download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 26/12/2560

HIGHLIGHTS:

  • อะไรคือผัสสะ
  • ผัสสะเป็นแดนเกิดของหลายสิ่ง มีการรับรู้เมื่อไหร่มีผัสสะเกิดขึ้นทันที เมื่อมีผัสสะ คนเราจะตอบสนองออกมาทางกายวาจาใจต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาสวะที่สะสมมา
  • อาสวะนั้นไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุตามปัจจัย เมื่ออาสวะไม่เที่ยงการตอบสนองก็สามารถเปลี่ยนตามอาสวะได้
  • เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอาสวะมาในส่วนแห่งบุญ อบุญ ทำมาตามมรรคแปด จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
  • สติที่ตั้งขึ้นจะทำให้เห็นตรงนี้ได้ สติรักษาจิต
  • การปฏิบัติเกิดขึ้นได้ ณ ทุกผัสสะ

บทคัดย่อ

 

“ก็ความดับแห่งอาสวะเป็นไฉน คือความดับแห่งอาสวะย่อมเกิด
เพราะความดับแห่งอวิชชา อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ”

 

นิพเพธิกสูตร

 

…แล้วไม่ใช่ว่าอาสวะอุปนิสัยนี้มันเปลี่ยนไม่ได้ เพราะที่มันสะสมมาเป็นอย่างนี้ได้มันก็มีเหตุมีปัจจัย ถ้าเราเปลี่ยนเหตุและปัจจัยของมัน ไอ้เจ้าอาสวะนี้ก็เปลี่ยนแปลงได้ อาสวะเปลี่ยนแปลงได้ การตอบสนองของเราก็เปลี่ยนแปลงได้…..

 

 

3 อย่างรวมกันจึงเป็นผัสสะ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิดแห่งกามเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกามทั้งหลาย”

 

….เพราะมีอายตนะภายในกระทบอายตนภายนอก ย่อมเกิดวิญญาณในช่องทางนั้นๆ สามอย่างนี้รวมกันเกิดเป็นผัสสะ…

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีการรับรู้คือวิญญาณ ไม่ว่าจะในช่องทางใดๆก็ตาม เมื่อนั้นเรามีผัสสะอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าบางมีอ่านหนัสืออยู่ จิตใจจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ มีคนเรียกมีเสียงมั้ย มี แต่เราไม่ได้ยิน คือไม่มีการรับรู้เกิดขึ้น ไม่มีโสตวิญญาณ ทำไม เพราะว่าจิตมันจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มันไม่ได้ไปทำหน้าที่ในการรับรู้ผ่านทางช่องทางอื่นๆ วิญญาณการรับรู้จึงไม่เกิด มันไม่ได้มีการปรุงแต่งไป ก็ไม่มีสังขารจะมีวิญญาณได้ไง

สังขารคือการปรุงแต่งถูกมั้ย วิญญาณคือการรับรู้ถูกมั้ย ถ้าไม่มีการปรุงแต่งออกไป การรับรู้ก็ไม่มี การรับรู้มีได้ตามช่องทางต่างๆได้ นั่นคือการปรุงแต่งแล้ว เป็นสังขารแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่มีคนเรียกเรา แล้วเราใจจดจจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ แล้วเราไม่ได้ยิน มีหูมีเสียง แต่ไม่มีผัสสะ เพราะไม่มีการรู้แจ้งทางหูคือโสตวิญญาณ นั่นคือความเข้าใจที่ว่า “มีการรับรู้ที่ไหน มีผัสสะที่นั่น”

 

 

ผัสสะเป็นแดนเกิดของหลายอย่าง

 

ผัสสะเป็นแดนเกิดของหลายๆ อย่าง มีผัสสะแล้ว มีเวทนาก็ได้ บุคคลเมื่อผัสสะมีการกระทบแล้วจะมีความคิดนึกเป็นสัญญาก็ได้ เวทนาก็ได้ สัญญาก็ได้ เจตนาก็ได้ เจตนาในที่นี้คือการปรุงแต่งออกไป ทางไหน ทางกายก็ได้ ทางวาจาก็ได้ ทางใจก็ได้ ทางกายก็เป็นการกระทำไป ทางวาจาก็เป็นการพูดออกไปอย่างนี้ๆ ทางใจก็เป็นความคิดนึก มีความรู้สึกมีอารมณ์ไปในเรื่องต่างๆ ตรงนี้แหละที่มันจะแยกเป็น 2 ทาง คือทางที่เป็นไปในทางกุศล กับทางที่เป็นไปในทางอกุศล ตามผัสสะเลย มีผัสสะเมื่อไหร่ก็มีเวทนามีสัญญามีเจตนา เจ้าตัวเจตนานี้แยกได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นกุศล กับส่วนที่เป็นอกุศล

อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยของอกุศลที่มันจะปรุงขึ้นมาจากการที่มีผัสสะ สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เวลามีผัสสะมากระทบแล้วมีการปรุงแต่งที่ไม่ดีเป็นอกุศลออกไป นั่นคือ “เจ้ากิเลส” กิเลสก็มีผัสสะเป็นแดนเกิด มันเกิดมาพร้อมกับผัสสะที่มากระทบ ไม่ได้มาจากผัสสะ แต่อยู่ในจิต พอมีผัสสะ บึ้ม ขึ้นตรงนี้ ใช่มั้ยจิตมันมีการกระทบเกิดขึ้นแล้ว ไปทำหน้าที่รับรู้แล้ว มีการรับรู้ที่ไหนๆ จิตสามารถไปก้าวลงไปยึดถือได้หมด มันก็เอาตรงนั้นแหละเป็นตัวมัน เราก็จึงรู้สึกว่ามีอะไรมากระทบที่จิตของเรา ก็เพราะว่ามันก็ยึดนั่นแหละว่าเป็นตัวมัน ผ่านทางวิญญาณนั่นแหละ

 

มีวิญญาณที่ไหนมีผัสสะที่นั่น มีผัสสะที่ไหน มีการกระทบแล้ว จะเกิดการปรุงแต่งออกมาแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกาย วาจา ใจ ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง จะเป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าปรุงแต่งไปในทางอกุศล นั่นเป็นเพราะอำนาจของกิเลสที่มันมีผัสสะเป็นแดนเกิด

 

การแสดงออกมาทางกายวาจาใจของแต่ละคนแตกต่างกัน เป็นเพราะมีลักษณะของอาสวะการสั่งสมพื้นฐานอุปนิสัยแตกต่างกัน แล้วอะไรที่มาเป็นตัวฝึกให้จิตมีอุปนิสัยพื้นฐานเป็นอย่างนี้ ก็กิเลสนั่นล่ะ ตรงการปรุงแต่งที่ออกไปนั่นล่ะ

 

…มีการปรุงแต่งออกไปเมื่อไหร่ มันก็จะมีคราบมีอาสวะการสะสมออกมาในลักษณะนั้น…

 

คนที่ทำชั่วทำบาปมามาก ก็สะสมอาสวะในชนิดที่ ให้มีการเบียดเบียนกันมาก คำพูดก็ออกมาในลักษณะเบียดเบียน การกระทำหรือความคิดก็เป็นไปในความเร่าร้อนรุ่มร้อน มีราคะโทสะโมหะมาก ในทางตรงกันข้าม มีการรับรู้เมื่อไหร่นะ มีผัสสะตลอดนะ มีผัสสะแล้ว ถ้ามีการกระทำที่เป็นกุศลธรรมออกไป บางทีกิเลสก็ให้เราทำกุศลธรรมได้เหมือนกัน เรียกว่าเป็น “บุญ” บุญก็เกิดจากอาสวะนั่นแหละ อาสวะส่วนที่เป็นบุญ ที่เรียกว่าเป็นบารมีที่สะสมเอาไว้ บุญที่สะสมๆ เอาไว้ในจิตเป็น “บารมี”

 

 

อาสวะนี้เปลี่ยนแปลงได้

 

..เพราะว่าอาสวะที่สะสมมาต่างกัน อยู่ในจิตต่างกัน มีผัสสะอะไรมากระทบแล้ว ทำไมยังมีการปรุงแต่งทางใจชนิดที่เป็นความไม่พอใจ เพราะว่าอาสวะสะสมกันมาเป็นแบบนี้ อาสวะที่มีการเบียดเบียนทางใจเกิดขึ้นอยู่ ก็จึงโผล่เป็นกิเลสแบบนี้ออกมา มันมาพร้อมกับการปรุงแต่งทางใจเป็นความคิด ถ้าออกมาทางวาจาด้วย เราก็จะรู้ล่ะว่าเขาคิดอย่างไง จึงพูดออกมาอย่างนั้น

แต่ถ้ามีอาสวะชนิดที่เป็นบารมีสะสมเอาไว้ มีจิตใจอ่อนนุ่มอ่อนโยน แล้วทำให้การปรุงแต่งออกมาเป็นความกรุณา เป็นความเห็นอกเห็นใจ มีการสังเวชเกิดขึ้น เป็นมโนกรรมที่เป็นกุศล ที่ออกมาแบบนั้นได้ เพราะว่าอาสวะเขาสะสมกันมาแบบนี้

 

เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นบารมีที่เรา ใช้เรียกอาสวะที่เป็นไป ในทางกุศล หรือเจ้าตัวอาสวะที่เป็นไปในทางอกุศล มันก็ถูกอบรมมาด้วยการกระทำที่ออกไปนั่นล่ะ มีกิเลสมีการปรุงแต่งออกไปด้วยทางกายวาจาใจ มีการปรุงแต่งออกไปก็มีอาสวะกลับเข้ามา การสะสมมันสั่งสมสืบต่อผ่านไปๆ อย่างนี้ๆ ทำให้ความเป็นอุปนิสัยมันมีขึ้นมา ดูเหมือนมีตัวตน ดูเหมือนว่าเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา แต่สิ่งเหล่านี้มีเหตุมีปัจจัยทั้งสิ้น

 

การที่เราบอกว่า ก็ฉันเป็นคนแบบนี้ล่ะ ฉันก็คิดอย่างนี้ ฉันก็ตอบสนองไปอย่างนี้ อันนี้เหตุปัจจัยของมันคืออาสวะอย่างที่ว่าไป อย่าไปถือว่าไอ้นี่เป็นตัวของมันอย่านี้ มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอด อันนี้คือเหตุปัจจัยของมัน

 

…ในการที่เราจะตอบสนองไปแบบนี้หรือแบบนั้น อยู่ที่อาสวะอุปนิสัยที่เราสั่งสมมา เป็นแบบนี้มา แล้วไม่ใช่ว่าอาสวะอุปนิสัยนี้มันเปลี่ยนไม่ได้ เพราะว่าที่มันสะสมมาเป็นอย่างนี้ได้ มันก็มีเหตุมีปัจจัย ถ้าเราเปลี่ยนแปลงเหตุและปัจจัยของมัน ไอ้เจ้าอาสวะนี้ก็เปลี่ยนแปลงได้ อาสวะเปลี่ยนแปลงได้ การตอบสนองของเราก็เปลี่ยนแปลง ตามมันได้….

 

 

มีผัสสะแล้วจะเลือกตอบสนองแบบไหน

 

อาสวะเป็นการสะสม เป็นผลของการกระทำ ที่คุณทำอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป มันก็ทิ้งคราบเอาไว้ ทิ้งอาสวะเอาไว้ เป็นเหมือนกับ action มันต้องเท่ากับ reaction นี่แหละ คุณจะโยนสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มันพุ่งออกไปได้ มันต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ถูกดันกลับออกมา เราโยนบอลเข้าผนังผนังมันเด้งบอลกลับออกมาได้ มันก็มีแรงดันที่ผนังผนังก็ได้รับแรงดันนั้น มันต้องมี

 

…มีอะไรมากระทบจิต จิตจะตอบสนองออกไปทางกายวาจาหรือใจแบบใดแบบหนึ่ง จะตอบสนองออกไปได้ มันก็ต้องทิ้งคราบเอาไว้ คราบที่มันทิ้งเอาไว้อยู่ที่จิตนั่นน่ะคือ “อาสวะ” มันเป็นแบบนี้เพราะมันมีผัสสะเมื่อไหร่ จุดนั้นล่ะจะเป็นจุดที่มันจะตอบสนองกันทันที มีผัสสะเมื่อไหร่ มีการตอบสนองกันแล้วแล้ว จะเป็นการเพิ่มอาสวะแบบไหนๆ ตรงนี้ล่ะคือความสำคัญ ต้องเพ่งจิตให้ดี…

 

เพราะว่าเวลาที่เราตอบสนองแบบดีไปที่เป็นไปในทางมรรค 8 ตอบสนองผัสสะที่มากระทบไปตามมรรค 8 มรรค 8 นี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติแล้วทางกายวาจาใจ พอมีการตอบสนองจากผัสสะที่มากระทบไปตามมรรคแปดแล้ว การปรุงแต่งก็จะเป็นไปตามมรรคแปด การปรุงแต่งที่เป็นไปตามมรรคแปด ก็จะเป็นไปเพื่อที่จะกำจัดอาสวะ ที่มันสะสมอยู่แบบที่ไม่ดีๆ ในจิตใจของเราให้มันหลุดก๊อกออกไปเสี้ยวหนึ่ง ตามสัดส่วนที่คุณตอบสนองนั้น

 

 

อาสวะพาไปเกิด

 

อาสวะที่สะสมในจิตของเราจะพาเราไปเกิดตามลักษณะของมัน ถ้ามีอาสวะชนิดที่เบียดเบียนมาก เพราะคุณมีการกระทำแบบนี้เยอะ มันก็สะสมอาสวะแบบนี้ไว้มาก ทำให้ที่ที่จะไปเกิดก็ไปในภพที่มีการเบียดเบียน แต่ถ้ามีการทำความดีเป็นอาสวะชนิดที่ไม่เบียดเบียนกันเป็นการให้กันเมตตากัน มันก็สะสมอาสวะประเภทนี้เอาไว้ อาสวะประเภทอื่นก็หลุดออกไป มันก็อยู่ใต้ลงไป มันก็จะจางคลายไป อาสวะใหม่ๆ ที่ไม่เบียดเบียน มันก็มีมากขึ้น ก็จะทำให้มีผลอานิสงส์ไปเกิดในที่ที่เป็นแบบนั้น

หรือเป็นอาสวะชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม อาสวะที่เป็นกามมันถูกทับถมมีผลน้อยลงๆ จนกระทั่งหายจางคลายไป เหลือแต่อาสวะชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกามอยู่ ก็ไปเกิดเป็นพรหม มีจิตใจที่อยู่เดี่ยวๆ ยินดีในความสงัด น้อมมาในการประพฤติพรหมจรรย์

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เวลาที่เราตริตรึกเรื่องใดๆมาก จิตของเราจะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ”

 

…เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีการตริตรึกคือมีผัสสะแล้วนะ แล้วเราปรุงแต่งออกมาในทางใดทางหนึ่ง ที่เป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม อาสวะแบบนั้นก็สะสมเข้าไป อาสวะแบบไหนสะสมเข้าไป จิตก็เป็นอย่างนั้น ตรงนั้นแหละจิตเข้าไปยึดถือแบบนั้นด้วยความเป็นตัวตนของมัน จิตก็จึงน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ…

 

 

การเลือก คือ สติ

“สติรักษาจิต”

 

ถ้าเราคิดเรื่อชั่วช้าลามกอยู่บ่อยๆ เรื่อยๆ อาสวะแบบนี้สะสมมากขึ้น นั่นแหละ คือจิตที่จะน้อมไปแบบนั้น ถ้าเราคิดเรื่องดีๆ เป็นบุญเป็นกุศล อาสวะแบบนี้ก็สะสมขึ้นมา จิตก็น้อมไปทางนั้น เพราะมันเป็นตัวมันของมันอย่างนั้น มันไปยึดถือแบบนั้น

 

เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่เราเลือกในการที่จะตอบสนอง การเลือกตรงนี้ นั่นคือ “สติ” ที่คุณจะเลือกไปทางไหน

 

จะเลือกไปทางพุทโธ ธัมโม สังโฆ ตามกระแสลายเส้นของพระอรหันต์ ที่เดินตามสัมมาสัมพุทธะไป การที่เรามีสติระลึกถึตรงนี้ได้ว่า ฉันต้องไปทางนี้ ไปตามทางพุทโธธัมโมสังโฆ นั่นคือการระลึกได้ คือสติตั้งขึ้นไว้แล้ว เรามีสติตั้งขึ้นไว้ เวลามีผัสสะใดๆ มากระทบก็ตาม “สติจะรักษาจิตของเรา”

รักษาตรงไหน เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตั้งสติเอาไว้ได้ แล้วเราอย่างน้อยยังมีคิดมาในทางที่จะดีบ้าง อาจจะยังทำได้ไม่ไหมด 100% อาจจะได้บ้าง ไอ้ความได้บ้างแม้น้อยก็ตาม คือคุณมี “ความเพียร” แล้ว เพิ่มขึ้นหน่อยนึงจากสติที่ตั้งขึ้นไว้ อาจจะกำลังไม่มาก กำลังน้อยๆ เท่าที่มันมี

 

พอดีมีแล้ว สติตั้งขึ้นแล้ว มีความเพียรนิดหน่อย ยงลดเวลาของเจ้าอกุศลลได้บ้าง เพิ่มเวลาของเจ้ากุศลคุณความดีเพิ่มขึ้นได้บ้าง อาสวะที่มันสะสมเป็นลักษณะแบบเก่าๆ มันก็จะถูกกระเทาะออกถูกลอกออก ถูกเสื่อมถอยลงไปหน่อยนึงตามกำลังของสตินั้นๆ ไอ้หน่อยนึงที่มันหลุดไป คือมาตามทางมรรคแปดแล้ว

…ให้เรามาตั้งสติของเราเอาไว้ เผื่อที่จะชำระจิตให้มันบริสุทธิ์ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ ก็คือการกำจัดกิเลส กำจัดเจ้าอาสวะต่างๆ เหล่านี้ ให้มันหลุดลอกออกไปจากใจของเรา จะให้กิเลสอาสวะต่างๆเหล่านี้หลุดกระเทาะออกไปจากจิตใจของเราได้ ก็ให้เมื่อมีการรับรู้มีผัสสะเมื่อไหร่ ให้มีการคิดพูดและกระทำมาในทางดี ให้เดินตามมรรคแปด เมื่อเรามีการคิดพูดและกระทำมาในทางดี เดินตามมรรคแปดแล้ว จะมีการสะสมอาสวะชนิดที่เป็นส่วนแห่งบุญ มีการสะสมอาสวะชนิดที่เป็นส่วนแห่งอบุญ ก็จะเรียกว่าเป็นบารมีก็ได้…

 

พอมีการสะสมตรงนี้เพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ ไอ้เจ้าอาสวะที่เป็นในทางเบียดเบียนเป็นส่วนแห่งบาปก็จะค่อยอ่อนกำลังลง เพราะว่ามันถูกทับไปมันก็จางคลายไป อ่อนกำลังลงไป แม้อาสวะก็ไม่เที่ยง ของเก่าที่มันมีสะสมก็เปลี่ยนแปลงจืดจางได้ ตัวอย่างเช่นท่านพระองคุลีมาลที่กำลังของสติมีมากกว่ากำลังของโมหะ

ความพยายามตั้งสติขึ้น นั่นก็เป็นสัมมาวายามะ การที่เราระลึกถึงคำสอนนั้นได้ นั่นก็เป็นสัมมาสติ มีสติขึ้น การปรุงแต่งทางกายวาจา คิดพูดทำ มันก็มาในทางดี สิ่งไหนที่เป็นสิ่งดี อาสวะที่ไม่ดีนั้นก็อ่อนแรงลง อาสวะที่เป็นส่วนแห่งบุญก็มีกำลังมากขึ้น พาเราไปในทางที่จะหลุดพ้นได้

ให้มีสติตั้งเอาไว้ เราจะเห็นเวทนานั้นความรู้สึกนั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงได้ ตามเหตุตามปัจจัยของมันได้ แบบนี้แหละเรามีการสะสมสิ่งที่ดีงาม อาสวะที่เป็นส่วนแห่งบุญส่วนที่เป็นอบุญ ซึ่งจะทำให้จิตของเรามันพ้นจากเจ้าเครื่องร้อยรัดของเจ้ากิเลสราคะโทสะโมหะได้

 

จิตของเราที่พ้นแบบนี้ นั่นคือการปฏิบัติเลย การปฏิบัติเกิดขึ้นได้ ณ ทุกผัสสะ มีการรับรู้ที่ไหน มีผัสสะเกิดขึ้นตรงนั้นเดี๋ยวนั้นแล้ว

สติคือประตูเมืองรักษาช่องทางต่างๆ ของเราแบบนี้ ผัสสะนี่แหละสำคัญ วิญญาณนี่แหละสำคัญ จะทำให้มีการปฏิบัติทำธรรมะให้แจ่มแจ้ง เวลาที่อาสวะมันออกไป ความเศร้าหมองความหม่นหมองเหมือนเฆฆหมอกที่มาบังดวงอาทิตย์ดวงจันทร์มันออกไป ท้องฟ้าก็จะแจ่มใส จิตของเราที่ไม่ได้มีอาสวะชนิดที่เป็นส่วนแห่งบาป จิตของเราก็จะสว่างสดใสแจ่มใสได้เช่นเดียวกัน มีสติ มีสมาธิแบบนี้มันดี ขึ้นชื่อว่าการปฏิบัติ…..

 

“ธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุขมีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง มีวิมุตติเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นที่สุด”

มูลสูตร

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เมื่อรับรู้นั่นคือมีผัสสะ
Tagged on: