download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 17/11/2560

 

HIGHLIGHTS:

 

  • จิตที่ยินดีในกามในของสวยงาม สามารถฝึกพัฒนาเป็นจิตที่พระอรหันต์ได้
  • สุจริต 3 อย่างคือ สุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อมีสุจริตทั้ง 3 ก็ยังให้เกิดสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 ขึ้นมาและทำให้มีวิชชาวิมุติเกิดขึ้นได้ตามลำดับ
  • เรือนที่มุงไม่ดีฝนย่อมรั่วรดได้ ราคะย่อมเสียดแทงจิตของผู้มิได้อบรม แต่ถ้าเรือนของหลังคามุงไว้อย่างดี ฝนก็ไม่อาจรั่วรด กามราคะไม่สามารถทำอันตรายแก่จิตนั้นได้

บทคัดย่อ

คืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ ที่สวนป่าสาละใกล้กรุงกุสินารา คืนนั้นมีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้มีความสำคัญมากอยู่รูปหนึ่งจากบรรดาภิกษุทั้งหมดหลายร้อยรูป ซึ่งคอยสังเกตุวาระจิตของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไรจนกระทั่งพระพุทธเจ้ากล่าวปัจฉิมวาจาและใกล้จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น ภิกษุรูปนี้ก็คอยสังเกตุอย่างไม่ให้คลาดสายตา ภิกษุผู้นี้เป็นญาติของพระพุทธเจ้าฝ่ายพระบิดาชื่อว่า “พระอนุรุทธะ” เป็นผู้มีความสามารถในทิพยจักษุที่เหนือกว่าภิกษุรูปอื่นๆ ซึ่งในคืนนั้นท่านพระอนุรุทธะคอยดูจิตของพระพุทธเจ้าที่เข้าฌาณ 1 โดยอนุโลมจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธโดยปฏิโลมจากสัญญาเวทยิตนิโรธลงมาถึงฌาณ 1 ขึ้นกลับไปจนถึงฌาณ 4 แล้วเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ ที่ตรงนั้น

“ทิพยจักษุคือมีตาทิพย์อันบริสุทธิ์หมดจดล่วงจักษุของสามัญมนุษย์” คือตามนุษย์ทั่วไปมีความสามารถมองเห็นรังสีสีม่วงที่ไม่เกินสีแดงถ้าเกินสีแดงหรือสีม่วงคือจะมองไม่เห็น สัตว์อื่นเช่นนกเหยื่อหรือสุนัขจะเห็นแสงหรือความถี่ได้ดีกว่ามนุษย์ แต่ทิพยจักษุจะเห็นอะไรได้มากกว่านั้นและเห็นการจุติการเคลื่อนการอุบัติของสัตว์ว่ามีความเป็นอย่างไรๆ ได้ ความสามารถตรงนี้ทำให้ท่านพระอนุรุทธะสามารถเห็นวาระจิตของพระพุทธเจ้าได้..และที่ท่านมีความสามารถตรงนี้เพราะได้สั่งสมผลบุญตรงนี้มา…ด้วยการตั้งจิตอธิษฐานในความที่จะได้เป็นผู้เลิศในการมีทิพยจักษุและได้การทำบุญด้วยการจุดโคมประทีปที่มีอานิสงส์ให้มีทิพยจักษุด้วยอันหนึ่ง…กระทั่งเมื่อบวชแล้วก็มีฌาณสมาธิ เกิดวิชชาจนได้ทิพยจักษุขึ้นมาตามผลบุญที่เคยสร้างมาเมื่อในอดีตชาติก็ไปตรวจดูโลกธาตุทั้งหมด แล้วเกิดสงสัยตัวเองขึ้นมาว่า เมื่อมีความสามารถถึงปานนี้แต่ทำไมยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงได้ไปถามความข้อนี้กับท่านพระสารีบุตรท่านพระสารีบุตรเลยตอบว่าการไปตรวจดูโลกธาตุนี้ถือเป็นมานะอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องร้อยรัดเบื้องสูงที่รัดลึกรัดแน่น การทำความเพียรไม่ย่อหย่อนหมั่นไปตรวจดูโลกธาตุจัดเป็นความฟุ้งซ้านหรืออุทธัจจะ กุกกุจจะเป็นความฟุ้งซ่านเล็กๆ และความรำคาญใจอยู่ที่ซ่อนอยู่เป็นสังโยชน์เบื้องสูงเช่นกัน ได้ยินดังนั้นท่านพระอนุรุทธะก็หลีกจากหมู่ไปอยู่ที่วิหารปาจีนวังสะ ส่วนในขณะนั้นพระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ที่ป่าเภสกลามิคทายวันซึ่งไกลกันคนละแห่ง

ในขณะนั้นท่านพระอนุรุทธะเกิดความปริวิตกถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าใจความลึกซึ้งของธรรมะนี้ได้ว่าจะต้องมีคุณลักษณะ 7 อย่างนี้คือ

1) มีความปรารถนาน้อย

2) เป็นผู้สันโดษ

3) มีความสงัด

4) ปรารภความเพียร

5) มีสติตั้งมั่น

6) มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

7) เป็นของผู้มีปัญญา

…โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติเพิ่มเติมให้อีก 1 ข้อ คือ ผู้มีความยินดีในธรรมทีไม่ทำให้เนิ่นช้า จะทำให้เห็นธรรมอันลึกซึ้งนั้นได้ ทั้งหมดนี้จึงเรียกว่า “มหาปุริสวิตก 8 ประการ”

 

ถ้าเรามาตริตรึกในมหาปุริสวิตก 8 ประการนี้จะทำให้มีอานิสงส์ที่จะได้ทั้งหมด 9 ประการ…4 อย่างแรกคือจะได้สมาธิตั้งแต่ฌาณที่ 1- 4 และอีก 5 อย่างคือเรื่องปัจจัย 4 ที่อยู่เครื่องนุ่งห่มต่างๆ คือจะอยู่ด้วยความเป็นผาสุขอยู่ในจิตใจ…การเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย คือไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้สามัญผลของตน ปรารถนาไม่ให้ผู้อื่นรู้ มีความสันโดษคือ มักน้อยใช้ตามมีตามได้ …เป็นผู้มีความสงัดคือแม้จะมีการพูดคุยกับบุคคลอื่น บุคคลนั้นจะต้องมีจิตน้อมไปในการวิเวกอยู่หลีกเร้น…หมั่นปรารภความเพียรเอาสิ่งที่เป็นอกุศลออกจากใจ…มีสติตั้งมั่นคือมีสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง…มีจิตตั้งมั่นคือ มีจิตเป็นสมาธิ…เป็นผู้มีปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ และเป็นผู้ไม่เนิ่นช้าคือการไม่ดับของกิเลส โดยขจัดสิ่งหรือกิเลสที่เป็นเครื่องเนิ่นช้านั้นออกไป

ท่านพระอนุรุธะเร่งทำความเพียร 15 วันก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศในทิพยจักษุ…ตัวเราเองถ้าจะคิดเรื่องใดให้มากให้น้อมมาตริตรึกนึกถึงมหาปุริสวิตก 8 ประการนี้ คือ การไตร่ตรองของมหาบุรุษ ซึ่งจะทำให้เราข้ามเครื่องเนิ่นช้าและมีความแจ่งแจ้งในธรรมะนี้ได้แน่นอน

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มหาปุริสวิตก 8 ประการ
Tagged on: