download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 04/12/2560

HIGHLIGHTS:

  • ตัวเราที่เห็นอยู่นี้ มีรูป มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้รู้ว่ารูปคือกายนี้แตกสลายไปได้ ให้พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง กายนี้มันไม่เที่ยง มันทนอยู่ไม่ได้ มันต้องแตกสลายในที่สุด…ให้สังเกตดูให้ดีว่าไม่เที่ยงมันเป็นอย่างไร
  • เราปฏิบัติไม่ใช่เพื่อหาความสุขอย่างเดียว เราปฏิบัติเพื่อหนีจากกองทุกข์นี้ไปสู่พระนิพพาน
  • รูปขันธ์อันนี้ต้องแตกสลาย ต้องตายไปในที่สุด ก่อนที่เราจะถึงความตายนี้ เราต้องเร่งทำความพากความเพียรปฏิบัติธรรม ให้ได้มรรคได้ผลเกิดขึ้นในใจของเรา
  • ถ้าเรายึดถืออยู่การเกิดก็ต้องมี แต่ถ้าเราไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย ก็จะเห็นชัดว่า จิตใจนี้เบาสบาย เย็นสบายในใจ นั่นแหละทางพ้นทุกข์
  • ต้องเข้าสมาธิเป็น ทำสมาธิให้เป็น ถ้าสมาธิเป็นแล้ว มันจะสามารถพิจารณาให้เห็นชัดได้ สามารถปล่อยวางได้

บทคัดย่อ

“…จิตออกจากกายนี้แล้ว เปรียบเหมือนท่อนไม้ ท้อนฟืน ไม่มีอะไรทรงอยู่ได้เลย ย่อมแตกสลายตายไปหมด เกิดเท่าไหร่ตายเท่านั้น ไม่เกิดจึงไม่ตาย เช่น เข้าพระนิพพานจึงไม่มีการกลับมาเกิดอีก ให้พิจารณามาที่ตัวเราว่า ตัวเราที่เห็นอยู่นี้ มีรูป มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้รู้ว่ารูปคือกายนี้แตกสลายไปได้ ให้พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง กายนี้มันไม่เที่ยง มันทนอยู่ไม่ได้ มันต้องแตกสลาย วันนี้ยังไม่แตกสลาย แต่ต่อไปวันข้างหน้าโน้น สิบปียี่สิบปีข้างหน้า เราก็อยู่นโลกนี้ไม่ได้ เพราะร่างกายแตกดับไปแล้ว อาศัยไม่ได้ช่วยไม่ได้ มีแต่จิตวิญญาณที่จะต้องไปแก่ ไปเจ็บไปตายในภพภูมิต่าง ๆ เป็นเทวดา หมดบุญแล้วก็ต้องจุติมาเป็นมนุษย์ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ มันก็ต้องมีการเกิดการตายอีกหมือนกัน ที่ว่าจะไม่ตายเลย ไม่มี

จะต้องเห็นว่าตัวเราจะต้องเป็นไปตามอำนาจความดีและความชั่ว ถ้าเราทำความดีไว้มาก ตายแล้วเราไม่ได้ไปทุคติภูมิ เพราะว่าคุณธรรมที่เราปฏิบัติได้นี้ มันบ่งบอกว่า “เราไม่เที่ยง, ไม่เที่ยงเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ ให้สังเกตดูให้ดีว่าไม่เที่ยงมันเป็นอย่างไร มันไม่อยู่ในอำนาจของเราเลย”

เราปฏิบัติไม่ใช่เพื่อหาความสุขอย่างเดียว เราปฏิบัติเพื่อหนีจากกองทุกข์นี้ไปสู่พระนิพพาน พระนิพพานเท่านั้นไม่เกิด พระนิพพานเท่านั้นไม่แก่ พระนิพพานเท่านั้นไม่ตาย ถ้ายังมีเกิดมีแก่ มีเจ็บ มีตายอยู่ นั่นยังไม่ถึงพระนิพพาน พระนิพพานไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีตัวตนที่เข้าไปยึดถือเอาได้ ให้พิจารณาลงไปอย่างนี้ว่า รูปขันธ์อันนี้ต้องแตกสลาย ต้องตายไปในที่สุด ก่อนที่เราจะถึงความตายนี้ เราต้องเร่งทำความพากความเพียรปฏิบัติธรรม ให้ได้มรรคได้ผลเกิดขึ้นในใจของเรา เราก็จะเห็นชัดว่า พระนิพพานนั้น ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย พระนิพพานมันเป็นอย่างนี้ เรียกว่า “อมตะธรรม”

ธรรมที่บรรลุ เรียกว่า อมตะ ยึดถือเอามาเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ เพราะมันมีความแตกสลายอยู่แล้ว จะไปยึดเอาตรงไหน ยึดตาว่าเป็นของเรามันก็ไม่ใช่ ตาก็ไม่เที่ยง ยึดหู ยึดจมูก ยึดลิ้น ยึดกาย ยึดใจ ยึดตรงไหนก็ไม่เที่ยง ยึดตรงไหนก็ไม่เที่ยง ยึดเท่าไหนก็เป็นทุกข์ อย่างปากของเรา ยึดแล้วยึดถือแล้ว ตาของเราก็ยึดถือแล้ว แต่มันก็ไม่สิ้นสุด ต่อเมื่อใดทำกายนี้ให้เห็น ไม่มีราคะให้เห็น ไม่มีโทสะให้เห็น ไม่มีโมหะให้เห็น ไม่ยึดไม่ถืออะไรอีกแล้ว เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้เห็นชัด วิปัสสนาคือ เห็นแจ้งในอริยสัจสี่ นี่แหละ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี่แหละ

เมื่อเราภาวนาอยู่เราก็จะเห็นว่า ใจของเรานี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ดับสลายตายไปเหมือนที่ว่าหรือไม่ ก็จะเห็นชัดได้ว่า ตัวตนอันนี้ต้องแตกสลาย ตายไปในที่สุด เราจะยึดตรงไหน ยึดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เป็นเรา เป็นของเราได้มั๊ย?…ไม่ได้ ยึดไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องแตกสลายตายไป

ก่อนที่เราจะตายจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ไปเป็นเทพเทวดา ให้เราพิจารณาลงไปว่า ตอนนี้เราได้อะไรแล้ว ได้โสดาบันรึยัง ได้สกิทาคามีรึยัง ได้อนาคามีรึยัง ได้พระอรหันต์รึยัง ถ้าเราได้แล้ว ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรายังไม่ได้ เราก็ต้องเกิดอีก แก่อีก เจ็บอีกเป็นแสนกัปแสนกัลป์ เพราะว่าเราปล่อยวางไม่ได้ เรายังยึดถืออยู่ ยึดถือตา ยึดถือหู ยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ ถ้าเรายึดถืออยู่การเกิดก็ต้องมี

ถ้าเราไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย เราก็จะเห็นชัดว่า จิตใจนี้เบาสบาย ๆ เย็นในใจ ลึกซึ้งมาก เราก็จะเห็นได้ในวันนี้ เห็นความเบาสบายในใจ นั่นแหละทางพ้นทุกข์หละ การดำเนินไปเพื่อความพ้นทุกข์ คือการดำเนินไปเพื่อพระอรหันต์

เราต้องพิจารณาเข้ามาที่ตัวเรา ตัวเราเองเราเอาไปได้มั๊ย?…ไม่ได้ เอาไปไม่ได้เผาทิ้ง แต่ใจแหละไปที่ไหน?…ถ้ามีบุญกุศลมีการให้ทาน มีการรักษาศีล มีการบำเพ็ญสมาธิวิปัสสนาอยู่ ให้พิจารณาลงไปว่า ใจเราตอนนี้ มีความสงบพอเพียงไหม ถ้าพอเพียงก็ให้พิจารณา ถ้าพิจารณายังไม่ไป ยังไม่ได้ เราก็อย่าไปกังวล ให้คิดว่า ความเกิด ความแก่ความเจ็บความตายนี้ ถ้าเราเป็นพระอริยบุคคลแล้ว เราก็หนีจากมันได้ ไม่ยึดถือได้ ไม่สำคัญมั่นหมายได้ แม้เราจะมาอีกก็ไม่ตกต่ำ ใจมีมรรคมีผลมีคุณธรรมในใจแล้ว มีคุณธรรมในใจ ให้สังเกตลงไป ก็กายนี้เมื่อตายแล้วก็เน่าเหม็น ในที่สุดก็แตกสลายไปเพราะดิน เพราะลม เพราะไฟ แตกสลายไปเลย ไม่กลับมาเกิดเป็นร่างเดิมได้เลย ถ้ายังมีอาสวะที่มาเกิดก็ได้ร่างใหม่ต่อไป นี่แหละให้พิจารณาลงไป พิจารณาธาตุขันธ์อันนี้ มันไม่เที่ยงแน่นอน มีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตาย ตราบใดที่เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ การเกิดของเราก็ต้องมีอยู่ การยึดถือของเราก้ยังมีอยู่ ยังไม่ละเอียดพอ ถ้าเราได้เป็นพระอรหันต์นั่นแหละ จิตของเราถึงจะละเอียดพอ ละเอียดจนไม่มีอะไรเข้าไปยึดถือเอาได้ เป็นตัวเป็นตนได้

ตามสมมติโลกเราก็คน ก็สัตว์ แต่ตามบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นสัตว์หมดทุกคน มีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตายกันทุกคน ต้องหัดปล่อยวางว่าเป็นของไม่เที่ยง ยึดเอาตรงไหนก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น ถ้าเห็นว่ามันไม่เที่ยงนี่แหละ เห็นชัดด้วยใจของเรานะ ไม่เห็นที่ว่านึกเอา ไม่ไช่นึกเอา ต้องรู้เห็นในใจจริง ๆ ในใจของเรานี่แหละ ใจที่เรามายึดมาถืออยู่นี่แหละ มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เข้าไปยึดไปถือเอาไม่ได้ว่าเป็นตัวเราของเราไม่ได้…ให้ย้อนเข้ามาที่ตัวเรานั่นแหละ ผู้เกิด ผู้แก่ ผู้เจ็บ ผู้ตาย ย้อนเข้ามาดู ๆ ให้เห็นชัด ทำอย่างไรถึงจะดูให้เห็นชัด…ต้องเข้าสมาธิเป็น ทำสมาธิให้เป็น ถ้าสมาธิเป็นแล้ว มันก็สามารถปล่อยวางได้”

 

“…ปล่อยวางไม่ได้มันก็มีทุกข์ ปล่อยวางได้มันก็พ้นทุกข์ ถ้าพ้นทุกข์ก็ถึงความสุขอันแท้จริง ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกเลย อยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่ว จิตปล่อยวาง หมดความยึดมั่นถือมั่น ถึงสุขอันแท้จริง ขอให้ตั้งใจปฏิบัติไปตามที่อธิบายนี้ ให้เห็นว่า คนเรานี้ไม่เที่ยง สัตว์สาวาสิ่งก็เหมือนกัน ไม่เที่ยงเหมือนกัน เกิดมาก็ตายเหมือนกัน เก่งขนาดไหนก็ต้องตาย ก่อนที่จะเป็นเช่นนั้นเราต่างหัดใจของเราให้เป็ฯหนึ่ง ให้มีอารมณ์อันเดียว ให้มีเรื่องเดียวที่ต้องคิดนึก “พุทโธ พุทโธ”

 

คัดจากบางส่วนของพระธรรมเทศนา แนวทางการปฏิบัติ ลำดับที่ 19 ในธรรมเทศนาชุด ปฐมบทแห่งพุทโธ เรื่อง ความไม่เที่ยงในธาตุขันธ์ โดยพระครูสิทธิปภากร (หลวงพ่อ ดร.สะอาด ฐิโตภาโส) เจ้าอาวาสวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความไม่เที่ยงในธาตุขันธ์
Tagged on: