download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 19/12/2560



 

HIGHLIGHTS:

 

  • สติปัฏฐาน 4 คืออะไร มี 4 หัวข้อ
  • ศีลและทิฏฐิเป็นเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เจริญสติปัฏฐาน 4 ได้
  • อะไรคือการเห็น ดู รู้ ที่ถูกต้อง
  • สามารถเจริญเห็นสติปัฏฐาน 4 โดยวิธี 3 คือ การเห็นภายใน การเห็นในภายนอก และการเห็นทั้งภายในและภายนอก
  • เข้าใจในนัยยะของการเห็นในแต่ละข้อ

บทคัดย่อ

“ภิกษุ ท. ! เมื่อเธออาศัยศีลตั้งอยู่ในศีล แล้วเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่โดยวิธีทั้งสาม อย่างนี้แล้ว ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น เป็นสิ่งที่เธอหวังได้ ตลอดคืนหรือวันอันจักมาถึง หาความเสื่อมมิได้เลย.” 

ภิกษุสูตร มหาวาร.สํ. ๑๙/๑๙๒ – ๑๙๓/๖๘๖ – ๖๙๐.

….นี่แหละคนที่ทำอยู่อย่างนี้ โดยวิธีทั้ง 3 อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล มีทิฏฐิอันเป็นไปตรงแล้ว สามารถที่จะทำความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นได้ จะหาความเสื่อมในคืนหรือวันที่จะมาถึงในอนาคต ไม่ได้เลย เป็นเรื่องดี ที่เราจะมาพิจารณาให้เห็นถูกต้อง ระลึกถึงให้มันเป็น คือพระพุทธเจ้าสอนแจกแจงในนัยยะนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้…..


 

สติปัฏฐาน 4 ในนัยยะที่ไม่เคยแจกแจงที่อื่น

พระพุทธเจ้าได้แจกแจงเรื่องของสติปัฏฐานทั้ง 4 ในลักษณะที่จะทำให้เป็นธรรมทายาท นำไปปฏิบัติได้จริงๆ เป็นนัยยะที่ไม่เคยเจอในที่อื่นๆ มาก่อน คือ เรื่องของการเจริญในสติปัฏฐาน 4 โดยวิธีทั้ง 3

สติปัฏฐาน คือ ฐานที่ตั้งให้เกิดสติ มีหัวข้อที่จะใช้คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ตามบทพยัญชนะที่ว่า

“เป็นผู้ตามเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เห็นจิตในจิต และเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย”


 

วิธีการเห็น เห็นอย่างไร

ในพระสูตรอื่นๆพระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้ดังนี้

  • เห็นกายในกาย คือมีการเปลี่ยนแปลงจากอิริยาบทนี้ไปเป็นอิริยาบทอื่น หรือมักพูดกันว่าเป็นการเห็นกาย หรือมีการระงับลง อริยาบทที่ระงับลง กายที่ระงับลง เช่นลมหายใจ
  • เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เวทนาเกิดจากผัสสะ มีการปรุงแต่งทางใจเกิดขึ้น มีวิญญาณในการรับรู้ในทางตาทางหูทางจมูก มีช่องทางต่างๆ มีผัสสะเยอะแยะ อันนี้คือมีการปรุงแต่งในช่องทาง คือ ใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้มีเวทนา ลักษณะแบบนี้ก็เรียกว่าเป็นการเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย หรือมีผัสสะต่างๆ เหล่านั้นระงับลงๆ การระงับลงตรงนี้ เราเห็นตรงนี้ มีสัมปชัญญะอยู่ตรงนี้ อันนี้ก็ชื่อว่าเป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
  • เห็นจิตในจิต คือความที่จิตสงบเป็นสมาธิ หรือการที่เห็นเครื่องเศร้าหมองของจิต คือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เกิดขึ้น
  • เห็นธรรมในธรรม คือการเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ

 

เหตุเบื้องต้นที่จะทำให้เจริญในสติปัฏฐาน 4 ได้

ในภิกษุสูตรนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้ว่า

“ภิกษุ ท. ! เมื่อศีลของเธอบริสุทธิ์หมดจด ทิฏฐิของเธอไปตรงแล้ว, เธอจงอาศัยศีลตั้งอยู่ในศีล แล้วจงเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ โดย วิธีทั้งสาม เถิด.”

…ศีลและทิฏฐิ ถ้ายิ่งมีดีได้มากขึ้น อันนี้จะเป็นเหตุปัจจัยเบื้องต้นที่จะทำให้บรรดากุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นได้ ทำให้สติปัฏฐาน 4 เกิดขึ้นได้…..

ศีลอันบริสุทธิ์หมดจด ไล่มาตั้งแต่ต่ำๆ เลยศีล 5 ไล่เก็บมาให้ละเอียดทุกเม็ดในแต่ละข้อ ไล่มาจนถึงศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ ให้มันบริสุทธิ์หมดจด เก็บทุกข้อตรงนี้ จิตเราจะน้อมไปแล้วนะ จะสามารถทำกุศลธรรมที่มันเหนือขึ้นไปให้เกิดขึ้นได้ และข้อที่ 2 ทิฏฐิอันเป็นไปโดยตรง คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นความเข้าใจ รู้ว่าอะไรดีไม่ดี อันนี้เราต้องมี รู้ว่าอะไรดีมีแล้ว คืออันนี้เรามาตามทางแล้ว เราทำตรงนี้ให้ดี จะสามารถทำความดีที่คิดว่ามันดีให้เกิดขึ้นได้

ทิฏฐินี้ยังรวมถึงเรื่องของศรัทธาด้วย เพราะว่าสัมมาทิฏฐิ ศรัทธา และศีลอันบริสุทธิ์หมดจด 3 อย่างนี้มาด้วยกัน ศรัทธาจะทำให้พวกวิจิกิจฉาหายไปได้

…เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงศีลอันบริสุทธิ์ พูดถึงทิฏฐิอันเป็นไปโดยตรง จะให้สองอย่างนี้เกิดขึ้นได้ ศรัทธาคุณต้องมี…


 

แล้วทำ ทำอย่างไร

สติปัฏฐาน 4 ในสี่อย่างนี้จะเห็นจากตรงไหนก็ได้ เห็นคือให้รู้เฉยๆ รู้คือไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่สัญญาความหมายรู้ แต่ว่าให้เป็นปกติเห็น รู้ หรือดู ไม่ใช่การเพ่ง

…คำว่าเห็นเฉยๆ หรือรู้ ดู พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ”สติ” คือการระลึกได้ ระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นกุศลได้ ไม่ใช่ระลึกถึงสิ่งที่เป็นอกุศลนะ หรืออะไรมากระทบเราไปเฝ้าดู ไม่ใช่ แต่ในที่นี้หมายถึงการให้มาระลึกถึงในขณะที่เรามีสติ ไม่ใช่ว่าไม่มีการรับรู้ การสัมผัสทางตาทางหูมันมีอยู่แน่นอน มีตามีหูมันต้องรับรู้แน่นอน แต่สติเราต้องตั้งเอาไว้ในอย่างใดอย่างหนึ่ง กาย เวทนา จิต หรือธรรมก็ได้…


 

สามารถเจริญเห็นใน 4 อย่างนี้ โดย 3 ส่วน


“ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ เธอจงเป็นผู้ มีปกติตามเห็นกายในกาย อันเป็นภายใน อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่เถิด; และจงเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกาย อันเป็นภายนอก อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่เถิด; และจงเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอก อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่เถิด.” (ในกรณีแห่ง เวทนา จิต และธรรม ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน).

…ภายใน ถ้าเอาเฉพาะในนัยยะของกายก็คือเห็นกายในกายขอเรานี่เอง เห็นตัวเองดั่งอุปมาที่พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนคนฆ่าโค ชำแระโคออกเป็นส่วนๆ ที่สี่แยก ถ้าภายนอก ก็คือของคนอื่น เห็นทั้งภายในภายนอก คือเห็นทั้สองอย่าง สติขอเราจะมีความกว้างขวางออกไป ทั้งในตัวเราด้วยตัวคนอื่นด้วย นี่คือการแบ่งในนัยยะที่ 1 หรือในนัยยะที่ 2 คือ แบ่งตรงเรื่องของกายเรื่องของใจ…

ประเด็นสำคัญคือ เวลาที่เราเห็นสติปัฏฐาน 4 ในภายนอกก็สามารถทำได้ เพราะงั้นคำว่า ”ส่งจิตออก” ถ้าเรารู้จักพิจารณาไปในภายนอก ทำไมมันจะไม่ได้ สามารถทำได้เลย พระพุทธเจ้ายังชักชวนชวนให้ทำด้วยซ้ำว่า “สามารถที่จะพิจารณาเห็นกาย เวทนา จิตหรือธรรม อันเป็นภายนอกได้”

เห็นคนอื่นเราเห็นธรรมะมั้ย เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา เราพิจารณาให้มีธรรมะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ตั้งสติในเรื่องราวภายนอกนั้น สามารถทำได้แน่ ไม่ใช่แค่ภายนอกที่เป็นปัจจุบัน ยังรวมถึงภายนอกที่เป็นอดีต อนาคต และภายในด้วย เราต้องมีสติตั้งเอาไว้ สติจะเห็นอะไรก็ได้ในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น…

….นี่แหละคนที่ทำอยู่อย่างนี้ โดยวิธีทั้ง 3 อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล มีทิฏฐิอันเป็นไปตรงแล้ว สามารถที่จะทำความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นได้ จะหาความเสื่อมในคืนหรือวันที่จะมาถึงในอนาคต ไม่ได้เลย เป็นเรื่องดี ที่เราจะมาพิจารณาให้เห็นถูกต้อง ระลึกถึงให้มันเป็น คือพระพุทธเจ้าสอนแจกแจงในนัยยะนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้….

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เจริญสติปัฏฐาน 4 โดยวิธี 3
Tagged on: