Publish : 07/06/2560


HIGHLIGHTS:

  • ความอดทนแตกต่างกับการเก็บกดอย่างไร
  • ความอดทนแล้ว จะสบายไม่ได้เลยหรือ
  • ความแตกต่างของปุถุชนกับอริยบุคคลเมื่อเจอทุกขเวทนาเหมือนๆ กัน

บทคัดย่อ

พอมีความเจ็บไข้ป่วยไข้แล้ว แน่นอนมันมีทุกขเวทนาที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีในพระสูตรที่มาในสังยุตนิกาย พระพุทธเจ้าได้ตรัสเปรียบเทียบไว้ระหว่างบุคคลที่เป็นปุถุชนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมะไม่เคยปฏิบัติเลย กับบุคคลที่เป็นอริยะบุคคลผู้มีการสดับ สองบุคคลนี้ถ้าเจอทุกขเวทนาเหมือนๆ กัน ปุถุชนจะมีการกระทำเป็นไปแบบหนึ่ง อริยะบุคคลผู้มีการสดับก็จะมีการกระทำเป็นไปอีกแบบหนึ่ง เจอทุกขเวทนาเหมือนกัน อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกันระหว่าง ๒ บุคคลนี้

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เหมือนกับคนที่ถูกลูกศรลูกธนูแทง แทงที่กาย ได้รับความเจ็บกายแล้ว แต่ปุถุชนนั้นจะถูกธนูลูกที่ ๒ แทงที่ใจด้วย อริยะบุคคลจะไม่ถูกลูกศรแทงที่ใจดอกที่ ๒ ตรงนี้แตกต่างกัน นี่คือความผิดแผกแตกต่างกัน ปุถุชนนั้นจะไปเที่ยวหาความสุขอื่น ที่เป็นกามสุขที่ว่าจะมาชดเชยทดแทนทุกขเวทนาที่ตัวเองเจออยู่ ๑. ไม่รู้อุบายในการนำออกจากทุกขเวทนานั้น ๒. ไปหากามสุขที่คิดว่าจะเป็นตัวที่จะทำให้ออกจากทุกขเวทนานั้นได้ ก็จะถูกลูกศรแทงดอกที่ ๒ หาแล้วไม่ได้อีกดอกที่ ๓ ได้เป็นแบบอื่นที่ไม่พอใจอีกดอกที่ ๔ เรื่องที่ตามมาอีกดอกที่ ๕ ๖ ต่อไปและต่อไป ถูกแทงถูกแทงไปเรื่อยๆ อันนี้คือปุถุชนจะเป็นแบบนี้ แต่สำหรับอริยะบุคคลคือบุคคลที่มีการได้สดับฟังธรรมะแล้วเป็นคนประเสริฐเนี่ย กายมันเจ็บอยู่ แต่ใจจะไม่ให้ถูกลูกศรดอกที่ ๒ ๓ ๔ แทงเหมือนปุถุชนทั่วไป คุณจะทำอย่างไรตรงนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรนี้บอกว่า อริยะบุคคลผู้มีการสดับ ๑. จะรู้อุบายในการออกจากความทุกข์นี้ ๒. เขาจะไม่ไปหากามสุข จะไม่ไปหาความสุขอื่น เราจะมาทำความเข้าใจตรงนี้แหละ ว่าที่คุณจะออกจากทุกขเวทนาที่จะระงับทุกขเวทนาได้นี่อุบายนั้นคืออะไร แล้วไปหาความสุขอื่นที่ไม่ใช่กามสุขมันคืออะไร ทุกขเวทนาที่เราเล็งเห็นได้แล้วว่ามันจะมีมาแน่นอน ถ้ามันมาแล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร

ในข้อแรกที่จะพูดถึงในวันนี้คือเรื่องของความอดทน พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับช้างอาชาไนย ที่เมื่อเวลาเข้าสู่สงคราวแล้วนี่ ลูกศร หอกหลาวอาวุธอดทนได้ เสียงอึกทึกครึกโครมอดทนได้ อากาศที่ไม่น่าพอใจได้กินบ้างไม่ได้กินบ้างอดทนได้ ความอดทนแบบช้างอาชาไนยเนี่ย นี่คือเปรียบเทียบไว้อุปมาอุปไมย ตรัสไว้ในตัวบทที่แป๊ะๆ เลยนี่ คือ อดทนต่อความหนาวความร้อนเหลือบยุงลมแดดคำด่าคำว่าอดทนได้ ทีนี้เราต้องมาทำความเข้าใจในประเด็นที่ ๒ คือ แล้วถ้าอดทนเนี่ยมันเป็นความเก็บกดไหม ตรงนี้จึงต้องทำความเข้าใจว่า อดทนแบบไหนเรียกว่าเก็บกด แล้วอดทนแบบไหนที่เรียกว่าไม่เก็บกด

อดทนแบบที่เก็บกดก็คือว่า อดทนแล้วก็มีมิจฉาสังกัปปะ ฉันแค้นมันฉันอาฆาตมันฉันต้องทำมันคืนผูกเวรอันนี้คืออดทนเก็บกดด้วยนะ จริงๆ เขาไม่เรียกว่าอดทนนะท่านผู้ชม เขาเรียกว่าเก็บกด คือพยายามทนอยู่ก็จริงพยายามที่จะรักษาวาจารักษากายไม่ให้มันผิด…อันนี้ก็ดีอยู่ แต่ว่าในใจนี่มันบึ้มขึ้นบึ้มขึ้นค่อยๆ สะสมมิจฉาสังกัปปะ พอถึงจุดนึงมันก็จะตู้มออก อันนี้ทนแบบเก็บกด แล้วถ้าเผื่อว่าเราต้องทนโดยที่งั้นฉันจะไปหาความสบายไม่ได้เลยเหรอ เช่นว่า อากาศร้อน มีแอร์อยู่ แต่ไม่เปิดหรอก อ้าว! ทำไมคุณไม่เปิดแอร์…อดทน ฝึกอดทน เราต้องมาทำความเข้าใจในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องแรกที่พูดถึงว่าอดทนแบบเก็บกดนี่ คือยังเห็นแก่ความลำบากหรือความสบาย ที่ต้องการมีความสบายแต่ไม่ได้ความสบายนั้น ทำให้คิดแบบผูกเวรคิดแบบไม่พอใจ ทำให้มันเป็นมิจฉาสังกัปปะเกิดขึ้น เพราะว่าคุณยังเห็นแก่ความสบาย แต่ถ้าว่าทน…อดทนจริงๆ เลยนะ ไม่ได้มีมิจฉาสังกัปปะ แสดงว่าคุณไม่เห็นแก่ความลำบากไม่เห็นแก่ความสบาย อดทนแบบไม่มีมิจฉาสังกัปปะนะ ก็จิตใจไม่ได้คิดขุ่นมัวไม่ผูกเวรใคร เพราะว่าไม่ได้คิดแก่ความลำบากหรือความสบาย แต่คิดเห็นแก่คุณธรรมคือความอดทนมันดี มีทุกขเวทนาเกิดขึ้นอดทนไม่ด่าไม่ว่า อันนี้คือดีอันนี้คืออดทนจริงๆ ในประเด็นที่ ๒ ที่พูดถึงว่า คนที่เจอทุกขเวทนาแล้ว เช่นอากาศร้อน แล้วก็ไม่ทนแล้ว ฉันเปิดแอร์ แล้วเป็นลักษณะที่ว่าไปหาโดยไม่ชอบ เช่น ผิดสัมมากัมมันตะ ผิดสัมมาอาชีวะ ผิดสัมมาวาจาไปพูดโกหกหลอกลวงใช้การล่อลาภด้วยลาภ การที่ไปคดโกงมา การที่ผิดมิจฉาอาชีวะ การที่ผิดศีลต่างๆ แล้วเพื่อให้ได้เงินมาในการที่จะออกจากทุกขเวทนานั้น อันนี้คือไม่ทนแล้วใช่ไหม แล้วเกิดมิจฉาต่างๆ เกิดขึ้น อันนี้ก็ยังเห็นแก่ความลำบากเห็นแก่ความสบายเลยไปทำสิ่งที่ไม่ดี แต่ถ้าเราจะไม่ทนไม่ได้ต้องจมอยู่ในทุกขเวทนานั้น ไปหาสุขเวทนาแล้วไม่เกิดมิจฉาสังกัปปะ ความลุ่มหลงก็อย่างหนึ่งนะ เช่นคุณอาจจะมีอยู่แล้วไม่ต้องไปหาฉันมีอยู่แล้ว แต่พอจากร้อนแล้วไปเย็นสบายใช่ไหม แล้วเกิดความลุ่มหลงกำหนัดพอใจ อันนี้ก็ยังเห็นแก่ความสบายอยู่ก็จึง ๑. ไปหาโดยมิชอบ หรือ ๒. มีอยู่แล้วไม่ได้ต้องไปหาแต่เกิดความกำหนัด หรือ ๓. เกิดระเบิดขึ้น ไอ้ที่ว่าเก็บกดๆ ไว้เมื่อสักครู่นี้มันดันระเบิดตู้มออกมา..ไม่ทนแล้ว มันก็เป็นไม่ดีขึ้นมา เกิดเป็นมิจฉาวาจาหรือมิจฉากัมมันตะไปเที่ยวแสวงหาโดยไม่ดี อันนี้คือเป็นทางที่ไม่ถูกแล้วไม่ทน แต่ถ้าจะไม่ให้มีทุกขเวทนาก็คือฉันจะไปหาสุขเวทนาล่ะแต่ไม่มีมิจฉาสังกัปปะ ตรงนี้แหละสำคัญ อันนี้เป็นเหมือนกับลักษณะของลูกศรที่มันไม่ตรงลูกศรที่มันคดๆ แล้วดัดแล้วดัดให้ตรงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีความอยู่ด้วยความลำบากอีกต่อไป ตรงนี้พระพุทธเจ้าก็จะใช้ศัพท์คำว่า “สัปปายะ”

ในบริบทนี้เรากำลังพูดถึงทุกขเวทนา ที่มีทุกขเวทนานั้นก็เพราะว่ามีผัสสะ ประเด็นที่เรากำลังพูดถึงกันในกรณีนี้คือเมื่อเรามีทุกขเวทนาเกิดขึ้นยังไงเราถึงจะเรียกว่าอย่างนี้คืออดทน อีกอันนึงเป็นการเก็บกด ความแตกต่างกันมันอยู่ตรงที่ว่า เวลาเก็บกดนี่ข้างในจะมีความรุ่มร้อนเร่าร้อนเกิดขึ้นจะมีมิจฉาสังกัปปะอยู่ แต่ในขณะที่ความอดทนนั้น ข้างในเขาจะไม่มีความรุ่มร้อนเร่าร้อนจะเป็นสัมมามรรคแปด สัมมากัมมันตะ สัมมาสังกัปปะอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นในประเด็นแรกที่เราพูดถึงก็คือว่าเรื่องของมรรค ๘ พอมีมรรค ๘ อยู่ในใจที่เป็นสัมมามรรคนะ สิ่งนั้นก็จะเรียกว่าเป็นความอดทน แต่ในขณะที่ถ้ามีเป็นมิจฉามรรคสิ่งนั้นก็จะกลายเป็นความเก็บกด แต่ถ้าเรามีสัมมามรรค ๘ อยู่ในใจเจอทุกขเวทนานั้นก็เป็นความอดทนได้

ประเด็นที่สองที่ต้องทำความเข้าใจก็คือว่า เอ..พอเรามีความเก็บกดแล้วถ้ามีความเก็บกดต่อไปจะเกิดอะไร มันก็จะระเบิดขึ้นได้ ที่ระเบิดขึ้นออกมาเนี่ย มันก็จะระเบิดออกมาเป็นลักษณะของมีมิจฉาวาจา มีมิจฉาต่าง ๆ ทำให้ไปไหน ทำให้ไปแสวงหาสุขเวทนา เวลาที่จะเรามีทุกขเวทนาต้องการจะเปลี่ยนให้เป็นสุขเวทนา มีผัสสะต้องการจะเปลี่ยนจากผัสสะที่เป็นทุกขเวทนาให้เป็นผัสสะที่เป็นสุขเวทนาแล้วถ้ายังมีมิจฉาสังกัปปะ เก็บกดอยู่ในใจ ระเบิดออกมาเป็นมิจฉาวาจาด้วย ตรงนี้คือความระเบิดที่เกิดขึ้น หรือถ้าไม่ได้ระเบิดทางวาจาแต่ระเบิดออกมาโดยการหาโดยมิชอบ เช่น ไปโกงเค้า ไปทำมิจฉาอาชีวะ ทำมิจฉากัมมันตะ ผิดศีล พูดล่อลาภด้วยลาภ เริ่มมีการหาโดยมิชอบแล้ว เพื่ออะไร เพื่อที่จะให้ได้สุขเวทนาก็จึงหาโดยมิชอบ หรือจากทุกขเวทนาเพื่อเปลี่ยนเป็นสุขเวทนาบางคนอาจจะไม่ต้องไปหาโดยมิชอบเพราะฉันมีอยู่แล้วฉันก็ไม่ต้องระเบิดกับใคร เช่นมันร้อนแล้วฉันก็เปิดแอร์ แต่ถ้าเปิดแอร์แล้วคุณมีความลุ่มหลงมีความกำหนัดในสุขเวทนานั้น อ้าว..อันนี้ก็เป็นมิจฉามรรค สุขเวทนาที่เกิดขึ้นมันก็เลยกลายเป็นหาโดยมิชอบ เป็นความลุ่มหลงเป็นความกำหนัด ก็ไม่ใช่ว่างั้นเราจะมีทุกขเวทนาไปตลอดเลยเหรอ เราจะไม่มีสุขเวทนาได้เลยเหรอ ประเด็นมันคืออยู่ตรงที่ว่าคุณสามารถที่จะรักษาสัมมามรรคให้อยู่ได้ไหม ถ้าเราสามารถที่จะรักษาสัมมามรรคให้อยู่ได้นะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตรงนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เหมือนกับลูกศรที่ช่างศรเขาดัดตรงแล้วดีแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรนไฟไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดัดอีก

สุขทุกข์ในโลกนี้มีเป็นธรรมดา เราอย่าเห็นแก่สุขหรืออย่าเห็นแก่ทุกข์ ให้มองข้ามตรงนี้ไป มองข้ามไปไม่ใช่ว่าไม่เห็นมันนะ เห็นมันไปแต่ว่ามองทะลุให้เห็นถึงสามัญผล คือเรื่องของมรรค เรื่องของสิ่งที่จะเป็นความดีทางกาย ทางวาจา ทางใจ รักษาตรงนี้ไว้ท่านผู้ชม จะเจ็บก็ไม่มีปัญหา จะสุขก็ไม่กำหนัด แต่เห็นโทษของสิ่งต่างๆ ที่มา เราสามารถที่จะเป็นผู้ที่ข้ามสุขข้ามทุกข์ นี่แหละเป็นอุบายในการนำออก ใน Episode ต่อไปข้าพเจ้าจะมาพูดถึงเรื่องของพระสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเจ็บไข้ อุบายที่ว่าจะนำออก พอเรามีความอดทนแล้วความอดทนนี้จะสามารถทำให้เราเข้าสู่สัมมามรรคได้ เป็นอย่างไร

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

การเจ็บไข้ ป่วย อาพาธ – ตอนที่ ๓ อดทนไม่เก็บกด
Tagged on: