download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 05/12/2560

HIGHLIGHTS:

  • ความหมายของกาม กิเลสกาม กามคุณ
  • กิเลสกามในใจจะมากหรือน้อยไม่ได้แปรผันตรงกับจำนวนวัตถุกามที่มี แบ่งได้เป็น 4 ประเภท กิเลสกามมากวัตถุกามน้อย กิเลสกามน้อยวัตถุกามมาก 2 อย่างมาก 2 อย่างน้อย
  • กามภพ ถูกเบียดเบียนจากวัตถุกามเหมือนกัน แต่กิเลสกามในใจต่างกัน
  • เราเลือกได้ว่าจะตอบสนองต่อภาวะที่เมื่อถูกกามบีบคั้นว่าจะตอบสนองไปในกุศลหรืออกุศล
  • จะไม่ตอบสนองทำสิ่งที่เบียดเบียนไปตามอามิสที่ต้องการ ก็ด้วยธรรมที่ไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตรา เช่น หิริโอตัปปะซึ่งเป็นคุณธรรมของพระเสขะ ศรัทธา ปัญญา ทาน สมาธิ คุณธรรมเหล่านี้จะทำให้รอดจากภัยในวัฎฎะ

บทคัดย่อ

“ภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม แม้จะทุกข์กาย ทุกข์ใจ ถึงน้ำตานองหน้าร้องไห้อยู่ ก็ยังสู้ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์อยู่ได้ ก็มี ข้อที่น่าสรรเสริญเธอให้เหมาะสมแก่ธรรมที่เธอมีในบัดนี้ มีอยู่ ๕ อย่างคือ
ธรรมที่ชื่อว่า ศรัทธา ในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ
ธรรมที่ชื่อว่า หิริ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ
ธรรมที่ชื่อว่า โอตตัปปะ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ
ธรรมที่ชื่อว่า วิริยะ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ
ธรรมที่ชื่อว่า ปัญญา ในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ.”
ปญฺ จก. อํ.๒๒/๔/๕ รักษาพรหมจรรย์ไว้ด้วยน้ำตา

 

…เราต้องสู้ เพราะกามมันมาเบียดเบียนเรา ไม่ว่าจะเป็นวัตถุกามหรือว่ากิเลสกาม เราต้องสู้ขับดันผลักดันมันออกไป ถ้าเราไม่สู้นะ เราไม่รอด เราจะไม่รอดจากราคะโทสะโมหะ…แต่ถ้าเราสู้ สู้กับความเบียดเบียนทางกามในรูปแบบต่าง ๆ สู้ด้วยศีล ด้วยธรรม ด้วยหิริโอตัปปะ ด้วยสมาธิ ด้วยทาน ด้วยปัญญา สู้ด้วยธรรมะ ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยศาสตรา ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยอาชญา เราสู้กับราคะโทสะโมหะนี่แหละ เราถึงจะรอด รอดจากภัยในวัฏฏะ…”

 

กาม

กามคือความกำหนัดยินดีพอใจ ความกำหนัดที่อยู่ในใจ ส่วนที่เป็นภายนอกเรียกว่ากามคุณหรือวัตถุกาม

คนที่มีวัตถุกามมากนั่นคือคนที่มั่งมี คนที่มีวัตถุกามน้อยคือคนยากจน แต่คนที่มีวัตถุกามมากหรือน้อย ไม่ได้หมายความว่าจะมีกิเลสกามมากหรือกิเลสกามน้อย กิเลสกามถ้ามีมาก จะทำให้เกิดความเครียดครัด ความที่ถูกบีบบังคับทางใจมาก คนยากจนไม่ค่อยมีวัตุกาม บางทีมีกิเลสกามมาก มีความกำหนัดแม้ในของที่ตัวเองยังไม่มีนั้น คนที่มีวัตถุกามมากมีกิเลสกามน้อยก็มี คือในใจไม่ค่อยมีความกำหนัดแม้ในทรัพย์สินของตัวเองที่มีแม้มากนั้นก็ตาม

หรือตรงข้ามกันก็มี คนมั่งมีแล้วมีกิเลสกามมาก มีความกำหนัดยินดีพอใจไม่แบ่งปัน หรือคนยากจนแต่ว่ามีกิเลสกามน้อย เป็นคนที่มีจิตให้ แม้ไม่ค่อยมีจะกิน ทั้ง 4 ประเภทนี้ กิเลสกามมากวัตถุกามน้อย กิเลสกามน้อยวัตถุกามมาก 2 อย่างมาก 2 อย่างน้อย

 

การแสดงออกใน 3 ช่องทาง

กามภพล้วนถูกเบียดเบียนด้วยวัตถุกาม  เมื่อเราถูกเบียดเบียนด้วยกาม จะมีการกระทำออกมาใน 3 ช่องทาง คือในช่องทางคือใจ วาจา และกาย

เริ่มจากในช่องทางคือใจก่อน ถ้าในช่องทางคือใจของเรามีกิเลสกาม คือความเศร้าหมองของกาม มีน้อย เราจะไม่เครียดมาก จะเครียดน้อย จะมีความคิดไปในทางพยาบาทเบียดเบียนนน้อย ทำให้คำพูดคำจาที่ออกไปก็จะไม่ผิดพลาดมาก จะไม่เป็นวาจาที่เบียดเบียนกันมาก การกระทำทางกายก็จะไม่ได้เป็นการกระทำที่เอารัดเอาเปรียบ แต่เป็นการกระทำที่ช่วยเหลือเกื้อกูล ความคิดในใจก็จะหลีกออกจากกันไม่พยาบาทไม่เบียดเบียนได้มากขึ้น อันนี้เป็นผลของการที่มีกิเลสกามน้อย จัดอยู่ในพวกเทวดา  

..ในเทวดา เขาจะมีปกติเป็นแบบนี้ เป็นกามภพเหมือนกัน ได้รับการเบียดเบียนเพราะวัตถุกามเหมือนกัน แต่กิเลสกามเขาน้อย ทำให้มีการรักษาศีลได้ มีความคิดที่จะให้ทาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ อาจจะมีวัตถุกามมากหรือน้อย อันนี้ก็แยกกันไป จึงมีสวรรค์อยู่หลายชั้น..

ที่ทีวัตถุกามน้อยหน่อยก็เริ่มจากมนุษย์  มนุษย์ก็ยังมีสภาวะที่ยังรักษาศีลได้ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้  แต่ถ้ามีการเบียดเบียนมาก ก็จะมีลักษณะเหมือนสัตว์เดรัจฉาน เบียดเบียนกันเพราะว่ามีกิเลสกามมาก กิเลสกามคือความเศร้าหมองในใจที่เกิดขึ้นจากกาม ถ้าความเศร้าหมองในใจมาก จะทำให้มีความเครียด ซึ่งจะทำให้มีการพยาบาทเบียดเบียนได้

 

คำถามที่ควรหาคำตอบ

…ถ้าเราได้รับการเบียดเบียนด้วยทั้งในวัตถุกามและทั้งกิเลสกาม ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ เราจะยอมทำชั่วมั้ย…

แบ่งออกเป็น 3 กรณี

  1. ถูกกิเลสกามเบียดเบียนแล้วเครียดมึนงงเศร้าหมองในใจ ทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังละกิเลสกามนี้ได้ยังหาทางแก้อื่นออกได้ ไม่ต้องเบียดเบียนใคร ไม่ต้องทำชั่วในช่องทางกายวาจาใจ
  2. เครียด เศร้าหมอง หาทางออกไม่ได้ แต่ก็อดทนเอา
  3. เครียด แต่เบียดเบียนคนอื่น ทำชั่วต่อ เพื่อประโยชน์แห่งอามิสเพียงเล็กน้อย

คือถ้ามีกิเลสกามมาก คือความเศร้าหมองอันเป็นผลเนื่องจากกาม ถ้ามันมาก เราจะไม่เห็นช่องทาง เราจะไม่เห็นว่า เราจะมีความสุขที่ไม่ได้เนื่องด้วยกามได้อย่างไร จะไม่เห็นว่าการรักษาศีลจะมีผลดี ทำไปทำไม ไม่เห็น คนที่มีกิเลสกามน้อยจะกลับกัน เขาจะไม่ได้เศร้าหมองเพราะกามมาก ทำให้เขารักษาศีล เห็นผลในอานิสงส์ เป็นสามัญญผล  บางคนไม่เห็นว่าศีลเป็นสามัญญผล เพราะกิเลสกามมันหนามาก แต่ไม่ใช่ว่าอันนี้จะเกิดขึ้นตลอดไป มันก็ผลุบ ๆ โผล่ ๆ

 

…เพื่อประโยชน์แห่งอามิสเพียงเล็กน้อย คุณยอมผิดศีล คนไปนรกมาก เพราะสิ่งนี้ล่ะ ทำไมเขาไม่สามารถเห็นศีล ทาน การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเป็นสามัญญผล ที่ไม่เห็นก็เพราะว่ายึดถือมา ยึดถือสิ่งที่เป็นกามนั่นน่ะมาก….ไม่เห็นเพราะว่ามืด ที่มืดเพราะมีโมหะ โมหะก็มาจากอวิชชา…

สิ่งที่ทำให้เขาไปทำความชั่วได้ นั่นก็คือไม่มีความกลัวไม่มีความละอายต่อบาป คือหิริโอตัปปะ  ไม่เห็นคุณค่าของศีล …..

 

องค์ธรรมที่รักษาเมือง

บุคคลที่ยังจะต้องศึกษาทำความดีความงามในธรรมวินัยนี้ ข้อแรกที่ควรจะต้องมีเป็นคูล้อมรอบเป็นเชิงเทิน ที่ข้าศึกคือกิเลสกามหรือวัตถุกามมันบุกเข้ามา มันจะเจอก่อน นั่นคือหิริโอตัปปะ ซึ่งเป็นกำลังของเสขะบุคคล ถ้าไม่มี ข้าศึกก็จะมาได้ทันที กิเลสกามวัตถุกามรับเละหมด มันถูกบีบคั้นหมด มันก็เลยไปทำชั่ว มีความชั่วติดตัว มีความโอ้อวด มีมารยา ถ้ามีความโอ้อวดมีมารยา จะสามารถทำความเพียรแล้วให้ละกิเลสละความชั่วในใจ มันยากมาก ทำไม่ได้

 

ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปธานิยังคะ คือองค์ธรรมที่ทำให้เกิดการทำความเพียรในการที่จะละอกุศล เจริญกุศล หนึ่งในข้อนั้นคือความไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ยังความไม่มีศรัทธา มีความอาพาธมาก มีปัญญาน้อย จะทำให้เป็นเหตุในการที่จะละอกุศลเพิ่มกุศลไม่ได้ ได้ยาก เพราะงั้นถ้าเรามีความโอ้อวดในชีวิตเรา หรือมีมารยา มีนัยยะแอบแฝง (Hidden Agenda) นี่แหละคือลักษณะของคนที่ไม่มีหิริโอตัปปะ พอไม่มีหิริโอตัปปะ ทำชั่วได้ทุกอย่าง พังกำแพงแล้ว เปิดช่องทางให้มารเข้าเต็มที่

เมื่อมารกุมหัวใจด้วย วัตถุกามที่มากก็ตามน้อยก็ตาม ทำให้มีกิเลสกามมากแล้ว ศีลไม่เห็นคุณค่าแล้ว ทำชั่วได้ทุกอย่าง อวิชชาโมหะความมืดก็พอกพูนขึ้น ๆ

 

สู้จึงจะรอด

หิริโอตัปปะสำคัญ เราต้องสู้กับกิเลส กิเลสกามนี่แหละคือความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นจากกาม หรือถ้าเราจะพูดกามกิเลส ใช่มั้ย ก็หมายถึงกิเลสที่ทำให้เกิดกามขึ้น ไม่ว่าจะคำไหน มันเกี่ยวกับความเศร้าหมอง มันเกี่ยวกับกามทั้งนั้น เราจะกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไป

..เราต้องสู้ เพราะกามมันมาเบียดเบียนเรา ไม่ว่าจะเป็นวัตถุกามหรือว่ากิเลสกาม เราต้องสู้ขับดันผลักดันมันออกไป ถ้าเราไม่สู้ เราจะไม่รอด เราจะไม่รอดจากราคะโทสะโมหะ ที่มันจะดึงเราลงต่ำไปจนกำเนิดเดรัจฉานโน้นน่ะ นรกนั่นน่ะ เป็นที่ ๆ ไม่ควรไปอย่างยิ่ง

แต่ถ้าเราสู้ สู้กับความเบียดเบียนทางกามในรูปแบบต่าง ๆ สู้ด้วยศีล ด้วยธรรม ด้วยหิริโอตัปปะ ด้วยสมาธิ ด้วยทาน ด้วยปัญญา สู้ด้วยธรรมะ ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยศาสตรา ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยอาชญา เราสู้กับราคะโทสะโมหะ เราจึงจะรอด รอดจากภัยในวัฏฏะ ให้มีความมั่นใจว่าหนทางแก้ปัญหามีอยู่ มั่นใจใน ธัมโม พุทโธ สังโฆ ..จิตจะมีพลัง ด้วยศรัทธาที่เรามี……

 

เมื่อถูกบีบคั้นเพราะกาม
Tagged on: