download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 18/12/2560

HIGHLIGHTS:

  • อรกสูตร ว่าด้วยครูชื่ออรกะ
  • ชีวิตของเราที่มีอายุประมาณร้อยปี เราจะทำอะไรให้มันมีคุณค่าได้มาก คุณค่าที่เราจะพึงทำได้ นั้นคือ สร้างกุศล คือ การประพฤติพรหมจรรย์
  • เราอาจจะมีความมืดความสว่างอยู่ ณ ที่ปัจจุบันไม่เหมือนกัน แต่ตรงไหนที่เป็นความสว่าง เป็นความดี ให้เราไปตรงนั้น

บทคัดย่อ

“…แต่ในปัจจุบันนี้ เมื่อจะกล่าวถึงชีวิตนั้นให้ถูกต้อง    พึงกล่าวว่า    “ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายมีประมาณน้อย    นิดหน่อย    รวดเร็ว    มีทุกข์มาก    มีความคับแค้นมาก    บุคคลเมื่อรู้ด้วยปัญญา    พึงทำกุศล    พึงประพฤติพรหมจรรย์    ไม่มีหรอก สัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย

ปัจจุบันนี้ ผู้มีอายุยืนจะอยู่ได้ 100 ปี น้อยกว่านั้นก็มี มากกว่านั้นก็มี ส่วนคนที่อยู่ได้ถึง 100 ปี จะอยู่ได้ 300 ฤดูเท่านั้น คือ ฤดูหนาว 100 ฤดูร้อน 100 ฤดูฝน 100 คนที่อยู่ได้ 300 ฤดู จะอยู่ได้เพียง 1,200 เดือน คือ ฤดูหนาว 400 ฤดูร้อน 400 ฤดูฝน 400 คนที่อยู่ได้ 1,200 เดือน จะอยู่ได้ 2,400 กึ่งเดือน คือ ฤดูหนาว 800 กึ่งเดือน ฤดูร้อน 800 กึ่งเดือน ฤดูฝน 800 กึ่งเดือน คนที่อยู่ได้ 2,400 กึ่งเดือน จะอยู่ได้ 36,000 ราตรี คือ ฤดูหนาว 12,000 ราตรี ฤดูร้อน 12,000 ราตรี ฤดูฝน 12,000 ราตรี คนที่อยู่ได้ 36,000 ราตรี จะบริโภคอาหารได้ 72,000 มื้อ คือ ฤดูหนาว 24,000 มื้อ ฤดูร้อน 24,000 มื้อ ฤดูฝน 24,000 มื้อ นับรวมถึงการดื่มนมมารดาและเหตุที่ทำให้ไม่ได้บริโภคอาหาร

ก็ในข้อนั้น เหตุที่ทำให้ไม่ได้บริโภคอาหารมีดังนี้ คนโกรธก็ไม่บริโภคอาหาร คนมีทุกข์ก็ไม่บริโภคอาหาร คนเจ็บไข้ก็ไม่บริโภคอาหาร คนรักษาอุโบสถก็ไม่่บริโภคอาหาร และคนหาอาหารไม่ได้ก็ไม่ได้บริโภคอาหาร

…เราได้กำหนดอายุ กำหนดประมาณอายุ กำหนดฤดู กำหนดปี กำหนดเดือน กำหนดกึ่งเดือน กำหนดราตรี กำหนดวัน กำหนดอาหาร และกำหนดอันตรายแห่งการบริโภคอาหารของมนุษย์ผู้มีอายุ 100 ปี ด้วยประการ ฉะนี้แล

…กิจใดที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง พวกเธอจงเพียรเผากิเลส อย่าได้ประมาท อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย นี่แหละ เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แด่พวกเธอทั้งหลาย”

 

ใน อรกสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ได้กล่าวถึง “ชีวิตของเรานั้น ไม่ได้ยืดยาวอะไร มีความสั้น มีความน้อย มีความนิดหน่อย ไม่ได้จะมีความตั้งอยู่ได้นาน”…เวลาเป็นของที่รวดเร็ว มีประมาณน้อย เล็ก ๆ น้อย ๆ นิดหน่อย มันเปลี่ยนแปลงแล้ว…ด้วยความที่มันเล็กน้อย มีค่านิดหน่อยของชีวิตมนุษย์ อายุมนุษย์นี้ ทำให้โทษมันก็มาก โทษมากจากความที่มันเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพราะความทุกข์ต่าง ๆ อย่างคนในโลกปัจจุบันจะมีโรคที่ตา ที่หู โรคที่ฟัน ที่เหงือก สารพัดโรค เป็นของรังโรคอยู่เยอะแยะมากมาย ก็ด้วยความรังโรคนี่แหละ มันจึงทำให้ชีวิตมนุษย์นี้มันสั้นไปเร็ว มันหมดไปเร็ว มีค่านิดหน่อย เป็นของเล็กน้อย คือมีโทษมาก เพราะมีโรคภัยไข้เจ็บมาก แต่ถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บน้อยลง ทุกข์ก็ถือว่าน้อยลง ความเป็นอยู่มีอยู่ก็จะมากขึ้น ถึงแม้ยาวมากขึ้น ถึงแม้จะมีทุกข์น้อยกว่า แต่ก็ยังถือว่ามาก เพราะในสมัยศาสดาชื่อ อรกะ ท่านได้บอกสอนไว้ “ทุกข์ของมนุษย์มีแค่ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย การถ่ายอุจจาระ การถ่ายปัสสาวะ มีแค่นี้ ไม่มีไข้หวัด ต้องต้องพูดถึงมะเร็ง ไม่ต้องพูดถึงแบคทีเรีย ไวรัสตับอักเสบชนิดใด ๆ ไม่มี… มีในบางสมัยที่อายุมนุษย์มีอายุ 80,000 ปี ความหนาว ความร้อน ความหิวกระหาย ไม่มี มีแค่โทษ อาพาธ การเจ็บป่วยนั้นคือแค่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะเท่านั้นเอง แสดงว่าอาหารหาได้ง่าย อุณหภูมิดีมาก อย่างในสมัยปัจจุบันของเรา เวลาฤดูหนาวก็หนาวจริง ๆ เวลาฤดูร้อนบางทีเปิดแอร์ก็ยังสู้ความร้อนไม่ได้ หนาวร้อนมันเปลี่ยนแปลงมาก มีความทุกข์ตรงนี้อยู่มาก ไม่ใช่แค่เรื่องของดินฟ้าอากาศ ยังรวมถึงโลกภัยไข้เจ็บ การกลายพันธ์ุของเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย อะไรต่าง ๆ ทำให้มันมีโรคภัยไข้เจ็บมาก ยิ่งมีทุกข์มาก ชีวิตยิ่งเล็กน้อย มีค่านิดเดียว ต่อให้ชีวิตมนุษย์ยาว 60,000 ปี หรือ 80,000 ปีก็ตาม เขาก็ยังบอกว่านั่นก็ยังน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือพวกพรหมณ์ ก็จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่ามาก มีความสุขมากกว่ามาก มีความทุกข์น้อยกว่ามาก

 

คำถามในที่นี้มีอยู่ว่า “ชีวิตมนุษย์มีค่าน้อยแล้วจะอยู่ไปทำไม?”

ที่บอกว่า น้อยนี้ ชีวิตนี้มันน้อย มันสั้น ความยาวนี้มันไม่ได้ยาว สั้นนิดเดียว ช่วงเวลาที่สั้นนิด เดียวนี่แหละ คุณจะสร้างคุณค่าขึ้นมาได้มั๊ย?

ช่วงเวลาที่สั้น ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าน้อย คนที่ใช้เวลาช่วงสั้น ๆ แล้วสร้างคุณค่า

ได้มากก็มี ถ้ามีปัญญาในการที่จะเล็งเห็นตรงนี้ได้ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันตรงนี้ว่า “บุคคลพึงรู้ด้วยปัญญา” พึงรู้ตรงนี้ด้วยปัญญา ไม่ใช่มองผิวเผินว่า อ้อ! ถ้าอย่างนั้นชีวิตมีค่าน้อย งั้นก็กิน เล่น เที่ยว หาความสุข อันนั้นเข้าใจผิดแล้ว ต้องทำความเข้าใจให้ละเอียด เพราะเวลาที่เรามีน้อยยิ่งต้องใช้ให้คุ้มค่า เวลาที่เราไม่ได้มีมาก มีนิดหน่อย ผ่านไปรวดเร็ว เรายิ่งต้องใช้ให้คุ้มค่า ให้มีค่ามากที่สุด นี้สำคัญ จะเอามากิน มาเที่ยว มาดื่ม มาเล่น อันตรายมาก ระวังให้มาก

…ลมหายใจเข้าลมหายใจออกทุก ๆ ลมหายใจ เรากำลังเข้าไปสู่ความตาย ในเมื่อชีวิตของเรากำลังเข้าไปสู่ความตาย มีแต่จะสั้นลง มีแต่จะงวดลง มีแต่จะน้อยลง ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ เราจะทำอะไรที่มันมีคุณค่าได้มาก พระพุทธเจ้าจึงบอกไว้ในที่นี้ว่า “จึงพึงทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์” คิดให้ดี พิจารณาให้ถ้วนถี่ว่า “ไม่มีหรอก สัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ตาย ไม่มี”

แต่ความรู้สึกที่ว่าเราทำอะไรได้มาก ทำนั้นทำนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ สร้างสรรค์ปรุงแต่งสิ่งอะไรขึ้นมา ทำให้เราดูเหมือนว่า เราควบคุมมันได้ ความรู้สึกที่เราควบคุมมันได้นี่แหละ ทำให้เรารู้สึกถึงความที่เรามีอัตตาตัวตน ตรงนี้แหละคือ ความประมาท

 

มีมาในนิทานธรรมบทเรื่อง นางปติปูชิกา (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) พูดถึงนางอัปสรของท้าวมาลาภาลี ตกจากสวรรค์ลงมา เกิดเป็นมนุษย์ คลอดบุตรได้ 4 คน แล้วได้มีโรคกะทันหันอย่างใดอย่างหนึ่งตายไป กลับไปบนสวรรค์แค่ชั่วเวลาแป๊บเดียว ไม่ถึงคืนหนึ่งด้วยซ้ำ ร้อยปีในโลกมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งในสวรรค์บนชั้นดาวดึงส์

เวลาไม่นาน เวลาสั้น ๆ เวลานิดหน่อย ตรงนี้แหละ ที่เราจะทำอะไรให้เกิดคุณค่าได้มาก เพราะว่าถึงแม้น้ำค้างที่อยู่บนยอดหญ้า แมลงบางตัว มันรู้จักออกมาตรงเวลา มันก็ดิ่มน้ำค้างนั้นได้ ถึงแม้เวลาสั้น ๆ ที่พอช่วงพระอาทิตย์ขึ้น น้ำค้างก็เหือดแห้งหายไป ชีวิตของเราที่มีอายุประมาณร้อยปี เราจะทำอะไรให้มันมีคุณค่าได้มาก คุณค่าที่เราจะพึงทำได้ นั้นคือ สร้างกุศล คือ การประพฤติพรหมจรรย์

สร้างกุศลนั้นเริ่มจากเรื่องของ ทาน เหนือขึ้นไปดีขึ้นไป นั่นก็คือ การรักษาศีล เหนือขึ้นไปดีขึ้นไป นั่นคือ การภาวนา แต่ละคนเกิดมาการมีเวลาประมาณเท่า ๆ กัน คือ 1 คน ก็มีเวลา 24 ชั่วโมงเหมือนกัน แต่บางคนอาจจะมีอายุสั้นบ้าง ยาวบ้าง ไม่เท่ากัน แต่ในช่วงเวลาที่คุณยังมีอยู่ แม้วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ถ้าเราทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ไม่เป็นผู้ประมาท เป็นผู้มีสติ การมีชีวิตอยู่แม้วันเดียวคืนเดียวชื่อว่า เป็นผู้ที่ไม่ประมาท เป็นผู้ที่มีสติ มีปัญญาแล้ว ในการที่จะเห็นช่วงเวลาที่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามแต่ทำให้เกิดคุณค่าได้

 

“…เราถูการเบียดเบียนอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องกลัวเลยท่านผู้ฟัง อย่าไปกลัวคนที่เขาสร้างกรรมชั่ว แต่กลัวที่เราจะไม่ได้สร้างกรรมดี, ถ้าเราสร้างกรรมชั่วตอบ ทำไม่ดีตอบ แน่นอนท่านผู้ฟัง เพราะว่าในโลกนี้มันมีการเบียดเบียนกันอยู่แล้ว ถ้าเราถูกเบียดเบียน แล้วเราสร้างกรรมชั่วตอบ นี่เราต้องระวัง นี่เราต้องกลัว อย่าเห็นแต่ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เฉพาะหน้า จากการที่คันปากแล้วก็ได้ ไปด่ามัน สบายใจดี ความสุขเล็กน้อยเฉพาะหน้าเหมือนกับหมาแทะกระดูก สุดท้ายก็กินน้ำลายตัวเอง ไม่ได้จะบรรเทาความหิวได้ ถ้าเราจะกำจัดการเบียดเบียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องทุกข์ เรื่องสุขก็ตาม ด้วยการกระทำที่ไม่ดี อันนี้เราต้องกลัว เราต้องระวัง เราต้องละอาย

อย่าไปกลัวคนที่เขาสร้างกรรมชั่ว แต่กลัวที่เราจะไม่ได้สร้างกรรมดี, เพราะคนสร้างกรรมชั่ว. เขาไปแต่ที่ที่มีการเบียดเบียน, ถ้าเราสร้างกรรมชั่วตอบ เบียดเบียนตอบ เราก็ไปที่ที่มีการเบียดเบียนเหมือนกับเขา ชื่อว่า แข่งกับทำความชั่ว แล้ว มันจะไปดีได้ไง? แต่เราต้องสร้างกรรมดี เพราะว่าเวลาที่มันมีน้อย บางทีมันกลับตัวไม่ทัน แก้ไขได้ยาก มีความนิดหน่อย มีความรวดเร็ว

ความรวดเร็วตรงนี้ เราจึงไม่ควรที่จะพลาดเลย ต้องรอบคอบมาก ๆ รอบคอบแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมาใช้เวลาเป็นสิบ ยี่สิบปีไม่ได้น่ะ มีจำกัด ต้องรอบคอบและว่องไวให้มากด้วย เรียกว่าแข่งกันเลยล่ะ แข่งกันทำความดี กลัวว่าจะไม่ได้ทำความดี กลัวต่อบาปด้วย ต้องทำความดีให้ไว ให้มาก ทุกขณะจิตมีเมตตาไหม? คือไม่ใช่ว่า กลัวว่าจะไม่ได้ทำความดี จึงไปกำจัดหักรานความดีของคนอื่นล่ะ เวลาเห็นคนอื่นเขาทำความดี ก็อย่า จึ๊ก ขึ้น นั่นแข่งกันทำบาปแล้ว​ ความดีเราจะเศร้าหมองลง

เราจึงควรที่จะกำหนดสติของเราเอาไว้ให้มั่นเลย พยายามที่จะสร้างบุญสร้างกุศล ทำความดีในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าสิ่งที่มากระทบนั้นจะเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นความสบายเป็นความลำบากอย่างไร เราอาจจะมีความมืดความสว่างอยู่ ณ ที่ปัจจุบันไม่เหมือนกัน แต่ตรงไหนที่เป็นความสว่าง เป็นความดี ให้เราไปตรงนั้น

ชีวิตของมนุษย์เป็นของน้อย หมายถึงมีเวลาสั้น มีเวลานิดหน่อย แต่สร้างคุณค่าได้มาก อยู่ที่เราเลือกที่จะกระทำสิ่งที่เป็นกุศลธรรมนั่นเอง”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ชีวิตมนุษย์มีประมาณน้อยร้อยปี
Tagged on: