ฟัง “ติณกัฏฐสูตร ปฐวีสูตร อัสสุสูตร ฯลฯ”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 30/11/2560

ฟัง “เรือสำเภาข้ามห้วงโอฆะ”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 01/12/2560



HIGHLIGHTS:

  • ความแก่มีซ่อนอยู่ในความหนุ่ม ความเจ็บไข้มีซ่อนอยู่ในความไม่มีโรค ความตายมีซ่อนอยู่ในชีวิต
  • น้ำตาของเราที่ไหลออกจากตา แม้แต่น้ำนมของมารดาที่เราดื่มกิน หรือ หยดเลือดที่ไหลจากกายเรานับถอยไปในแต่ละชาติแล้วยังมีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4
  • มรรค 8 คือเรือสำเภาใหญ่ที่จะคุ้มครองและพาเราออกจากห้วงโอฆะขึ้นสู่ฝั่งอันคือ “นิพพาน” ได้
  • มรรค 8 จะเจริญได้ด้วยการฝึกฝนจิตใจตนจากผัสสะทั้งดี-ไม่ดีที่มากระทบ

บทคัดย่อ

ติณกัฏฐสูตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย … แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัดทอนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ 4 นิ้ว วางไว้ สมมติว่า นี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่า หญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้น ย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

 

ปฐวีสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษปั้นมหาปฐพีนี้ให้เป็นก้อน ก้อนละเท่าเม็ดกระเบาแล้ววางไว้ สมมติว่า นี้เป็นบิดาของเรา นี้เป็นบิดาของบิดาของเรา โดยลำดับ บิดาของบิดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนมหาปฐพีนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

 

อัสสุสูตร

ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 สิ่งไหนจะมากกว่ากัน ฯ1701a1130thภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ย่อมทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกข้าแต่พระองค์ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะการประสบสิ่งที่ไม่พอใจโดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลยเพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ฯลฯ โดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา … ของพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว … ของบุตร … ของธิดา … ความเสื่อมแห่งญาติ …ความเสื่อมแห่งโภคะ … ได้ประสบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

 

ขีรสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำนมมารดาที่พวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนานนี้ ดื่มแล้ว กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไหนจะมากกว่ากัน ฯ

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ย่อมทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว น้ำนมมารดาที่พวกข้าพระองค์ผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนาน ดื่มแล้วนั่นแหละ มากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ไม่มากกว่าเลย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว น้ำนมมารดาที่พวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนานดื่มแล้วนั่นแหละ มากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

 

สาสปสูตร

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นภิกษุนั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปหนึ่งนานเพียงไรหนอแล ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า เท่านี้ปี ฯลฯ หรือว่าเท่านี้ 100,000 ปี …ดูกรภิกษุเหมือนอย่างว่า นครที่ทำด้วยเหล็ก ยาวโยชน์ 1 กว้างโยชน์ 1 สูงโยชน์ 1 เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่งๆ ออกจากนครนั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อเมล็ดเมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้น พึงถึงความสิ้นไป หมดไป เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงความสิ้นไป หมดไป กัปนานอย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วมิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

 

คงคาสูตร

ครั้นพราหมณ์นั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ กัปที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากเท่าไรหนอแล ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ 100 กัปเท่านี้ 1,000 กัป หรือว่าเท่านี้ 100,000 กัป ฯ พราหมณ์ แม่น้ำคงคานี้ย่อมเกิดแต่ที่ใด และย่อมถึงมหาสมุทร ณ ที่ใดเม็ดทรายในระยะนี้ไม่เป็นของง่ายที่จะกำหนดได้ว่า เท่านี้เม็ด เท่านี้ 100 เม็ดเท่านี้ 1,000 เม็ด หรือว่าเท่านี้ 100,000 เม็ด ดูกรพราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากกว่าเม็ดทรายเหล่านั้น มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ 100 กัป เท่านี้ 1,000 กัป หรือว่าเท่านี้ 100,000 กัปข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นไม่ปรากฏ สัตว์เหล่านั้นได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น ดูกรพราหมณ์ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ผู้นั้นได้กราบทูลว่า แจ่มแจ้งยิ่งนัก ท่านพระโคดม แจ่มแจ้งยิ่งนัก ท่านพระโคดม ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะจนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้ ฯ

 

ติงสมตาสูตร

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้ยังมีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา ซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 สิ่งไหนจะมากกว่ากันภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระองค์ผู้ท่องเที่ยวไปมา ซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย ดังนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้ นี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลยเมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นโค ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นกระบือ ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า … เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นแกะ … เกิดเป็นแพะ … เกิดเป็นเนื้อ … เกิดเป็นสุกร … เกิดเป็นไก่ … เมื่อพวกเธอถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่า เป็นโจรฆ่าชาวบ้านตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า … ถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่าเป็นโจรคิดปล้น … ถูกจับตัดศีรษะ โดยข้อหาว่าเป็นโจรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ … พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

“…ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็นบิดา โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย สัตว์ที่ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย สัตว์ที่ไม่เคยเป็นพี่หญิงน้องหญิง โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลยสัตว์ที่ไม่เคยเป็นบุตร โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลยดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ สัตว์ที่ไม่เคยเป็นธิดาโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ภิกษุทั้งหลายพวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้”

 

มีในสมัยหนึ่งที่ท่านพระอานนท์สังเกตุเห็นพระวรกายของพระพุทธเจ้ามีความเปลี่ยนแปลงไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบพระอานนท์ว่า “ธรรมดามันเป็นเช่นนี้ ความแก่มีซ่อนอยู่ในความหนุ่ม ความเจ็บไข้มีซ่อนอยู่ในความไม่มีโรค ความตายมีซ่อนอยู่ในชีวิต” ไม่ใช่พระพุทธเจ้าของเราองค์เดียวเท่านั้นที่ปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ นี้และต่อไปในอนาคตจะต้องมีการปรินิพพาน เป็นธรรมดาในระบบของสังสารวัฏ สังสารวัฏหมายถึงการวนไป…วนไปเรื่อยๆ นับได้ยาก …ไม่สามารถกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ “…สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้น ย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น”…พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าเราเห็นใครที่ร้องไห้ระทมด้วยความทุกข์ หรือ สุขอย่างมากเหมือนพระราชา…เหล่านั้นคือสิ่งที่เราเคยเป็นมาแล้วทั้งนั้น ในกรอบความคิดเราอาจจะคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่ในกรอบขอบของความหยั่งไม่ถึงก็หยั่งไม่ถึงว่าเคยเป็นมาอย่างไร แม้แต่เหล่าพระสาวกที่ระลึกถอยหลังได้แสนกัปป์แต่มีบางกัปป์ที่ระลึกไม่ได้ที่ถอยหลังไปยังมีอีก

ความยาวนานของสังสารวัฏไม่ได้มีเพียงเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างถึงน้ำตาจากความทุกข์ในโลกนี้รวมกันนับย้อนถอยหลังไปในชาติก่อนๆ รวมๆ กันจนมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรและนับจากนี้ต่อๆ ไปจะยังมีอีกมากมายมหาศาล…พระพุทธเจ้าทรงมีญาณหยั่งรู้มาก แต่ครูบาอาจารย์บางท่านถึงแม้จะรู้หลายร้อยชาติแต่ไม่ได้ทราบรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ หากพระพุธเจ้าทรงเก็บรายละเอียดได้หมด อยากทรงทราบอันไหนก็ถอยไปถอยหลังไปเรื่อยๆ ยังมีอีกไปต่อเรื่อยๆ …คิดให้ดีว่าเราจะต้องไปทุกข์ไปเกิดแก่เจ็บตาย ต้องมีน้ำตานองหน้าเต็มยิ่งไปกว่ามหาสมุทรหนึ่งนั้น เราอยากไปเจอความทุกข์นั้นอีกหรือ…หรือน้ำนมที่ไหลจากอกมารดาที่ไหลรวมกันในแต่ละชาติรวมกันเป็นทะเลน้ำนมให้เราดื่มกินกันในแต่ละชาตินั่นคือเราต้องเกิดมาเจอทุกข์อีกจนนับไม่ถ้วน…หรือเลือดของเราที่หลั่งไหลรวมกันในแต่ละชาติรวมกันและที่จะมีต่อไปอีกนั้นยังมากกว่ามหาสมุทรทั้ง 4 …ถ้าเราเกิดมาทุกข์หลายภพหลายชาติแล้วและยังต้องพบเจอต่อไปในภายหน้าอีก เราจะยังอยากไปพบเจอทุกข์เหล่านั้นอีกหรือ??

สังสารวัฏตลอดกาลยืดยาวนานเราได้ผลัดกันเป็นพ่อ เป็นแม่เป็นลูก ผลัดเปลี่ยนความทุกข์และความสุข เดี๋ยวชายเดี๋ยวหญิงสลับดีเลวกันไป…อย่างน้อยที่เราเกิดมาควรจะมีความดีติดตัวสักหน่อยหนึ่ง มามืดให้ไปสว่าง มาสว่างก็ให้สว่างต่อไป เราอยู่ในห้วงน้ำหรือโอฆะที่มีกระแสการเบียดเบียนให้จมลง เพราะฉะนั้นเราต้องมีแพเพื่อข้ามโอฆะข้ามสังสารวััฏนั้นไป นั่นคือ มรรค 8 ศีลสมาธิปัญญา…ให้เราเกาะข้ามไปให้ถึงฝั่ง โดยจะถึงฝั่งได้ก็ต้องเห็นความไม่เที่ยงจนเกิดความหน่ายสลดสังเวชในสังขารทั้งหลาย เมื่อเราคลายกำหนัดก็จะปล่อยวางได้ โดยอาศัยมรรค 8 เป็นแพพยายามไปด้วยมือและเท้าของเราไปถึงฝั่งอันคือนิพพานนั้นให้ได้…ทำแพของเราให้เป็นเรือสำเภาใหญ่เพื่อให้ผู้อื่นพึ่งได้ อาศัยได้จะให้ผู้อื่นพึ่งได้อาศัยได้เรือหรือสำเภาของเราต้องแข็งแรง โดยทำมรรค8 ให้เจริญ มรรค 8 เจริญได้ด้วยผัสสะ แล้วผัสสะทั้งที่ดีและไม่ดีเหล่านั้นจะทำให้เรามั่นคงแข็งแรง เรือของเราจะใหญ่ขึ้นแกร่งขึ้น…เมื่อไหร่ที่เราทำตามมรรค 8 แล้วเราจะอยู่เหนือกระแสแห่งทุกข์ในโลกนี้ได้ทำความพ้นคือวิมุติ ทำความเย็นให้ถึงนิพพานได้พ้นจากภัยในวัฏฏะนี้ได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน “ติณกัฏฐสูตร” เล่มที่ 16 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 8 สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
  • อ่าน “ปฐวีสูตร” เล่มที่ 16 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 8 สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
  • อ่าน “อัสสุสูตร” เล่มที่ 16 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 8 สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
  • อ่าน “ขีรสูตร” เล่มที่ 16 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 8 สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
  • อ่าน “ติงสมัตตาสูตร” เล่มที่ 16 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 8 สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
  • อ่าน “คงคาสูตร” เล่มที่ 16 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 8 สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ติณกัฏฐสูตร ปฐวีสูตร อัสสุสูตร ฯลฯ
Tagged on:     

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *