ฟังเรื่อง “มหาทุกขักขันธสูตร”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 14/12/2560

ฟังเรื่อง “ทุกข์โทษของกาม”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 15/12/2560



HIGHLIGHTS:

  • กามเป็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนมีคุณน้อยแต่โทษมาก
  • บุคคลผู้มองเห็นโทษของกามตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ก็จะไม่ถูกกามเคี้ยวกิน
  • ศีลคือรั้วรักษาจิตไม่ให้ถูกกามและบาปอกุศลทำร้าย
  • จิตที่มีเครื่องอยู่คือ สติปัฏฐานทั้ง 4 จะเป็นจิตที่มีความมั่นคงไม่ไหลไปกับกาม

บทคัดย่อ

โทษของกาม

[198] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นโทษของกามทั้งหลาย? ดูกรภิกษุทั้งหลายกุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตด้วยความขยันประกอบศิลปใด คือ ด้วยการนับคะแนนก็ดี ด้วยการคำนวณก็ดี ด้วยการนับจำนวนก็ดี ด้วยการไถก็ดี ด้วยการค้าขายก็ดี ด้วยการเลี้ยงโคก็ดี ด้วยการยิงธนูก็ดี ด้วยการเป็นราชบุรุษก็ดี ด้วยศิลปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ต้องตรากตรำต่อความหนาวต้องตรากตรำต่อความร้อน งุ่นง่านอยู่ด้วยสัมผัสแต่เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลานต้องตายด้วยความหิวกระหาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลายเป็นกองทุกข์ที่เห็นๆ กันอยู่ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้ โภคะเหล่านั้นก็ไม่สำเร็จผล เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเลือนว่าความขยันของเราเป็นโมฆะหนอ ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย … เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้ โภคะเหล่านั้นสำเร็จผล เขากลับเสวยทุกข์ โทมนัส ที่มีการคอยรักษาโภคะเหล่านั้นเป็นตัวบังคับว่า ทำอย่างไรพระราชาทั้งหลาย ไม่พึงริบโภคะเหล่านั้นไปได้ พวกโจรพึงปล้นไม่ได้ ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดทายาทอัปรีย์พึงนำไปไม่ได้ เมื่อกุลบุตรนั้นคอยรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ พระราชาทั้งหลายริบโภคะเหล่านั้นไปเสียก็ดี พวกโจรปล้นเอาไปเสียก็ดี ไฟไหม้เสียก็ดี น้ำพัดไปเสียก็ดี ทายาทอัปรีย์นำไปเสียก็ดี เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเลือนว่าสิ่งใดเคยเป็นของเรา แม้สิ่งนั้นก็ไม่เป็นของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย … เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น…อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล แม้พระราชาทั้งหลายก็วิวาทกันกับพวกพระราชา แม้พวกกษัตริย์ก็วิวาทกันกับพวกกษัตริย์ แม้พวกพราหมณ์ก็วิวาทกันกับพวกพราหมณ์ แม้คฤหบดีก็วิวาทกันกับพวกคฤหบดี แม้มารดาก็วิวาทกับบุตร แม้บุตรก็วิวาทกับมารดา แม้บิดาก็วิวาทกับบุตร แม้บุตรก็วิวาทกับบิดา แม้พี่ชายน้องชายก็วิวาทกันกับพี่ชายน้องชาย แม้พี่ชายก็วิวาทกับน้องสาว แม้น้องสาวก็วิวาทกับพี่ชาย แม้สหายก็วิวาทกับสหาย ชนเหล่านั้นต่างถึงการทะเลาะแก่งแย่ง วิวาทกันในที่นั้นๆ ทำร้ายซึ่งกันและกัน ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศาตราบ้าง ถึงความตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย … เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น…อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนต่างถือดาบและโล่ห์สอดแล่งธนู วิ่งเข้าสู่สงคราม ปะทะกันทั้ง 2 ข้าง เมื่อลูกศรทั้งหลายถูกยิงไปบ้าง เมื่อหอกทั้งหลายถูกพุ่งไปบ้าง เมื่อดาบทั้งหลายถูกกวัดแกว่งอยู่บ้าง ฝูงชนเหล่านั้นต่างก็ถูกลูกศรแทงเอาบ้าง ถูกหอกแทงเอาบ้าง ถูกดาบตัดศีรษะเสียบ้าง ในที่นั้น พากันถึงตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย … เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนถือดาบและโล่ห์สอดแล่งธนู ตรูกันเข้าไปสู่เชิงกำแพงที่ฉาบด้วยเปือกตมร้อน เมื่อลูกศรถูกยิงไปบ้าง เมื่อหอกถูกพุ่งไปบ้าง เมื่อดาบถูกกวัดแกว่งบ้าง ชนเหล่านั้นต่างถูกลูกศรแทงบ้าง ถูกหอกแทงบ้าง ถูกรดด้วยโคมัยร้อนบ้าง ถูกสับด้วยคราดบ้าง ถูกตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง ในที่นั้น พากันถึงตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย … เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนตัดที่ต่อบ้าง ปล้นอย่างกวาดล้างบ้าง กระทำการปล้นเรือนหลังเดียวบ้าง ดักปล้นในหนทางบ้าง สมสู่ภรรยาคนอื่นบ้าง พระราชาทั้งหลาย จับคนนั้นๆ ได้แล้ว ให้กระทำกรรมกรณ์ต่างๆ เฆี่ยนด้วยแซ่บ้าง เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ตีด้วยไม้ค้อนบ้างตัดมือเสียบ้าง ตัดเท้าเสียบ้าง ตัดทั้งมือทั้งเท้าเสียบ้าง ตัดหูเสียบ้าง ตัดจมูกเสียบ้าง ตัดทั้งหูทั้งจมูกเสียบ้าง กระทำกรรมกรณ์ ชื่อพิลังคถาลิก [หม้อเคี่ยวน้ำส้ม] บ้าง ชื่อสังขมุณฑกะ[ขอดสังข์] บ้าง ชื่อราหูมุข [ปากราหู] บ้าง ชื่อโชติมาลิก [พุ่มเพลิง] บ้าง ชื่อหัตถปัชโชติก [มือไฟ] บ้าง ชื่อเอรกวัตติก [นุ่งหนังช้าง] บ้าง ชื่อจีรกวาสิก [นุ่งสร่าย] บ้าง ชื่อเอเณยยกะ[ยืนกวาง] บ้าง ชื่อพลิสมังสิก [กระชากเนื้อด้วยเบ็ด]บ้าง ชื่อกหาปณกะ [ควักเนื้อทีละกหาปณะ] บ้าง ชื่อขาราปฏิจฉก [แปรงแสบ] บ้าง ชื่อปลิฆปริวัตติก [วนลิ่ม] บ้าง ชื่อปลาลปีฐก[ตั่งฝาง] บ้าง รดด้วยน้ำมันที่ร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินบ้าง เสียบที่หลาวทั้งเป็นบ้าง ใช้ดาบตัดศีรษะเสียบ้าง คนเหล่านั้นถึงตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นๆ กันอยู่ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้ามีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนต่างประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ชนเหล่านั้นครั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ในสัมปรายภพ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น

อุปมากาม 7 ข้อ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยร่างกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่งครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียวอันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิสโดยประการทั้งปวงหาส่วนเหลือมิได้…เปรียบเหมือนแร้งก็ดี นกตะกรุมก็ดี เหยี่ยวก็ดี พาชิ้นเนื้อบินไปแร้งทั้งหลาย นกตะกรุมทั้งหลาย หรือเหยี่ยวทั้งหลาย จะพึงโผเข้ารุมจิกแย่งชิ้นเนื้อนั้น…ถ้าแร้ง นกตะกรุม หรือเหยี่ยวตัวนั้น ไม่รีบปล่อยชิ้นเนื้อนั้นเสีย มันจะถึงตายหรือทุกข์ปางตายเพราะชิ้นเนื้อนั้นเป็นเหตุ…เปรียบเหมือนบุรุษพึงถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว เดินทวนลมไปฉันใด… ถ้าบุรุษนั้นไม่รีบปล่อยคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วนั้นเสีย คบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วนั้น พึงไหม้มือ ไหม้แขน หรืออวัยวะน้อยใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษนั้นจะถึงตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะคบเพลิงนั้นเป็นเหตุ…เปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียวอาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิสโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้…เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ปราศจากควัน บุรุษผู้รักชีวิต ไม่อยากตาย…เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขา ที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวงหาส่วนเหลือมิได้…เปรียบเหมือนบุรุษพึงฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ภาคพื้นอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ บุรุษนั้นตื่นขึ้นแล้ว ไม่พึงเห็นอะไร ฉันใด

ดูกรคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยความฝัน มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่งครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวงหาส่วนเหลือมิได้…เปรียบเหมือนบุรุษพึงยืมโภคสมบัติ คือ แก้วมณีและกุณฑลอย่างดีบรรทุกยานไป เขาแวดล้อมด้วยทรัพย์สมบัติที่ตนยืมมา พึงเดินไปภายในตลาด คนเห็นเขาเข้าแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ บุรุษผู้นี้มีโภคสมบัติหนอ ได้ยินว่าชนทั้งหลายผู้มีโภคสมบัติ ย่อมใช้สอยโภคสมบัติอย่างนี้ ดังนี้ พวกเจ้าของพึงพบบุรุษนั้น ณ ที่ใดๆพึงนำเอาของของตนคืนไปในที่นั้นๆ เพราะเจ้าของย่อมจะนำเอาของของตนคืนไปได้…เปรียบเหมือนราวป่าใหญ่ ในที่ไม่ไกลบ้านหรือนิคม ต้นไม้ในราวป่านั้น พึงมีผลรสอร่อย ทั้งมีผลดก แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาคพื้นสักผลเดียว บุรุษผู้ต้องการผลไม้ พึงเที่ยวมาเสาะแสวงหาผลไม้ เขาแวะยังราวป่านั้น เห็นต้นไม้อันมีผลรสอร่อยมีผลดกนั้น เขาพึงคิดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้มีผลรสอร่อย มีผลดกแต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาคพื้นสักผลเดียว แต่เรารู้เพื่อขึ้นต้นไม้ ไฉนหนอ เราพึงขึ้นต้นไม้นี้แล้วกินพออิ่ม และห่อพกไปบ้างเขาขึ้นต้นไม้นั้นแล้ว กินจนอิ่ม และห่อพกไว้ ลำดับนั้น บุรุษคนที่สองต้องการผลไม้ถือขวานอันคมเที่ยวมาเสาะแสวงหาผลไม้ เขาแวะยังราวป่านั้นแล้ว เห็นต้นไม้ มีผลรสอร่อย มีผลดกนั้นเขาพึงคิดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้มีผลรสอร่อย มีผลดก แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาคพื้นสักผลเดียวและเราก็ไม่รู้เพื่อขึ้นต้นไม้ ไฉนหนอ เราพึงตัดต้นไม้นี้แต่โคนต้น แล้วกินพออิ่ม และห่อพกไปบ้าง เขาพึงตัดต้นไม้นั้นแต่โคนต้น บุรุษคนโน้นซึ่งขึ้นต้นไม้ก่อนนั้น ถ้าแลเขาไม่รีบลง ต้นไม้นั้นจะพึงล้มลง หักมือ หักเท้า หรือหักอวัยวะน้อยใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษนั้นพึงถึงตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะต้นไม้นั้นล้มเป็นเหตุ…กามนี้มีโทษอย่างยิ่งครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวงหาส่วนเหลือมิได้

ว่าด้วยอารมณ์อันไม่ใช่โคจร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถิ่นแห่งขุนเขาชื่อหิมพานต์ อันไปได้ยาก ขรุขระ ไม่เป็นที่เที่ยวไปทั้งของฝูงลิง ทั้งของหมู่มนุษย์มีอยู่ ถิ่นแห่งขุนเขาชื่อหิมพานต์ อันไปได้ยากขรุขระ เป็นที่เที่ยวของฝูงลิงเท่านั้น ไม่ใช่ของหมู่มนุษย์มีอยู่ ภูมิภาคแห่งขุนเขาชื่อหิมพานต์ราบเรียบ น่ารื่นรมย์ เป็นที่เที่ยวไปทั้งของฝูงลิงทั้งของหมู่มนุษย์ มีอยู่ ณ ที่นั้น พวกพรานวางตังไว้ในทางเดินของฝูงลิงเพื่อดักลิง ในลิงเหล่านั้น ลิงเหล่าใดไม่โง่ ไม่ลอกแลก ลิงเหล่านั้น เห็นดังนั้น ย่อมหลีกออกห่าง ส่วนลิงใดโง่ ลอกแลก ลิงตัวนั้นเข้าไปใกล้ตังนั้น เอามือจับ มือก็ติดตัง มันจึงเอามือข้างที่สองจับ ด้วยคิดว่า จักปลดมือออก มือข้างที่สองก็ติดตังอีก มันจึงเอาเท้าจับ ด้วยคิดว่า จักปลดมือทั้งสองออกเท้าก็ติดตังอีก มันจึงเอาเท้าข้างที่สองจับด้วยคิดว่า จักปลดมือทั้งสองและเท้าออก เท้าที่สองก็ติดตังอีก มันจึงเอาปากกัด ด้วยคิดว่าจักปลดมือทั้งสองและเท้าทั้งสองออก ปากก็ติดตังอีก ลิงตัวนั้นถูกตรึง 5 ประการอย่างนี้แลนอนถอนใจ ถึงความพินาศ ยุบยับแล้ว อันพรานจะพึงกระทำได้ตามความปรารถนา พรานแทงลิงตัวนั้นแล้วจึงยกขึ้นไว้ในที่นั้นเอง ไม่ละทิ้ง หลีกไปตามความปรารถนา
ดูกรภิกษุทั้งหลายเรื่องลิงเที่ยวไปในถิ่นอื่น อันมิใช่ที่ควรเที่ยวไป ย่อมเป็นเช่นนี้แหละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าเที่ยวไปในอารมณ์อื่น อันมิใช่โคจร เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์อื่น อันมิใช่โคจร มารได้ช่อง มารจักได้อารมณ์ ก็อารมณ์อื่นอันมิใช่โคจรของภิกษุ คืออะไร? คือ กามคุณ 5 กามคุณ 5 เป็นไฉน?คือ รูปที่พึงรู้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดเสียงที่พึงรู้ด้วยหู … กลิ่นที่พึงรู้ด้วยจมูก … รสที่พึงรู้ด้วยลิ้น … โผฏฐัพพะที่พึงรู้ด้วยกายอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ คืออารมณ์อื่นอันมิใช่โคจรของภิกษุ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในอารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน อันเป็นโคจร เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน อันเป็นโคจร มารจักไม่ได้อารมณ์ ก็อารมณ์อันเป็นของบิดาตนอันเป็นโคจรของภิกษุ คืออะไร? คือ สติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ … ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ คือ อารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน อันเป็นโคจรของภิกษุ.

 

เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นเครื่องก่อ เพราะกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ ทุกอย่างเป็นไปเพราะกามนั่นเทียว…กามนั้นคอยจะบังคับควบคุมจิตใจเรา บีบคั้นให้เรากระทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ เพราะกามคุมหัวใจเราไว้…กามมีความคับแค้น เร่าร้อน เก็บกด นำความเดือดร้อนมาสู่เราได้…โทษของกามมีมากมาย อย่างเช่นคดีความที่อยู่ในศาลส่วนมากก็เป็นเรื่องของการผิดศีลและที่ผิดศีลก็เพราะกามนั่นเอง ศีลจึงเป็นตัวปิดกั้นคุ้มครอง เสมือนรั้วที่คอยปกป้องผู้บริโภคกาม หากบริโภคกามอยู่ ยังยินดีอยู่ในตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี่เรียกว่ากามคุณ สิ่งที่เป็นความสุขที่มาทางตา ทางดนตรี ทรัพย์สินสมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์นี้คือกามคุณ กามเป็นส่วนละเอียดที่อยู่ในจิตใจของเราและการกำหนัดในกามคุณทั้ง 5 นี้ เราเรียกว่ากาม เมื่อเราถูกบีีบคั้นเพราะกาม “ศีล” จึงป้องกันผู้บริโภคกามทั้งหลาย ไม่ให้ประพฤติผิดในกามหรือออกนอกรั้วแนวกั้นของศีลไปได้ แต่ถ้าเรารักษาศีลไม่ได้ ก็จะเกิดบาปอกุศลเป็นอเนกเกิดขึ้น อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนไว้ ว่ากามทำให้เกิดการทะเลาะกันโดยใช้ศาสตรา มีคำด่าคำว่า ใช้ปากเป็นหอกลงมือลงไม้และอาวุธมีคมบ้างไม่มีคมบ้าง เพราะมีกามเป็นเครื่องบังคับ…และที่คนผิดศีลก็เพราะกาม แต่ถ้าเราไม่ผิดศีลก็ถูกกามบีบคั้นให้หาทรัพย์ เวลานอนก็ไม่ได้นอน เวลาหิวก็ไม่ได้กินก็ต้องทนหิวกระหาย เฝ้ารักษาทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความสุจริตไม่ให้ถูกขโมย สิ่งนี้ล้วนแต่ถูกกามบีบบังคับให้เราเป็นทุกข์เช่นนี้

ในโลกมนุษย์นี้ไม่ว่าสงครามครั้งไหนๆ ก็ตาม ล้วนมีกามเป็นเหตุว่าด้วยการปกครอง เรื่องมนุษยธรรม แต่เป็นข้ออ้างที่หนีไม่พ้นเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กายด้วยกันทั้งสิ้น นี่คือการเบียดเบียนของกาม…โจรขโมยของ ฉกชิงวิ่งราว ผิดลูกผิดภรรยาผู้อื่นก็มาจากมีกามเหตุด้วยกันทั้งนั้น …ศีล 5 ที่เรารู้จักกันดี จริงๆ แล้วล้วนมาจากศีลข้อ 3 ทั้งหมดและมาจำแนกแจกแจงเป็นการฆ่า การขโมยเป็นต้น เพื่อแยกให้เห็นรายละเอียดทั้งหมด โดยศีลมีเพื่อปกป้องกายและใจของเราที่ถูกกามเบียดเบียนไม่ให้แพร่ออกไป ไม่ให้ถูกอกุศลธรรมทำร้าย…เพียงแค่เราเสพกาม ณ ปัจจุบันนี้ กามนั้นก็จะให้โทษเปรียบเหมือนชิ้นเนื้ออย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ คือ นกแร้งหรือนกเหยี่ยวบินคาบชิ้นเนื้ออยู่ ก็จะถูกนกตะกรุมหรือนกตัวอื่นบินมาจิกมาตีเพื่อให้ปล่อยชิ้นเนื้อนั้น…หรืออย่างเช่นใช้ของดีๆ ก็หลีกไม่พ้นถูกคนอื่นกระแนะกระแหนได้อยู่ดี บางทีเราคิดว่าอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้และพอได้สิ่งนั้นมากามตัณหาจะดับ แต่สุดท้ายมันก็ดิ้นรนปรารถนาสิ่งอื่นต่อ เพราะกามทำให้หิวอยู่ตลอดไม่ทำให้ความอยากระงับลงไปได้ นี่คือการถูกกามเคี้ยวกินและแผดเผา…รสอร่อยของกามมีอยู่นิดเดียวเหมือนสุนัขแทะกระดูกจากเจ้าของที่มีความสุขจากการแทะอยู่หน่อยหนึ่ง โทษของกามมันจะไม่มีทางจบมีแต่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งคิดว่าจะเสพเพียงเล็กน้อยเพื่อให้กามตรงนั้นดับก็ไม่ต่างอะไรจากลิงที่มีชาติโลเล

พระพุทธเจ้าทรงตรััสเปรียบเทียบลิงไว้ 2 ประเภทคือลิงโง่ และ ลิงฉลาด…ลิงฉลาดถ้าเห็นกับดักของนายพรานจะรีบหลีกหนีไปให้ไกล ผิดกับลิงโง่ที่มีความโลเลที่จะคอยคืบคลานไปใกล้ๆ กับดักนายพรานด้วยความสงสัยหรือสนใจ จนพลาดถูกตังเหนียวของนายพรานในที่สุด…เราอย่าเป็นลิงโง่แต่ให้เป็นลิงฉลาดหลีกออกจากกาม เวลาตัดออกจากกามให้ตัดเยื่อใยนั้นให้ขาดเพราะเยื่อใยนั้นจะทำให้ดึงกลับมาได้ ให้ตัดโดยใช้ปัญญาอันแหลมคมด้วยการโยนิโสมนสิการเรื่องโทษของกาม พิจารณาโทษของมันอยู่เรื่อยๆ และให้จิตมีเครื่องอยู่นั่นคือ สติปัฏฐานทั้ง 4 ใช้ลมหายใจก็ได้ พุทโธก็ได้ สวดมนต์ก็ได้…ให้เป็นเครื่องอยู่ของเราเพื่อไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับกาม…เราจะต้องฝึกจิตของเราให้ดีก่อนถึงจะเสพกามโดยไม่จมกาม เราต้องมีสติมั่นคงอย่างดีมากหรือได้เป็นอริยบุคคลขั้นสูงไปแล้วก็จะไม่มีการจมไปกับกาม ซึ่งโสดาบันบางทีก็อาจจะพลาดได้ อย่างน้อยกามราคะและปฏิฆะต้องละได้นั่นคือความเป็นอนาคามีขึ้นไป…ถ้าเรายังเสพกามอยู่เป็นฆราวาสผู้ครองเรือนเราจะต้องมีศีล เพื่อได้รับทุกข์จากกามน้อยลง…เรารักษาศีล ศีลจะรักษาเราไม่ให้ทุกข์กับโทษของกามในระดับหนึ่ง แต่ถ้ารักษาไม่ได้ก็จะถูกกามเคี้ยวกิน…ให้เราไปสู่ที่เที่ยวของบิดาคือพระพุทธเจ้า เราจะได้รับทุกข์ของกามน้อยลงจนกระทั่งไม่มีอีกเลย

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มหาทุกขักขันธสูตร
Tagged on: