download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 07/12/2560

HIGHLIGHTS:

  • มหาปุริสวิตกเป็นธรรมของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก ของบุคคลผู้สันโดษ ของบุคคลผู้สงัด ของบุคคลผู้ปรารภความเพียร ของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น ของบุคคลผู้มีจิตมั่นคง ของบุคคลผู้มีปัญญา
  • การตรึกในมหาปุริสวิตก ๘ ประการจักเป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากในฌาน ๔ เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

บทคัดย่อ

บุรพกรรมของพระอนุรุทธะ

ความพิสดารว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ กุลบุตรผู้หนึ่ง เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีทิพยจักษุ ในท่ามกลางบริษัท 4 ปรารถนาสมบัตินั้น จึงนิมนต์พระศาสดา ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขสิ้น 7 วัน แล้วตั้งความปรารถนาว่า

“แม้ข้าพระองค์พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีทิพยจักษุในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.”

พระศาสดาทรงตรวจดูสิ้นแสนกัลป์ ทรงทราบความสำเร็จแห่งความปรารถนาของเขาแล้ว จึงทรงพยากรณ์ว่า “ในที่สุดแห่งแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ เธอจักเป็นผู้ชื่อว่าอนุรุทธเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ได้ทิพยจักษุ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม.”

…เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว จึงถามการบริกรรมเพื่ออันได้ทิพยจักษุกะพวกภิกษุ ให้ทำโคมต้นหลายพันต้น ล้อมพระสถูปทองอันสูงใหญ่ได้ ๗ โยชน์ แล้วให้ทำการบูชาด้วยประทีป จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลกท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลกสิ้นแสนกัลป์
ในกัลป์นี้ เกิดในตระกูลของคนเข็ญใจ ในกรุงพาราณสี อาศัย สุมนเศรษฐี เป็นคนขนหญ้าของเศรษฐีนั้นเลี้ยงชีพแล้ว ได้มีชื่อว่า “อันนภาระ.” แม้สุมนเศรษฐีก็ถวายมหาทานในพระนครนั้น ตลอดกาลเป็นนิตย์ ภายหลังวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธะนามว่า อุปริฏฐะ ออกจากนิโรธสมาบัติที่เขาคันธมาทน์แล้ว คิดว่า “วันนี้ เราจักทำความอนุเคราะห์แก่ใครหนอแล?” ทราบว่า “วันนี้ การที่เราทำความอนุเคราะห์แก่บุรุษชื่ออันนภาระก็บัดนี้ เขาขนหญ้าจากดงแล้วจักมาเรือน” ดังนี้แล้ว จึงถือบาตรและจีวรไปด้วยฤทธิ์ ปรากฏเฉพาะหน้าของอันนภาระ.

อันนภาระเห็นท่านมีบาตรเปล่าในมือแล้ว ถามว่า “ท่านขอรับ ท่านได้ภิกษาบ้างแล้วหรือ?”

“เราจักได้ละ ท่านผู้มีบุญมาก”

“ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดรอหน่อยเถิด” ดังนี้แล้ว ก็ทิ้งหาบหญ้าไว้ ไปสู่เรือนโดยเร็ว ถามภรรยาว่า “นางผู้เจริญ ภัตส่วนที่หล่อนเก็บไว้เพื่อฉันมีหรือไม่?” เมื่อนางตอบว่า “มีอยู่ นาย” จึงกลับมาโดยเร็ว รับบาตรของพระปัจเจกพุทธะไปสู่เรือน ด้วยคิดว่า “เมื่อความที่เราเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะให้ มีอยู่ ไทยธรรมไม่มี, เมื่อไทยธรรมมี เราไม่ได้ปฏิคาหก(ผู้รับ) แต่วันนี้ปฏิคาหกเราก็พบแล้ว และไทยธรรมของเราก็มีอยู่, เป็นลาภของเราหนอ” ให้เทภัตลงในบาตร แล้วนำกลับมาตั้งไว้ในมือพระปัจเจกพุทธะ

แล้วตั้งความปรารถนาว่า :-

“ก็ด้วยทานอันนี้ ความเป็นผู้ขัดสน อย่าได้มีแล้วแก่ข้าพเจ้า ชื่อว่าคำว่า ไม่มี อย่ามีแล้วในภพน้อยภพใหญ่ ท่านเจ้าข้า ขอข้าพเจ้าพึงพ้นจากการเลี้ยงชีพอันฝืดเคืองเห็นปานนี้ไม่พึงได้ว่า ‘ไม่มี’ เลย” พระปัจเจกพุทธะกระทำอนุโมทนาว่า “ขอความปรารถนาของท่าน จงเป็นอย่างนั้นเถิด ท่านผู้มีบุญมาก” ดังนี้แล้วก็หลีกไป.

เทพดาผู้สิงอยู่ในฉัตรแม้ของสุมนเศรษฐี กล่าวว่า :-

น่าชื่นใจจริง ทานเป็นทานเยี่ยม อันนภาระตั้งไว้ดีแล้วในพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ.ดังนี้แล้ว ก็ได้ให้สาธุการสามครั้ง.

ครั้งนั้น เศรษฐีกล่าวกับเทพยดานั้นว่า “ท่านไม่เห็นเราผู้ถวายทานอยู่สิ้นกาลประมาณเท่านี้หรือ?”

เทพยดา “ข้าพเจ้าปรารภทานของท่านแล้วให้สาธุการก็หาไม่ แต่สาธุการนี้ ข้าพเจ้าให้เป็นไปแล้ว ก็เพราะความเลื่อมใสในบิณฑบาต ที่อันนภาระถวายแล้วแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ”
เศรษฐีนั้นคิดว่า “น่าอัศจรรย์จริง ท่านผู้เจริญ, เราถวายทานสิ้นกาลเท่านี้ ก็ไม่สามารถเพื่อจะให้เทพดาให้สาธุการได้อันนภาระอาศัยเราเป็นอยู่ ยังให้เทพยดาสาธุการด้วยบิณฑบาตหนเดียวเท่านั้นได้, เราจักทำสิ่งอันสมควรกันในทานของเขา แล้วทำบิณฑบาตนั้นให้เป็นของๆ เราเสีย” ดังนี้แล้ว จึงให้เรียกเขามาถามว่า “วันนี้ เจ้าได้ให้อะไรแก่ใครบ้าง?”

อันนภาระ “นายขอรับวันนี้ กระผมถวายภัตตาหารแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ”

เศรษฐี “เอาเถอะ พ่อ เจ้าจงถือเอากหาปณะ แล้วให้บิณฑบาตนั่นแก่ฉันเถิด”

อันนภาระ “ให้ไม่ได้ดอกนาย”

 

เศรษฐีนั้นขึ้นราคาให้จนถึงพัน ฝ่ายอันนภาระนี้ ก็มิได้ให้แม้ด้วยทรัพย์ตั้งพัน ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะเขาว่า “ผู้เจริญ ข้อนั้นจงยกไว้เถิด ถ้าเจ้าไม่ให้บิณฑบาต จงถือเอาทรัพย์พันหนึ่ง แล้วให้ส่วนบุญแก่ฉันเถิด”

เขากล่าวว่า “กระผมปรึกษากับพระผู้เป็นเจ้าดูแล้ว จักรู้ได้” รีบไปทันพระปัจเจกพุทธะแล้วเรียนถามว่า “ท่านผู้เจริญ สุมนเศรษฐีให้ทรัพย์พันหนึ่ง แล้วขอส่วนบุญในบิณฑบาตของท่าน, กระผมจะทำอย่างไร?”

ที่นั้น ท่านนำข้อความมาเปรียบเทียบแก่เขาว่า “แม้ฉันใด ท่านผู้เป็นบัณฑิต ประทีปในเรือนหลังหนึ่งในบ้าน ๑๐๐ ตระกูล พึงลุกโพลงขึ้น, พวกชนที่เหลือเอาน้ำมันของตนชุบไส้แล้วพึงไปจุดไฟดวงอื่นแล้วถือเอา แสงสว่างของประทีปดวงเดิม อันบุคคลจะพึงกล่าวว่า ‘มี’ หรือว่า ‘ไม่มี.’

อันนภาระ “แสงสว่างย่อมมีมากกว่า ขอรับ”

พระปัจเจกพุทธะ “ฉันนั้นนั่นแล ท่านผู้เป็นบัณฑิต จะเป็นข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง หรือภิกษาทัพพีหนึ่งก็ตาม, เมื่อบุคคลให้ส่วนบุญในบิณฑบาตของตนแก่ผู้อื่นอยู่, ให้แก่คนไปเท่าใด บุญเท่านั้นย่อมเจริญ, ก็ท่านได้ให้บิณฑบาตส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อท่านให้ส่วนบุญแก่เศรษฐี บิณฑบาตชื่อว่าเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของท่าน ส่วนหนึ่งเป็นของเศรษฐี”

เขารับว่า “ดีละ ท่านผู้เจริญ” แล้ว ไหว้พระปัจเจกพุทธะนั้น แล้วไปสู่สำนักของเศรษฐี กล่าวว่า “นาย ขอท่านจงรับเอาส่วนบุญเถิด.”

เศรษฐี “ถ้ากระนั้น พ่อจงรับเอากหาปณะเหล่านี้ไป”

อันนภาระ “กระผมไม่ได้ขายบิณฑบาต กระผมให้ส่วนบุญแก่ท่านด้วยศรัทธา”

เศรษฐีกล่าวว่า “เจ้าให้ด้วยศรัทธา ถึงเราก็บูชาคุณของเจ้าด้วยศรัทธา จงรับเอาไปเถิดพ่อ อนึ่ง จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ทำการงานด้วยมือของตน จงปลูกเรือนอยู่ริมถนนเถิด และจงถือเอาวัตถุทุกอย่างที่เจ้าต้องการ จากสำนักของฉัน”

ก็บิณฑบาตที่บุคคลถวายแก่ท่านผู้ออกจากนิโรธ ย่อมให้ผลในวันนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น แม้พระราชาทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกอันนภาระมาแล้ว ทรงรับส่วนบุญ พระราชทานโภคะมากมาย แล้วรับสั่งให้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีแก่เขา อันนภาระนั้นเป็นสหายของสุมนเศรษฐี ทำบุญทั้งหลายตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก

 

ประวัติพระอนุรุทธะ

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในตำหนักของเจ้าศากยะ พระนามว่าอมิโตทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์พระประยูรญาติทั้งหลายทรงขนานพระนามแก่พระกุมารนั้นว่า “อนุรุทธะ” พระกุมารนั้นเป็นพระกนิษฐภาดาของเจ้ามหานามศากยะ เป็นพระโอรสของพระเจ้าอาของพระศาสดา ได้เป็นผู้สุขุมาลชาติอย่างยิ่ง มีบุญมาก ได้ยินว่า วันหนึ่ง เมื่อกษัตริย์หกพระองค์เล่นขลุบเอาขนมทำคะแนนกัน, เจ้าอนุรุทธะแพ้ จึงส่งข่าวไปยังสำนักของพระมารดาเพื่อต้องการขนม. พระมารดานั้นเอาภาชนะทองคำใบใหญ่บรรจุให้เต็มแล้ว ส่งขนม (ให้). เจ้าอนุรุทธะเสวยขนมแล้ว ทรงเล่นแพ้อีก ก็ส่งข่าวไปอย่างนั้นเหมือนกัน.
เมื่อคนนำขนมมาอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๔ พระมารดาส่งข่าวไปว่า “บัดนี้ ขนมไม่มี” เจ้าอนุรุทธะทรงสดับคำของพระมารดานั้นแล้ว ทำความสำคัญว่า “ขนมที่ชื่อว่าไม่มี จักมีในบัดนี้” เพราะความที่บทว่า “ไม่มี” เป็นบทที่ตนไม่เคยสดับแล้ว จึงทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า “เจ้าจงไป จงนำขนมไม่มีมา.”
ครั้งนั้น พระมารดาของพระกุมารนั้น เมื่อคนรับใช้ทูลว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า นัยว่า ขอพระแม่เจ้าจงให้ขนมไม่มี” จึงทรงดำริว่า “บทว่า ‘ไม่มี’ อันบุตรของเราไม่เคยฟังมาแล้ว เราพึงให้เขารู้ความที่ขนมไม่มีนั้น อย่างไรได้หนอแล?” จึงทรงล้างถาดทองคำปิดด้วยถาดทองคำใบอื่น ส่งไปว่า “เอาเถิด พ่อ เจ้าจงให้ถาดทองคำนี้แก่บุตรของเรา.”
ขณะนั้น เทพดาทั้งหลายผู้รักษาพระนครคิดว่า “เจ้าอนุรุทธะผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ถวายภัตอันเป็นส่วน (ของตน) แก่พระปัจเจกพุทธะนามว่าอุปริฏฐะ แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ‘เราไม่พึงได้ฟังบทว่า ไม่มี’ ในกาลแห่งตนเป็นคนขนหญ้าชื่ออันนภาระ. หากว่า เราทราบความนั้นแล้ว พึงเฉยเสียไซร้ แม้ศีรษะของเราพึงแตกออก ๗ เสี่ยง” จึงบรรจุถาดให้เต็มด้วยขนมทิพย์ทั้งหลายแล้ว.
บุรุษนั้นนำถาดมาวางไว้ในสำนักของเจ้าศากยะเหล่านั้น แล้วเปิดออก. กลิ่นของขนมทิพย์เหล่านั้นแผ่ซ่านไปทั่วพระนคร. ก็เมื่อขนมพอสักว่าอันเจ้าศากยะเหล่านั้น ทรงวางไว้ในพระโอษฐ์ กลิ่นนั้นได้แผ่ไปสู่เส้นสำหรับรสตั้ง ๗ พันตั้งอยู่แล้ว.
เจ้าอนุรุทธะทรงดำริว่า “ในกาลก่อนแต่นี้ พระมารดาเห็นจะไม่ทรงรักเรา เพราะในกาลอื่น พระองค์ท่านไม่เคยทอดขนมไม่มีแก่เรา.” พระกุมารนั้นไปแล้ว ทูลกะพระมารดาอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระมารดา หม่อมฉันไม่เป็นที่รักของพระองค์หรือ?”
มารดา “พ่อ พูดอะไร? เจ้าเป็นที่รักยิ่งของแม่ แม้กว่านัยน์ตาทั้งสอง แม้กว่าเนื้อในหทัย”
อนุรุทธะ “ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าหม่อมฉันเป็นที่รักของพระองค์ไซร้ เพราะเหตุอะไร? ในกาลก่อน พระองค์จึงไม่ได้ประทานขนมไม่มีเห็นปานนี้แก่หม่อมฉัน”
พระนางตรัสถามบุรุษนั้นว่า “พ่อ อะไรได้มีในถาดหรือ?”
บุรุษนั้นทูลว่า “มี พระแม่เจ้า ถาดเต็มเปี่ยมด้วย ขนมเห็นปานนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็น”
พระนางดำริว่า “บุตรของเราได้ทำบุญไว้แล้ว ขนมทิพย์จักเป็นของอันเทพดาทั้งหลายส่งไปให้บุตรของเรา”
แม้เจ้าอนุรุทธะก็ทูลกะพระมารดาว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า ขนมเห็นปานนี้ หม่อมฉันไม่เคยกินเลย จำเดิมแต่นี้ พระองค์พึงทอดเฉพาะขนมไม่มีเท่านั้นแก่หม่อมฉัน”
จำเดิมแต่นั้น พระนางทรงล้างถาดทองคำแล้ว ปิดด้วยถาดใบอื่น ส่งไปให้ ในเวลาเจ้าอนุรุทธะทูลว่า “หม่อมฉันมีประสงค์จะบริโภคขนม.” เทพดาทั้งหลายย่อมยังถาดให้เต็มด้วยขนม พระกุมารนั้น เมื่ออยู่ในท่ามกลางวัง มิได้ทราบเนื้อความแห่งบทว่า “ไม่มี” ด้วยอาการอย่างนี้ เสวยแต่ขนมทิพย์ทั้งนั้น.
ก็เมื่อโอรสของเจ้าศากยะผนวชตามลำดับตระกูล เพื่อเป็นบริวารของพระศาสดา เมื่อเจ้ามหานามศากยะตรัสว่า “พ่อ ในตระกูลของพวกเรา ใครๆ ซึ่งบวชแล้วไม่มี เธอหรือฉันควรจะบวช.” เจ้าอนุรุทธะตรัสว่า “หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง ไม่สามารถจะบวชได้”
เจ้ามหานามะ “ถ้ากระนั้น เธอจงเรียนการงานเสีย ฉันจักบวช”
เจ้าอนุรุทธะ “ชื่อว่าการงานนี้ เป็นอย่างไร?”
จริงอยู่ เจ้าอนุรุทธะย่อมไม่ทราบแม้ที่เกิดขึ้นแห่งภัต จักทราบการงานได้อย่างไร? เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.
ก็วันหนึ่ง เจ้าศากยะสามพระองค์ คือ อนุรุทธะ ภัททิยะ กิมพิละ ปรึกษากันว่า “ชื่อว่าภัต เกิดในที่ไหน?” บรรดาเจ้าศากยะทั้งสามพระองค์นั้น เจ้ากิมพิละตรัสว่า “ภัตเกิดขึ้นในฉาง.” ได้ยินว่า วันหนึ่ง เจ้ากิมพิละนั้นได้เห็นข้าวเปลือกที่เขาขนใส่ในฉาง เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้ ด้วยสำคัญว่า “ภัตย่อมเกิดขึ้นในฉาง”
ครั้งนั้น เจ้าภัททิยะตรัสกะเจ้ากิมพิละนั้นว่า “ท่านยังไม่ทราบ” ดังนี้แล้ว ตรัสว่า “ธรรมดาภัต ย่อมเกิดขึ้นในหม้อข้าว.” ได้ยินว่า วันหนึ่ง เจ้าภัททิยะนั้นเห็นชนทั้งหลายคดภัตออกจากหม้อข้าวนั้นแล้ว ได้ทำความสำคัญว่า “ภัตนั่นเกิดขึ้นในหม้อนี้เอง” เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.
เจ้าอนุรุทธะตรัสกะเจ้าทั้งสองนั้นว่า “แม้ท่านทั้งสองก็ยังไม่ทราบ” แล้วตรัสว่า “ภัตเกิดขึ้นในถาดทองคำใบใหญ่ซึ่งสูงได้ศอกกำมา” ได้ยินว่า ท่านไม่เคยเห็นเขาตำข้าวเปลือก ไม่เคยเห็นเขาหุงภัต, ท่านเห็นแต่ภัตที่เขาคดออกไว้ในถาดทองคำแล้ว ตั้งไว้ข้างหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ทำความสำคัญว่า “ภัตนั่น ย่อมเกิดขึ้นในถาดนั่นเอง” เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น. กุลบุตรผู้มีบุญมาก เมื่อไม่รู้แม้ที่เกิดขึ้นแห่งภัตอย่างนั้น จักรู้การงานทั้งหลายอย่างไรได้
เจ้าอนุรุทธะนั้นได้สดับความที่การงานทั้งหลายที่เจ้าพี่ตรัสบอก โดยนัยเป็นต้นว่า “อนุรุทธะจงมาเถิด ฉันจักสอนเพื่อการอยู่ครองเรือนแก่เธอ อันผู้อยู่ครองเรือน จำต้องไถนาก่อน” ดังนี้ เป็นของไม่มีที่สุด
จึงทูลลาพระมารดา…แล้วเสด็จออกไปพร้อมกับพระโอรสของเจ้าศากยะห้าพระองค์ มีเจ้าภัททิยะเป็นประมุข เข้าไปเฝ้าพระศาสดาที่อนุปิยอัมพวัน ทรงผนวชแล้วพระอนุรุทธะเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา ๓ โดยลำดับ เป็นผู้นั่งบนอาสนะเดียว สามารถเล็งดูโลกธาตุพันหนึ่งได้ด้วยทิพยจักษุ ดุจผลมะขามป้อมที่บุคคลวางไว้บนฝ่ามือฉะนั้น จึงเปล่งอุทานขึ้นว่า :-
เราย่อมระลึกได้ซึ่งบุพเพนิวาส๑ ทิพยจักษุ เราก็ชำระแล้ว เราเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ถึงฤทธิ์คำสอนของพระพุทธเจ้า อันเราทำแล้ว พิจารณาดูว่า “เราทำกรรมอะไรหนอ? จึงได้สมบัตินี้” ทราบได้ว่า “เราได้ตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ” ทราบต่อไปอีกว่า “เราท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ในกาลชื่อโน้นได้อาศัยสุมนเศรษฐี ในกรุงพาราณสีเลี้ยงชีพ เป็นผู้ชื่อว่าอันนภาระ”

ในขณะนั้น หญิงพวกอื่นเห็นอาการนั้นแล้ว จึงบอกแก่นางชนบทกัลยาณีว่า “พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพานันทกุมารเสด็จไปแล้ว, คงจักพรากนันทกุมารจากพระแม่เจ้า”

ฝ่ายนางชนบทกัลยาณีนั้นได้ยินคำนั้นแล้ว มีหยาดน้ำยังไหลอยู่เทียว มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง รีบไปทูลว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์พึงด่วนเสด็จกลับ” คำของนางนั้น ประหนึ่งตกไปขวางตั้งอยู่ในหทัยของนันทกุมารแม้พระศาสดาก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมาร ทรงนำนันทกุมารนั้นไปสู่วิหารแล้วตรัสว่า “นันทะ เธออยากบวชไหม?” นันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงไม่ทูลว่า “จักไม่บวช” ทูลรับว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวชพระเจ้าข้า” พระศาสดารับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงให้นันทะบวชเถิด”

 

ราหุลกุมารทูลขอสมบัติกับพระศาสดา

 

พระศาสดาเสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์บุรี ในวันที่ 3 ทรงยังนันทกุมารให้บวชแล้ว ในวันที่ 7 พระมารดาของพระราหุลทรงตกแต่งพระกุมารแล้ว ทรงส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระดำรัสว่า “พ่อ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งมีพระสมณะสองหมื่นแวดล้อมทรงมีวรรณะประดุจสีทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหมนั่น, พระสมณะนี้เป็นพระบิดาของพ่อ, หม้อทรัพย์ใหญ่ได้มีแล้วในเวลาที่พระบิดาของพ่อนั่นประสูติ, ตั้งแต่เวลาพระองค์ออกบวช แม่ไม่พบเลย” พ่อจงไปทูลขอมรดกกะพระองค์ท่านว่า “ ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์เป็นกุมารถึงอภิเษกแล้ว จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ข้าพระองค์ต้องการด้วยทรัพย์ ขอเสด็จพ่อได้ประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์ เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของสมบัติของพระบิดา”

พระกุมารเสด็จไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว หวนได้ความสิเนหาในพระบิดา สำเริงยินดีแล้วทูลว่า “ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของเสด็จพ่อสบาย” ได้ยืนทูลคำแม้อื่นเป็นอันมากที่สมควรแก่ตน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตกิจแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป แม้พระกุมาร ก็ทูลขอว่า “ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด” ดังนี้แล้ว เสด็จติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ให้พระกุมารกลับ…พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึงพระอารามทีเดียว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า “กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ; ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ 7 ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิแก่เธอ, จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ”

 

ราหุลกุมารบรรพชา

 

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้หาท่านพระสารีบุตรมา แล้วตรัสว่า “สารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบวชเถิด” พระเถระยังพระกุมารนั้นให้ผนวชแล้ว ก็เมื่อพระกุมารผนวชแล้วทุกข์มีประมาณยิ่งได้เกิดขึ้นแก่พระราชาเพราะได้ทรงสดับข่าวนั้น

พระราชาไม่ทรงสามารถเพื่อจะกลั้นความทุกข์ไว้ได้ เสด็จไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลชี้แจงแล้วขอประทานพรว่า “พระเจ้าข้า หม่อมฉันขอประทานพระวโรกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่พึงยังบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาตให้บวช”

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานพรนั้นแด่ท้าวเธอแล้ว รุ่งขึ้น วันหนึ่งเสวยพระกระยาหารเช้าในพระราชนิเวศน์แล้ว เมื่อพระราชาประทับอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลเล่าว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาองค์หนึ่งเข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า พระโอรสของพระองค์ทิวงคตแล้ว” หม่อมฉันไม่เชื่อถ้อยคำของเทวดานั้น จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า ‘บุตรของข้าพเจ้ายังไม่บรรลุโพธิญาณ ย่อมไม่ทำกาละ” ดังนี้แล้ว, ตรัสว่า “มหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จักเชื่อได้อย่างไร? แม้ในกาลก่อน เมื่อเขาแสดงร่างกระดูกแก่พระองค์ ทูลว่า ‘บุตรของพระองค์ทิวงคตแล้ว’ พระองค์ยังไม่ทรงเชื่อ” ได้ตรัสมหาธรรมปาลชาดกเพราะอุบัติเหตุแห่งเรื่องนี้. ในกาลจบกถา พระราชาดำรงอยู่ในอนาคามิผล

 

พระนันทะอยากสึก

 

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันอย่างนี้นั่นแล, ท่านพระนันทะกระสันขึ้นแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ไม่สามารถที่จะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว รับสั่งให้หาท่านพระนันทะมาเฝ้าแล้ว ตรัสคำนี้ว่า “จริงหรือนันทะ? ได้ยินว่า เธอบอกกล่าวแก่ภิกษุหลายรูปอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้, ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึก’ หรือ?”

“จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า”

“นันทะ ก็เธอไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์สืบต่อไปได้ จะกล่าวคืนสิกขาสึกไปเพื่อเหตุอะไร”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นางชนบทกัลยาณีผู้ศากิยะมีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง ได้ร้องสั่งคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระลูกเจ้าพึงด่วนเสด็จมา…’ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแล หวนระลึกถึงคำนั้นอยู่ จึง…ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้จักคืนสิกขาสึกไป”

 

พระศาสดาทรงทรมานพระนันทะ

 

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจับท่านพระนันทะที่พระพาหาแล้ว นำไปสู่ดาวดึงสเทวโลกด้วยกำลังพระฤทธิ์ ในระหว่างทางทรงแสดงนางลิงลุ่นตัวหนึ่ง ซึ่งมีหูจมูกและหางขาด นั่งเจ่าอยู่บนปลายตอไม้ที่ไฟไหม้ ในนาที่ไฟไหม้แห่งหนึ่งแล้ว ทรงแสดงนางอัปสร 500 ซึ่งมีเท้าดังเท้านกพิราบผู้มาสู่ที่บำรุงของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์ ก็แลครั้นทรงแสดงแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า

“ นันทะ เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ฝ่ายไหนหนอแล? มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า…นางชนบทกัลยาณี…หรือนางอัปสร 500 ซึ่งมีเท้าเช่นกับเท้านกพิราบนี้”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงลุ่นมีหูจมูกและหางขาดนั้น แม้ฉันใด…นางชนบทกัลยาณีก็เหมือนกันฉันนั้น เพราะการเปรียบเทียบกัน นางไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งแห่งนางอัปสร 500 นี้ ที่งามกว่า น่าดูกว่า…”

“นันทะ เธอจงยินดี นันทะ เธอจงยินดี เราจะเป็นผู้ประกันของเธอ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร 500 ซึ่งมีเท้าดุจเท้านกพิราบ”

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประกันของข้าพระองค์ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร 500 …ข้าพระองค์จักยินดีในพรหมจรรย์”

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาท่านนันทะหายวับไปในที่นั้น ได้ปรากฏในพระเชตวันดังเดิม

 

พระนันทะสำเร็จอรหัตผล

 

ครั้งนั้นแล พวกภิกษุผู้สหายของท่านพระนันทะ เรียกท่านพระนันทะด้วยวาทะว่า คนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่า คนอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่ไว้บ้าง…พระนันทะประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสร 500 … ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะขวยเขิน ละอาย รังเกียจด้วยวาทะว่าคนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่าคนที่พระศาสดาทรงไถ่ไว้บ้าง…พึงหลีกออกไปแล้วไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ต่อกาลไม่นานเลย ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย(ออก) จากเรือนบวชไม่มีเรือน ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรมรู้ชัดว่า “ ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจจำต้องทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี” เป็นอันว่า ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อนุรุทธสูตร
Tagged on: