download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 25/12/2560

HIGHLIGHTS:

  • ทบทวบ ใคร่ครวญ พิจารณาอยู่เนื่อง ๆ ในการกระทำของตัวเราเองในรอบปีที่ผ่านมา ในเรื่องของทางวาจาว่าเรามี การปรุงแต่งทางวาจา (วจีสังขาร, วจีกรรม) ที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร
  • โทษของการด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ พึงถึงความฉิบหาย 11 อย่าง
  • วาจาใดที่เราเคยพูดไปทำไปไม่ดี เบียดเบียนคนอื่น เบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากให้เปิดเผยการกระทำของตนเองที่ไม่ดีนั้นออกมา แล้วทำการแก้ไข ให้สำรวมระวังต่อไป
  • วาจาใดที่เราได้ทำไป ไม่ได้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ได้เบียดเบียนตนเอง ไม่ได้เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย เป็นวาจาที่แค่ถึงแม้น้อยนิดเดียว ที่ฟังแล้วมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ให้เอาตรงนี้เป็นฐานในการที่เราจะพัฒนาให้มันดีขึ้น พยายามสร้างกุศลธรรมจากจุดแม้น้อยนิดเดียวนี้
  • เหล่าสัตว์อาชาไนยทั้งหลายจะพัฒนาความเป็นอาชาไนยของตัวเองได้ หนึ่งในคุณสมบัตินั้นก็คือ จะต้องฟังแต่คำอันนิ่มนวล

บทคัดย่อ

เมื่อเรามีความคิดที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ชีวิตของเราดีขึ้นมา เราจึงจะต้องมาทบทวน มาใคร่ครวญพิจารณาอยู่เนื่อง ๆ ในตัวของเรา ในการกระทำของตัวเราเองในรอบปีที่ผ่านมาในส่วนของ กาย วาจา และใจ เป็นการปรุงแต่งทางกาย (กายสังขาร) ปรุงแต่งทางวาจา (วจีสังขาร) ปรุงแต่งทางใจ (มโนสังขาร) หรือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ซึ่งในที่นี้เจาะจงลงมาที่ในส่วนของทางวาจาของเราว่าเรามีการปรุงแต่งทางวาจาส่วนไหนดีไม่ดีอย่างไร เพราะวาจาใช้ได้หลากหลายแบบ

 

คนที่มาในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า จะต้องปฏิบัติตามสัมมาวาจา ซึ่งจะมีข้อปฏิบัติทางด้านวาจาที่มากกว่าการไม่พูดโกหก แต่รวมถึงการไม่พูดยุยงให้แตกกัน การไม่พูดคำเสียดสี หยาบคาย ทิ่มแทง หรือวาจาที่ทำให้เกิดความตลกโปกฮา วาจาเพ้อเจ้อ ไม่พูดในลักษณะนั้น แต่ในบางคนระวังแค่การไม่พูดโกหกอย่างเดียว ทำให้ไปผิดพลาดในข้ออื่น ๆ เช่น บางคนคิดว่าพูดตรงกับที่คิด ถึงจะเรียกว่าเป็นการพูดคำจริง “ฉันไม่ชอบเธอฉันก็พูดไปเลย” พูดกันตรง ๆ ก็คิดว่าตัวเองพูดคำสัตย์ พูดคำจริง แต่ก็ไม่ได้รู้ว่ามันไปผิดพลาดข้ออื่น ๆ จึงต้องมาทำการวิเคราะห์กันเป็นด้าน ๆ ไป เพราะว่าบางทีทางใจเราอาจจะยังควบคุมได้ไม่หมดทั้ง 100% สติเราอาจจะยังไม่ทัน อาจจะมีการคิดไม่พอใจคนนั้นคนนี้อยู่บ้าง ทำให้วาจามันก็เลยหลุดออกไป เป็นไปในลักษณะของการทิ่มแทงกัน พูดแหนบกัน พูดเสียดสีกัน พูดกระทบกัน เป็นวาจาชนิดที่ใช้ปากเป็นหอกทิ่มคนอื่น เป็นการพูดคำหยาบ ทั้งหมดนี้จัดเป็นมิจฉาวาจา เป็นการด่าบริภาษ เป็นการเบียดเบียนกันด้วยวาจา

 

พระพุทธเจ้าตรัสใน พยสนสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ว่าด้วยเรื่องของโทษในการด่าคนอื่น จะพึงถึงความฉิบหาย 11 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

1. จะไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ

2. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว

3. สัทธรรมของเธอนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว

4. เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม

5. เป็นผู้ไม่ยินดีการประพฤติพรหมจรรย์

6. ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง

7. บอกเลิกสิกขาเวียนมาเพื่อภาพต่ำ

8. ถูกต้องโรคอย่างหนัก

9. ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต

10. ย่อมเป็นผู้หลงใหลทำกาละ

11. เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก

 

พระพุทธเจ้าเคยได้เตือนพระราหุลไว้ว่า “วาจาที่กำลังจะพูดไป เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองมั๊ย? เบียดเบียนผู้อื่นมั๊ย? เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายรึป่าว?”

แน่นอนว่าถ้าคนที่เขารักษาจิตของเขาได้ดี มีเมตตา มีสติอยู่เต็มที่ เมื่อได้กล่าววาจาทิ่มแทง ด่าไปว่าไป มันไม่ได้เบียนเบียดแค่คนโน้น แต่วาจานั้นกลับจะมาเบียดเบียนตัวเราเองด้วย อันนี้ต้องระวัง! มันจะกลับมาเป็นโทษกับตัวเราเอง ซึ่งเป็นผลของการที่พูดมาก พอพูดมากมันก็จะทำให้มีการพูดเท็จ พูดสื่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ แถมให้ถ้าตายไปไปตกนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย

 

“ฉะนั้น วาจาเราต้องระวังให้มาก เพราะว่าปากมันขยับง่าย ๆ งขยับง่ายกว่ามือถ้าเปรียบเทียบกัน จิตใจยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะมันขยับง่ายกว่าปากอีกด้วยซ้ำ แต่ต่อให้ควบคุมจิตใจได้ไม่ 100% มือเราควบคุมพอได้คนเรามันจะหลุดกันตรงปากนี่แหละ.

…วาจาควบคุมให้ดี พิจารณาดูให้รอบคอบ ในรอบปีที่ผ่านมาเราเป็นอย่างไร ที่ได้ยกเอาโทษของมันขึ้นมา เพราะว่าเราจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราจะต้องเห็นโทษของมันซะก่อน.

…พูดกดคนอื่น พูดความไม่ดีของคนอื่น ที่ไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริงก็ตาม ต่อให้จริง ต่อให้คนนั้นเขาไม่ดีจริง ๆ ยังต้องพูดนิดเดียว…ที่นี้ความไม่ดีจริง ๆ ตามความเข้าจของใคร ถ้าเราเข้าใจด้วยทิฏฐิที่ไม่ถูกต้อง เราเข้าใจไปเอง แล้วก็พูดไป ต่อให้พูดนิดเดียวก็เป็นบาปอยู่แล้ว ไม่ดีอยู่แล้ว เพราะความไม่ดีก็มาติดอยู่ที่ปากเรา.”

ให้เราไตร่ตรองพิจารณากรรมของเราที่ผ่านมา วจีกรรมอะไรที่เราทำไปแล้ว มันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตัวเองมั๊ย? ต่อให้เป็นจริงอย่างที่ว่า แล้วเราพูดไปถ้ามากมันก็มีโทษมาก คนฉลาดเขาจึงไม่พูดเรื่องไม่ดีของคนอื่นถ้าไม่ถูกถามถึง ถ้าถูกถามก็พูดนิดเดียว ให้ไตร่ตรองดูในด้านวาจาของเราไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของชีวิต ให้มันครบทุก ๆ ด้าน ให้มีวาจาเป็นไปในลักษณะที่ดีงาม วาจาใดที่เราเคยพูดไปทำไปไม่ดี เบียดเบียนคนอื่น เบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก สุขอาจจะสุขตอนพูด สนุกปากนิดเดียว ให้ไปขอโทษเขาซะ

 

พระพุทธเจ้าบอกอย่างนี้ “ให้เปิดเผยการกระทำของตนเองที่ไม่ดีนั้นออกมา” ทำอะไรไม่ดีไว้ แก้ไข ไปแก้ไขกับคนที่เราทำไม่ดีไว้…ให้สำรวมระวังต่อไป

 

เรื่องวาจาในส่วนที่ 2 คือ ให้ทบทวบดูสิ่งดี ๆ ที่เราเคยพูดมา วาจาไหนที่เป็นวาจาอ่อนหวาน กล่าวด้วยจิตที่มีเมตตา อนุโมทนากัน สาธุกัน มีการกล่าววาจาให้เกิดความน่ารักกับผู้ฟัง ควรแก่เวลา เป็นวาจาประกอบด้วยประโยชน์ มีมั๊ย? ต่อให้มันมีน้อยนิดเดียวก็ตาม มันมีแน่นอน เพราะว่าบางคนต่อให้เจอเรื่องไม่ดีอย่างไรก็ตาม เลยมาปรับทุกข์กับเพื่อน บางทีเราพูดจาดี ๆ กัน พูดจาให้เกิดความจริง ควรแก่เวลา แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ดีแล้ว…ต่อให้น้อยนึง ก็คือความดี ให้เราระลึกถึงความดีความงามของเราตรงนี้ วจีกรรมที่เราได้ทำมาว่า ไม่ได้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ได้เบียดเบียนตนเอง ไม่ได้เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย เป็นวาจาที่แค่ถึงแม้น้อยนิดเดียว ที่ฟังแล้วมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ให้เอาตรงนี้เป็นฐานในการที่เราจะพัฒนาให้มันดีขึ้นต่อไปได้ พยายามสร้างกุศลธรรมจากจุดแม้น้อยนิดเดียว

 

“วาจานี้ ให้เป็นสัมมาวาจา ให้เป็นสุภาษิต คือ คำพูดที่ดี คำพูดที่งาม คำพูดที่ดีงามนั้นจะต้องกล่าวควรแก่เวลา เป็นคำจริง. ถ้าจิตใจของเราคิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ดี แล้วเราพยายามพูดให้มันดีออกไป โดยไม่กระเทือนใจเขา คำพูดนั้นดีแน่นอน ถ้าใจเราต้องไปตามแก้กันอีกวาระหนึ่ง ถ้าเรามีสัมมาทิฏฐิอยู่แล้ว บางทีมิจฉาสังกัปปะมันอาจจะเกิดขึ้น แต่อย่างน้อยเราควบคุมอย่าให้มีมิจฉาวาจา ให้มีสัมมาวาจา ให้มีความอ่อนหวานในการพูดการจา พูดจาแล้วให้มันมีประโยชน์ อย่าเอาแต่ทิ่มกัน ติกัน…คนที่เขาจะพัฒนาปรับปรุงโดยความเป็นอาชาไนยได้…เหล่าสัตว์อาชาไนยทั้งหลายจะพัฒนาความเป็นอาชาไนยของตัวเองได้ หนึ่งในคุณสมบัตินั้นก็คือ จะต้องฟังแต่คำอันนิ่มนวล

เราพูดจาให้อ่อนหวาน มีประโยชน์ มีเมตตาจิต กล่าววาจาน่ารักกับผู้ฟัง กล่าววาจาสัตย์ ด้วยวาจานี้เท่านั้น ประโยชน์จะเกิดขึ้นไ ไม่แค่ตัวเราเองในวจีกรรมที่เราพูดออกไป…สถานการณ์มันจะพลิก เราจะเหนือจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เหนือจากความยึดถือต่าง ๆ เพราะเหนือขึ้น สถานการณ์เปลี่ยน สถานการณ์มันดีขึ้น จิตของเขาจะดีขึ้นทันที

ความชั่วจากการที่เราคิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี แต่เราแก้ด้วยการทำดี ถึงแม้ว่ามันจะกระดาก ฝืน ถ้าฝืนแล้วมีกุศลธรรมเกิด มันดี ให้เราทบทวน ให้เราทำความเข้าใจ ในรอบปีที่ผ่านมาจุดไหนไม่ดี เราแก้ไขซะ เล็กน้อยนี้สำคัญ…”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    • หลักวินิจฉัยวจีกรรม 3 สถาน ม.ม.๑๓/๑๒๘/๑๓๐.

      หมวดที่ 1 : เมื่อจะกระทำ

      ราหุล ! เธอใคร่จะทำกรรมใดด้วยวาจา พึงพิจารณากรรมนั้นเสีย ก่อนว่า “วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?” ดังนี้, ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้, เธอ ไม่พึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้นโดยถ่ายเดียว.

      ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกดังนี้ว่า “วจีกรรมที่เราใคร่จะ กระทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น บ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุข เป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก” ดังนี้ไซร้, ราหุล ! เธอพึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้น.

      หมวดที่ 2 เมื่อกระทำอยู่

      ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาอยู่ พึงพิจารณากรรมนั้น ว่า “วจีกรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียน ผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?” ดังนี้, ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ ไซร้, เธอ พึงเลิกละวจีกรรมชนิดนั้นเสีย.

      ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า “วจีกรรมที่เรากำลังกระทำ อยู่นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มี สุขเป็นวิบาก” ดังนี้ไซร้, ราหุล ! เธอ พึงเร่งเพิ่มการกระทำวจีกรรมชนิดนั้น.

      หมวดที่ 3 เมื่อกระทำแล้ว

      ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาแล้ว พึงพิจารณากรรมนั้น ว่า “วจีกรรมที่เรากระทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียน ผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?” ดังนี้, ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ ไซร้, เธอพึงแสดง พึงเปิดเผย พึงกระทำให้เป็ นของหงาย ซึ่งวจีกรรมนั้น ใน พระศาสดา หรือในเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็ นวิญญูชนทั้งหลาย, ครั้นแสดง ครั้น เปิดเผย ครั้นกระทำให้เป็นของหงายแล้ว พึงถึงซึ่งความระวังสังวรต่อไป.

      ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า “วจีกรรมที่เรากระทำแล้ว นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มี สุขเป็นวิบาก” ดังนี้ไซร้, ราหุล ! เธอ พึงอยู่ด้วยปี ติและปราโมทย์ ตามศึกษา ในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด.

    • สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา ปญฺจก.อํ ๒๒/๒๗๑/๑๙๘

      ภิกษุ ท. ! วาจาอันประกอบด้วยองค์ 5 ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน. องค์ห้าประการอย่างไรเล่า ? ห้าประการ คือ :-

      1. กล่าวแล้วควรแก่เวลา (กาเลน ภาสิตา โหติ),

      2. กล่าวแล้วตามสัจจ์จริง (สจฺจา ภาสิตา โหติ),

      3. กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน (สณฺหา ภาสิตา โหติ),

      4. กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์ (อตฺถสญฺหิตา ภาสิตา โหติ),

      5. กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต (เมตฺตจิตฺเตน ภาสิตา โหติ).

      ภิกษุ ท. ! วาจา อันประกอบด้วยองค์ 5 ประการเหล่านี้แล เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน.

    • สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา(อีกนัยหนึ่ง)  . ๒๕/๔๑๑/๓๕๖.

      ภิกษุ ท. ! วาจาอันประกอบด้วยองค์ 4 ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน. องค์สี่ประการอย่างไรเล่า ? สี่ประการ คือ :-

      1. กล่าวเป็นสุภาษิตเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นทุพภาษิต;

      2. กล่าวเป็นธรรมเท่านั้น ไม่กล่าวเป็ นอธรรม;

      3. กล่าววาจาน่ารัก (แก่ผู้ฟัง) เท่านั้น ไม่กล่าววาจาไม่น่ารัก (แก่ผู้ฟัง);

      4. กล่าววาจาสัจจ์เท่านั้น ไม่กล่าววาจาเหลาะแหละ.

      ภิกษุ ท. ! วาจา อันประกอบด้วยองค์ 4 ประการเหล่านี้แล เป็น วาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน.

สำรวมวาจาให้มีสุขเป็นกำไร
Tagged on: