download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 01/01/2561

HIGHLIGHTS:

  • มาทำความเข้าใจ “ศีลอุโบสถที่มีองค์ 9” ในแต่ละข้อ
  • ข้อสำคัญในอุโบสถศีลที่เราต้องระลึกไว้ให้ถูก คือ ไม่ใช่ไปคิดว่า ศีลเป็นข้อจำกัด แต่ให้คิดถึงเรื่องทำให้กุศลธรรมเกิดขึ้น
  • ฝึกด้วยธรรมะ นั่นคือการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือ การปฏิบัติให้เกิดกุศลธรรม
  • การอยู่อุโบสถให้มีองค์ 9 นี้ เรื่องของกาย วาจา และใจ ให้อยู่ตรงเมตตาด้วย ให้วันนี้ซึ่งเป็นวันวันปีใหม่ เป็นวันอุโบสถ คือ การเป็นที่เข้าจำ เป็นการที่เข้าขึ้นสู่ปีใหม่ ให้เรามีความรุ่งเรือง ให้มีความเจริญ ให้มีผลยิ่งใหญ่ไพศาล มีความเจริญเป็นเบื้องหน้า อุโบสถประกอบด้วยองค์ 9 นี้ เรารักษาให้ดี

บทคัดย่อ

“วันอุโบสถ” เป็นวันธรรมสวนะ เป็นวันพระ เป็นวันดี. จึงได้นำเรื่องการรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ 9 ที่มีอานิสสงส์มาก มาทำความเข้าใจกัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ใน สัตตสูตร [222] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) กล่าวถึง อุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ 9  คือ ธรรมะที่เข้าอยู่เป็นประจำ เป็นลักษณะการที่เราเข้าไป จำไว้ เป็นการที่เหมาะสม นี่แหละเขาใช้คำว่า “อุโบสถ”

 

“…ในวันขึ้นปีใหม่อย่างนี้ เป็นวันพระใหญ่อย่างนี้… เพื่อความเป็นมงคล ความมีอานิสงค์ ความมีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก นั่นคือ “ศีลแปด” และก็รวมเรื่องของเมตตาเข้าไปด้วย ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องเมตตา ก็ต้องมีกรุณา มุทิตา และอุเบกขาตามมาด้วยอีก มันถึงจะครบองค์ เรียกว่า เราสมาทานศีล 8 กันเลยวันนี้…ให้วันนี้เราอยู่ด้วยองค์แห่งอุโบสถนี้

 

คำว่า “การเข้าอยู่” หมายถึง อุโบสถ  คือ การเข้าไป เรามีสถานที่ที่เรียกว่าเป็น “ตามทางของพระอรหันต์” ท่านมีวิหารธรรมแบบนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นแบบนี้ เราพระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็อยู่อย่างนี้ เราเข้าไปในทิศทางที่มีองค์ธรรมเหล่านี้ล้อมรอบเราอยู่ อยู่ในจิตใจของเราอยู่ ชื่อว่า “ไปตามทางเดียวกัน อยู่ด้วยกัน มีธรรมที่เสมอกัน” ท่านอยู่ตลอดชีวิต แต่เราอาจจะอยู่แค่วันเดียวคืนเดียว ขอวันนี้ คืนนี้ด้วยที่จะให้เรามีคุณธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ อยู่ในใจ”

 

มาทำความเข้าใจ “ศีลอุโบสถที่มีองค์ 9” ในแต่ละข้อโดยจะเริ่มจากข้อสุดท้ายมาก่อน

1) เมตตา หมายถึง จิตที่มีความปรารถนาดี มีลักษณะที่เป็นมิตร ซึ่งจะตรงข้ามกับจิตที่มีความปรารถนาร้าย มีความเกลียดเครียดแค้น มีความอยากให้เขาไม่ได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าเรามองใครด้วยสายตาแบบตาเขียวใส่ ทำไมเธอทำแบบนี้ อันนั้นไม่ใช่เมตตา เราต้องปรับจิตของเราใหม่ ให้ตั้งไว้ซึ่งเมตตา ตั้งจิตไว้ด้วยดี มาระลึกถึงเรื่องดี ๆ ในเรื่องกายก็ได้ เวทนาก็ได้ จิตก็ได้ ธรรมะก็ได้ การระลึกถึงสิ่งที่เรียกว่า กาย เวทนา จิต และ ธรรม พิจารณาเห็นในนี้ นี้คือ “สติปัฏฐานทั้ง 4” สติของเราจะตั้งขึ้นได้เกิดขึ้นได้ เราต้องมีอนุสติ 10 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ จะระลึกถึงลมหายใจ (อานาปนสติ), ระลึกถึงไปในกาย (กายคตาสติ), ระลึกถึงพระพุทธเจ้า (พุทธานุสสติ), ระลึกถึงบุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราได้ทำมา เป็นศีลบ้าง (สีลานุสสติ) เป็นจาคะการให้การบริจาคบ้าง (จาคานุสสติ) มีอนุสติอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำให้สติปัฏฐานทั้ง 4 เกิด เมื่อมีสติปัฏฐานเกิดขึ้นแล้ว มีการตั้งจิตไว้ด้วยดีแล้ว เราก็ตั้งเมตตาขึ้นในจิตของเราไปทางทิศเบื้องหน้า มองไปในทางทิศเบื้องหน้าให้มีความปรารถนาดีในทุกสิ่งทุกอย่างให้เสมอกันไปหมด เบื้องขวาด้วย เบื้องหลังด้วย เบื้องซ้ายด้วย เบื้องบนด้วย เบื้องล่างด้วย เป็นจิตใจชนิดว่าไม่มีเวร ไม่มีประมาณ ไม่มีพยาบาท แผ่ไปทั่วทุกทิศทุกทาง นี้คือ องค์ที่ 9

 

2) การไม่นั่ง ไม่นอน บนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ยัดด้วยนุ่นและสำลี แต่มานั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันต่ำ คือ เครื่องปูลาดชนิดที่ทำด้วยหญ้า เสื่อก็ได้ หรือว่าเป็นผ้าซ้อน ๆ กัน ลักษณะของนั่งที่นอนสูงใหญ่ พระพุทธเจ้าเคยอธิบายเอาไว้ในพระสูตรอื่น ๆ เช่น ที่มีลักษณะเป็นตั่งเป็นเท้ารูปเสือโคร่ง มีการประดับลวดลาย มีโครงทำเป็นหลังคาขึ้น มีหมอนแดงสองข้างเป็นเครื่องลาดขนยาว เป็นเหมือนกับประรำพิธี เป็นพระที่นั่ง เป็นที่ ๆ จัดไว้อย่างดีมีรูปแบบต่าง ๆ  

ทำไมต้องจะต้องมีข้อนี้? เพราะว่า เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ง่าย มีความสันโดษ มีความเรียบง่าย มีความสงัด มีบริขารน้อย  นี้คือ องค์ที่ 8

 

ที่สำคัญในอุโบสถศีลที่เราต้องระลึกไว้ให้ถูก คือ ไม่ใช่ไปคิดว่า ศีลเป็นข้อจำกัด แต่ให้คิดถึงว่า เหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายท่านมีข้อปฏิบัติเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต ซึ่งอย่างนี้จิตเราส่งไปในสังฆานุสสติแล้ว เราระลึกถึงศีลของท่าน เราระลึกถึงการปฏิบัติของท่าน นั่นเป็น สีลานุสสติ นั่นเป็น สังฆานุสสติ เกิดขึ้นในการที่เรารักษาศีลของเรา คิดนึกแบบนี้มันได้ประโยชน์มาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองหาประมาณไม่ได้ มีความแผ่หลายกว้างขวางไปด้วย ไม่ได้จะเอาความสะดวกสบาย แต่เอาเรื่องกุศลธรรม บางทีอาจจะมีความเป็นอยู่ลำบากบ้าง แต่ถ้ามีความเป็นอยู่ลำบากแล้ว ๆ ทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้น อันนี้ดี

ถ้าอยู่สบาย แล้วอกุศลธรรมมันจะเกิด ก็อย่าไปอยู่สบายอย่างนั้น แต่ให้อยู่ลำบาก แต่ถ้าอยู่ลำบากแล้วกุศลธรรมจะเกิด ควรจะมาอยู่แบบนี้ พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบไว้เหมือนกับ ลูกศรที่ถ้ามันงอ เขาก็จะต้องเอาไปลนไฟ แล้วก็ชุบน้ำข้าว แล้วก็ดัดเล็งดู จนกระทั่งมันตรง การผ่านความร้อน การผ่านแรงดัดทำให้มันดีมันตรงขึ้นมาได้ ลูกศรไม่มีจิตไม่มีใจยังทำได้ คนเรามีจิตมีใจทำไมจะสั่งบังคับจิตใจให้มันมาตรง ๆ  ให้มัคิดในเรื่องที่ควรคิด ไม่คิดไม่เสพใรคบในเรื่องที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรคิด ได้มั๊ย? นี่แหละจึงต้องดัดมัน ต้องฝึกมัน

การดัดการฝึกนั้นก็ต้องฝึกด้วยกุลศธรรม ฝึกด้วยมรรค 8 ฝึกด้วยธรรมะที่พระพุทธเจ้ามอบให้ไว้ การฝึกด้วยธรรมะ ไม่ใช่ด้วยอาชญาด้วย ไม่ใช่ด้วยศาสตราด้วย แต่ฝึกด้วยธรรมะ นั่นคือการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือ การปฏิบัติให้เกิดกุศลธรรม

 

3) การฟ้อนรำ ขับร้องประโคมดนตรี การดูการละเล่นอันเป็นข้าศึก คือ การดูละคร ดูคอนเสิร์ต ร้องเพลง ดูภาพยนต์ หรือการละเล่นอย่างใด ๆ อย่างหนึ่งที่มันจะเป็นข้าศึกแก่กุศลธรรม…คำว่า “ข้าศึกแก่กุศลธรรม” นั้น คือ ทำให้กุศลธรรมมันตกล่วงไป

ในข้อที่ 7 นี้ ยังรวมถึงการทัดทรงประดับประดาตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประเทืองผิว เครื่องลูบไล้ลูบทาอันเป็นฐานะของการแต่งตัว…คำว่า “แต่งตัว” นี้ก็คือ ทาคิ้ว ทาปาก แต่งหน้า หรือประดับประดาเครื่องตกแต่งที่มันจะให้เกิดความหรูหราสวยงาม

 

4) การบริโภคหนเดียว คือ การรับประทานอาหารในช่วงเช้าก่อนเที่ยง ถ้าครั้งที่สองเป็นช่วงบ่าย ครั้งที่สามเป็นช่วงเย็น เราเว้นช่วงนั้นออก เว้นตอนบ่าย เว้นตอนเย็นเหลือช่วงเช้าอย่างเดียว

จุดประสงค์ของการที่บริโภคแบบนี้ จะต้องรู้ปริมาณในการบริโภคภาชนะ พิจารณาให้แยบคายแล้วจึงบริโภค ไม่บริโภคกินเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับ เพื่อที่จะให้มีกายเบา  เพื่อที่จะให้กายตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป นี้คือในข้อที่ 6

 

ในข้อที่ 5, 4, 3, 2 และ 1 อันนี้จะเหมือนศีล 5 แล้ว ในข้อที่ 3 ที่มีความแตกต่างกันนั้น คือ ในเรื่องของ “การประพฤติพรหมจรรย์ เว้นขาดจากเมถุนธรรม”

คำว่า “เมถุนธรรม” นั้นหมายถึงคือ กิจกรรมของคนคู่ ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้คือ กิจกรรมที่จะมีความสำเร็จเนื่องด้วยน้ำ กิจกรรมที่อาศัยความสุขเนื่องด้วยทางท่อปัสสาวะ มีสุดจบที่ตรงนั้น แต่ก่อนหน้านั้นคนคู่เขาก็จะมีกิจกรรมอื่น ๆ  เช่น การเกี้ยวพาราสีกัน พูดหยอกล้อพูดเล่นกันหรือมองตากันแบบกระหนุงกระหนิงแบบที่คนคู่เขาจะทำกัน

 

ในข้อที่ 2 คือ เว้นจากการถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ หมายถึง อะไรที่เขาให้ก็ยินดีแค่นั้น ไม่ใช่จะเป็นหาเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ เขาให้เท่านั้นเราถึงจะเอา การที่เราดำเนินชีวิตแบบนี้ มีความเป็นอยู่แบบนี้ นี้คือ ศีลข้อที่ 2

 

ส่วนศีลข้อที่ 1 ที่พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “ปาณาติบาต” คือ การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงลงไป พรพุทธเจ้าได้อธิบายถึง การใช้ท่อนไม้ใช้ศาสตรา ไม่ว่าจะทำเอง, สั่งให้ทำ หรือชักชวนให้กระทำ คือ ไม่ได้มีมือเป็นศาสตรา ไม่ได้มีวาจาเป็นศาสตรา แต่ว่าใช้ใจ ใช้ความคิดเป็นศาสตรา มีการวางแผน มีการคิดนึกในลักษณะที่ให้เกิดการฆ่า นี้ก็คือ มโน คือมีใจเป็นศาสตรา

ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่มีความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย เขาก็จะไม่ได้ปรารถนาความตายของสัตว์อื่น ๆ เขาจะปรารถนาความสุขในการที่มันมีชีวิตอยู่ มีความเอ็นดูกรุณา หวังความเกื้อกูล

 

“…การอยู่อุโบสถของเราในวันนี้ ให้มีองค์ 9 นี้ การมีองค์ 9 นี้ เรื่องของกาย เรื่องของวาจา และเรื่องของใจอยู่ตรงเมตตานี้ด้วย ให้ในวันนี้วันปีใหม่ ที่เป็นวันอุโบสถ คือ การเป็นที่เข้าจำ เป็นการที่เข้าขึ้นสู่ปีใหม่ ให้เรามีความรุ่งเรือง ให้มีความเจริญ ให้มีผลยิ่งใหญ่ไพศาล มีความเจริญเป็นเบื้องหน้า อุโบสถประกอบด้วยองค์ 9 นี้ เรารักษาให้ดี”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน “สัตตสูตร [222]” เล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 15 อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
  • ฟัง “เมตตา” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
  • ฟัง “สากัจฉาธรรม – ศีล/สมาธิ/ปัญญา” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559
  • ฟัง “สากัจฉาธรรม-ศีลโดยแยบคาย” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557
  • ฟัง “สากัจฉาธรรม: ทำไมต้องศีลแปด” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
      • บทแผ่เมตตา

        ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยเมตตา ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท เป็นจิตกว้างขวาง ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง อย่างไม่มีประมาณ ให้แผ่เมตตาให้ตัวเอง คือขอให้ข้าพเจ้า…จงปราศจากการผูกเวร ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธและรักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

        ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยเมตตา ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ขอให้มารดา บิดา ครูอาจารย์ ญาติพี่น้องและคนทั้งหลายเหล่าธรรมิกราชา ขอจงปราศจากการผูกเวร ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธขอให้รักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

        ขอให้อารักขาเทวดา ภุมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา จงปราศจากการผูกเวร ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธ ขอให้รักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

        ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับเมตตา ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับกรุณา ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับมุทิตาและด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับอุเบกขา อันไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท เป็นจิตกว้างขวาง ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวงอย่างไม่มีประมาณ ให้แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง และทิศเบื้องขวางทั่วทุกทางเสมอหน้ากัน ตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่ ขอให้สรรพสัตว์ผู้มีชีวิตทั้งหลาย สัตว์บุคคลผู้มีตัวตนทั้งหมด ทั้งหญิงและชาย พระอริยะเจ้าทั้งหลาย และอานาริยชนผู้ยังไม่หลุดพ้น เหล่ามนุษย์ และอมนุษย์ เทวดา และเปรตทั้งหมดทั้งสิ้น จงปราศจากการผูกเวร ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธ ขอให้รักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

        มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดแล้วในตน ด้วยการยอมสละชีวิตของตนแทนฉันใด เธอทั้งหลายพึงเจริญเมตตาอันกว้างขวางอย่างไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งหลายแม้ฉันนั้นเถิด

        ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข จงมีความเกษม จงมีความเจริญ ขออย่าได้ประสบความชั่วร้ายใดๆเลยขออย่าได้ประสบความเศร้าโศกอันใดเลย ขออย่าได้มีความทุกข์ใดๆเลย ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข จงมีความเกษม จงมีความเจริญ.

อุโบสถประกอบด้วยองค์ 9
Tagged on: