download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 24/12/2560

HIGHLIGHTS:

 

  • วิธีและรายละเอียดของการปฏิบัติบูชาสำหรับผู้ประพฤติพรหมจรรย์

บทคัดย่อ

 

การปฏิบัติบูชาสำหรับผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หมายรวมทั้งนักบวชและฆราวาสที่มีการปฏิบัติที่เข้มข้นมากขึ้น มีอานิสงค์ผลบุญสูงกว่ามาก ทำให้จิตใจสบายในเวลาที่ปฏิบัติ ทำให้เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ในเวลาต่อๆไป หรือเพื่อมุ่งเน้นซึ่งมรรคผลนิพพาน โดยรูปแบบในการปฏิบัติก็คือ การภาวนา (หรือภาวิตา) ซึ่งเป็นการทำให้เจริญในอริยมรรคมีองค์แปดด้วยการทำสมาธิวิปัสสนา เพื่อเป็นการควบคุมและทำจิตใจให้สงบ ไม่ทำให้ใจเราข้องเกี่ยวหรือเบียดเบียนได้ด้วยอกุศลธรรมต่างๆ

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนถึงความเพียรชนิดที่เป็นหลัก เป็นประธาน (สามารถพึ่งได้ ใช้เป็นเรื่องราวได้) อยู่ 2 ประเภทคือ

  1. สำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ต้องใช้ความเพียร ขวนขวายเพื่อให้ได้ปัจจัยทั้งสี่
  2. สำหรับนักบวชหรือผู้ปฏิบัติธรรม ต้องใช้ความเพียร ขวนขวายเพื่อให้ได้ละซึ่งความยึดถือเสียทั้งหมด ถือเป็นหลักที่สุดยอดมากกว่าความเพียรของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน โดยเริ่มจากการละนิวรณ์ (เครื่องกางกั้นการทำงานของจิตไม่ให้รวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว) เสียก่อน อันได้แก่
    • กามฉันทะ คือ ความรักใคร่ ความพอใจ ยินดีในกาม คือ ความอยากได้ในกามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพพะที่น่าปรารถนา
    • พยาบาท คือ ความคิดอาฆาต ความคิดปองร้าย คุกรุ่นอยู่ในใจ
    • ถีนมิทธะ คือ ความง่วงซึม ความเซ็ง ความขี้เกียจ
    • อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน
    • วิจิกิจฉา คือ ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ ลังเลสงสัย เกี่ยวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระพุทธเจ้าทรงเคยตรัสไว้ว่า หากเราระงับนิวรณ์ได้ ถือว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า เป็นผู้มีจิตเสมอกัน ซึ่งคุณธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยให้นิวรณ์หลุดลอกออกก็คือ สติ หรือ สติปัฎฐานสี่ อันหมายถึงฐานที่ตั้งให้เกิดการระลึกถึง รู้เห็นและเข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง โดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ รัดรึงหรือห่อหุ้มได้มี 4 ประการดังนี้

  1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน หรือการเห็นกายในกาย
  2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน หรือการเห็นเวทนาในเวทนา
  3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้จิต หรือการเห็นจิตในจิต
  4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน – การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน เห็นตามที่เป็นจริง ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา หรือการเห็นธรรมในธรรม

ซึ่งการทำให้สติปัฎฐานสี่เกิดขึ้นหรือสติตั้งขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องมีที่พึ่งหรือสรณะโดยยึดหลักอนุสสติ 10 คือ อารมณ์อันควรระลึกถึง 10 ประการ

  1. พุทธานุสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์
  2. ธัมมานุสติ ระลึกถึงพระธรรม คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระธรรม
  3. สังฆานุสติ ระลึกถึงพระสงฆ์ คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระสงฆ์
  4. สีลานุสติ ระลึกถึงศีล คือ น้อมจิตรำลึกพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติปฏิบัติบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย
  5. จาคานุสติ ระลึกถึงการบริจาค คือ น้อมจิตระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้ว และพิจารณาเห็นคุณธรรมคือความเผื่อแผ่เสียสละนี้ที่มีในตน
  6. เทวตานุสติ ระลึกถึงเทวดา คือ น้อมจิตระลึกถึงเทวดาทั้งหลายที่ตนเคยรู้และพิจารณาเห็นคุณธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดานั้นๆ ตามที่มีอยู่ในตน
  7. มรณสติ ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท
  8. กายคตาสติ สติอันไปในกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา
  9. อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก
  10. อุปสมานุสติ ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ คือ ระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์

สติที่เกิดขึ้นจะเป็นเกราะป้องกันภัยและรักษาจิตของเราได้ สามารถระงับนิวรณ์ลงได้ ทำให้จิตมีอารมณ์รวมลงเป็นอันเดียว ถือว่าเป็นการปฏิบัติบูชาแล้ว อีกทั้งทำให้กิเลสในใจของเราหลุดลอกออกไปได้ เพราะจิตที่สงบลงได้จะไม่ไปเกลือกกลั้วกับสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น โดยต้องอาศัยปัญญาเห็นตามที่เป็นจริง สามารถปล่อยวางได้ ไม่ยึดถือยึดติด เพราะเห็นความไม่เที่ยงของมันไม่ว่าจะเป็นปิติ สุข หรือแม้แต่ในอุเบกขาที่เหลืออยู่ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติบูชาด้วยการนั่งสมาธิเช่นนี้เพื่อให้ถึงความยอด คลายความยึดถือ ทำความเพียรทางจิต (ซึ่งเรียกว่า “วายามะ” หรือ “วิริยะ”) โดยที่กายไม่ขยับเลย ถือเป็นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธานได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ปฏิบัติบูชาสำหรับผู้ประพฤติพรหมจรรย์
Tagged on: