องทำต้องศึกษาปฏิบัติให้สูงยิ่งขึ้นไป ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นเรื่องของศีล การสำรวมอินทรีย์ เป็นต้น

…การที่เรารักษาศีลได้ ระลึกได้ เป็นสติ หรือแม้แต่การที่จะทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้ คุณเอาใจมาจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นก้ต้องมีสติ ซึ่งสติมันไปกันหมดอยู่แล้ว ตรงนี้เห็นมั้ยว่า ไอ้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำ เป็นการสะสมเสริมสร้างกำลังของสติอยู่ทั้งสิ้น…


 

เห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย


“แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ”

พระไตรปิฎก เล่มที่ 11 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

…เล็กๆน้อยๆอย่าเห็นว่าไม่สำคัญ ให้เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย เราปรับแม้โทษนี้ ถึงแม้จะเล็กน้อย แต่มันมีภัยอยู่ มันจะขายให้เป็นมิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ ให้เกิดขึ้นได้ โทษเพียงเล็กน้อยก็กำจัดมันออกเสีย โทษเพียงเล็กน้อยที่เรากำจัดออก สติเล็กน้อยก็มีกำลังขึ้นมา สติเล็กน้อยที่มีกำลังขึ้นมา น้ำหยดเดียวผสมๆกันเข้าไป ก็มีกำลังมากขึ้น สามารถทำบึงน้อยบึงใหญ่มหาสมุทรให้เต็มขึ้นมาได้ เราอย่ามองข้าม อย่าเห็นว่าไม่สำคัญ

ม้าอาชาไนยจะเพ่งไปว่าใครจะทำหรือไม่ก็ตาม แต่ฉันจะทำ จะเป็นผู้แบกภาระได้ เห็นงานข้างหน้ามีความสำคัญ

…สมาธิจะมีได้ เรื่องศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ศีลเราต้องเนี๊ยบ ศีลเราจะดีได้ ข้อปฏิบัติที่เป้นอภิสมาจาร กายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร มารยาทต่างๆ ศรัทธา สติ การสำรวมอินทรีย์พวกนี้ สั่งสมมาๆ จะทำความก้าวหน้าความเจริญในการปฏิบัติของเราให้เกิดขึ้นได้แน่นอน …

…อย่าลืมว่าคนที่เดินตามสายเส้นทางนี้ มันจะต้องมี สบ-ประ-กราณ์ เสียก่อน คือถูกสอบนั่นล่ะ ถูกสอบด้วยผัสสะต่างๆที่มากระทบ แล้วเราหยุดได้มั้ย…

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง “คำพุทธ: แม่เจ้าเรือนชื่อเวเทหิกา” ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557
  • อ่าน “กกจูปมสูตร” เล่มที่ 12 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 4 [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
  • มิตตสูตร เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

    [338] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรลามก มีสหายลามก มีเพื่อนฝูงลามก เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้มิตรลามกและประพฤติตามมิตรลามกเหล่านั้นอยู่ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญเสขธรรมให้บริบูรณ์ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไม่บำเพ็ญเสขธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไม่บำเพ็ญศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์แล้ว จักละกามราคะ รูปราคะ หรืออรูปราคะ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนฝูงดี เสพ คบเข้าไปนั่งใกล้มิตรดี และประพฤติตามมิตรเหล่านั้นอยู่ จักบำเพ็ญธรรม คืออภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ บำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญเสขธรรมให้บริบูรณ์ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ บำเพ็ญเสขธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์แล้ว จักละกามราคะ รูปราคะหรืออรูปราคะ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ

อภิสมาจาริกธรรม
Tagged on: