download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 28/11/2560



HIGHLIGHTS:

  • ทำสัญญาให้เป็นการปฏิบัติ โดยการตั้งสติเอาไว้ในอนุสติสิบ
  • เมื่อมีความสงบแล้ว ต้องไม่คิดว่าความสงบนั้นเป็นเรา จะวางความสงบได้ โดยการมีสติเป็นอธิบดี เพิ่มสัมมาทิฏฐิและปัญญาลงไปไม่ต้องลดความสงบลง
  • สัมมาสติเป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ ทำแบบเดิม แต่ละเอียดลง “ภาวิตา พหุลีกตา”

บทคัดย่อ

“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา”

นวาตสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิ

..ความสงบเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราเห็นความสงบนั้นมีในเรา สมาธินี้เกิดขึ้นแล้วในเรา นั่นแหละมันยังวางไม่ได้ สงบแล้วแต่เราไม่ได้เอาความสงบ เราจะเอาความปล่อยวาง… จะวางความสงบนี้ได้ต้องเพิ่มส่วนประกอบของสัมมาทิฏฐิและปัญญา..โดยมีสติเป็นใหญ่เป็นอธิบดี…


 

ทำสัญญาให้เป็นสติ

การปฏิบัติไม่ใช่แค่ว่าเราจำธรรมะได้ การที่เราจำได้แล้วเอามานึกถึง ยังไม่เรียกว่าการปฏิบัติธรรมะ จำได้ ระลึกถึง สิ่งที่คุณไประลึกถึงได้นั้น นั่นก็เป็นสัญญาเราจะเชื่อมโยงสัญญาให้เป็นการปฏิบัติได้อย่างไร

หนึ่งในขั้นแรกของการปฏิบัติคือให้เราระลึกถึง ระลึกถึงธรรมะอันใดอันหนึ่งที่เราจำได้ เพราะการระลึกถึงได้นึกได้นั่นคือ “สติ” อันใดอันหนึ่งก็ได้ในอนุสติทั้งสิบ พอเราระลึกถึงธรรมะได้แล้ว อย่าเผลอไปตามผัสสะหรือเวทนาที่เข้ามามีมาจากใน 6 ช่องทางนั้นดังเช่นที่พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนสัตว์ทั้ง6ชนิด เพราะจะทำให้เราลืมธรรมะ สติเราจะเคลื่อนไป มันจะค่อยๆเผลอไปค่อยเคลื่อนๆป พอสติเราเคลื่อนไป สิ่งที่เข้ามาใหม่มันอาจจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทำให้มิจฉาทิฏฐินี้มันเจริญเติบโตขึ้นมา

แต่ถ้าเราตั้งสติไว้อยู่อย่างถูกต้อง คำว่าถูกต้องก็คือสัมมานั่นเอง ให้มีสัมมาสติในการที่จะระลึกถึงอย่างใดอย่างหนึ่งในอนุสติ10อย่างนี้ เอามาสักอย่างหนึ่ง พอเราตั้งสติเอาไว้ต่อสิ่งเหล่านี้ เป็นสัมมาสติ สิ่งที่เป็นทางกามมันก็จะค่อยเบาบางลง

ในลักษณะที่เราตั้งสติเป็นสัมมาสติเกิดขึ้นแล้ว มีความระงับลงของเจ้าสิ่งที่ไม่ดี เป็นความคิดทั้งหลาย ความระงับลงของผัสสะต่างๆในช่องทางคือใจนี้ ทำให้เราเห็นเวทนาแล้ว เห็นเวทนาคือความรู้สึกที่ระงับลงๆ ความรู้สึกที่เป็นสุขเป็นทุกข์ ความรู้สึกที่เป็นทางตาทางหู อันนี้จะระงับลงไป และแน่นอนพอมีผัสสะระงับลง ความรู้สึกระงับลง วิญญาณการรับรู้นั้นก็จะระงับลงด้วย พอมีการระงับลงในช่องทางคือใจ แน่นอนว่าว่าบางทีก็จะมีผลไปในทางกายด้วย ช่องทางการปรุงแต่งทางกายก็จะมีความระงับลงด้วย นั่นคือลักษณะของจิตที่มีกำลังมากขึ้น

…พอมีการระงับลงของอะไรสักอย่างใดอย่างหนึีง มันต้องมีอะไรมาแทน มันต้องมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าการปรุงแต่งระงับลง ที่มาแทนนั้นจะเป็นอะไร มันก็คือความสงบ มันก็คือความว่างๆนั่นแหล่ะ ความฟุ้งซ่านหายไป ความว่างก็เข้ามาแทน เหมือนความมืดพอเปิดไฟความสว่างก็เข้ามาแทน จุดที่มีเงา ฉายแสงลงไป เงาก็หายไป แสงเข้ามาแทนที่ ความคิดนึกวุ่นวายหายไป ความว่างๆก็เข้ามาแทน ความสบนี้พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ความสงบระงับบ้าง ปัสสันธิบ้าง สมาธิโโยใช้คำว่าอุเบกขาบ้าง และนี่จะบ่งบอกถึงระดับความสงบระงับความที่จิตเป็นสมาธิในนัยยะที่แตกต่างกัน แต่ว่าเป็นความหมายที่มาในทางเดียวกัน…


 

สงบแล้วทำไมไม่เอาความสงบนั้น

สติขอเรามีกำลังมากขึ้น ทำให้เกิดความสงบขึ้น อันนี้เป็นส่วนผสมเป็นส่วนประกอบที่ดีแล้ว ที่จะทำให้ช่องทางคือใจของเรามันเข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิตที่อยู่ในช่องทางนี้ ไปลงตรงไหน มันก็เลื่อนไหลไปหมด มันsmoothไปหมด นุ่มนวลนิ่มนวลไปหมด ดีแล้ว

แต่การปฏิบัติสมาธินั้น เราไม่ได้เอาแค่ความสงบ แต่เราเอาตรงจุดที่จะปล่อยวาง สงบแล้วว่างๆ บางทีมันยังไม่วางนะ บางทีว่างแต่ยังไม่วาง

ถ้าเรา”ข้อง”อยู่ในความสงบ หมายความว่า เราเห็นว่าไอ้เจ้าความสงบที่เกิดขึ้น เห็นว่ามันเกิดขึ้นในฉัน ฉันมีในสิ่งนี้ สิ่งนี้มีในฉัน ฉันได้สิ่งนี้มาแล้ว ฉันได้สมาธิแล้ว ถ้าเราเอาตรงความสงบนี้ คือเรา”ข้อง”อยู่ตรงนี้แล้ว เราติดอยู่ตรงนี้แล้ว….

ความสงบเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราเห็นความสงบนั้นว่ามีในเรา เรามีความสงบนี้ เรามีสมาธินี้ สมาธินี้มีในเรา สมาธินี้เกิดขึ้นแล้วในเรา นั่นแหละมันจะวางไม่ได้สงบแล้วแต่เราไม่ได้เอาความสงบ เราจะเอาความปล่อยวาง ไอ้ที่ว่างๆนี่ล่ะ บางทีมันยังไม่วาง ทำไมยังไม่วาง เพราะยังไม่เห็น ยังหลงอยู่ ไม่เห็นอะไร ไม่เห็นที่ถูกไง แล้วควรทำอย่างไงจะไม่หลงติดอยู่ตรงนั้น

 

เทคนิคเดียวต่างที่ความละเอียด

ใช้เทคนิคเดียวกันตั้งแต่ต้น ว่าเราหลุดมาได้อย่างไงใช้เทคนิคเดียวกัน ไม่ต่างกันเลยมันจะละเอียดหยาบต่างกันเท่านั้นเอง เราได้ความสงบแล้ว อย่าเอาจิตของเราข้องอยู่ตรงนั้น สิ่งที่เราทำมาตั้งแต่ต้นคือมีสัมมาสติ

พอสิ่งใหม่เกิดขึ้น อย่าปล่อยสติ ถ้าเราปล่อยสติ เราก็จะ โอว นี่ความสงบของฉัน เกาะไว้ มันก็จะข้องอยู่ตรงนั้นล่ะมันก็คือไปตามทางอยู่แล้ว ออกนอกทางมาเกาะตรงสงบ ไม่ใช่ ความสงบที่เกิดขึ้น เราก็เอาสตินี้ไว้เหมือนเดิม

ความสงบที่มันมากขึ้น เราไม่ได้ปรับลดลง แต่เราต้องเพิ่มสิ่งอื่นขึ้นมาเสมอๆกัน สิ่งที่ควรเพิ่มในที่นี้คือ จะวางความสงบลได้ คุณต้องเพิ่มส่วนประกอบของสัมมาทิฏฐิและปัญญา ให้ในช่องทางคือใจของเรามันยิ่งดีไปกว่านี้อีก มีความสงบอย่างเดียว มันดีอยู่แล้วนะ แต่ให้ดีขึ้นไปอีกใส่สิ่งที่เป็นปัญญาเข้าไปด้วย ให้ดีขึ้นไปอีกใส่ความเห็นที่ถูกต้องลงไปด้วยว่า “แม้แต่ในสมาธิที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา”

พระพุทธเจ้าถามว่า

“ควรแล้วหรือหนอที่เราจะเห็ฯสิ่งนั้นน่ะว่าเป็นตัวเรา ควรแล้วหรือหนอที่จะเห็นสิ่งที่มีความไม่เที่ยงมีความแปรปรวนเป็นธรรมดาว่าเป็นของเรา..”

…ควรแล้วหรือหนอที่เราจะเห็นความสงบที่เกิดขึ้นที่อาศัยเหตุปัจจัย มีความไม่เที่ยงนั้นน่ะว่ามีอยู่ในเรา ควรแล้วหรือ ควรแล้วหรือ …

การที่เราระลึกถึงบทแห่งธรรมนี้ได้ นั่นคือ “สติ” บทแห่งธรรมนี้คือเรื่องของปัญญา สติเกิดขึ้นอยู่แล้วตลอดเวลา จะทำให้เราเห็นตรงนี้ได้ เห็นว่า มันไม่เที่ยง “สติ” พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเป็นอธิบดี เป็นใหญ่มาตลอด เป็นตามสายงานมาในทุกสายเป็นทาง ไม่ว่าจะมาจากอนุสติแบบไหน

ความสงบที่เกิดขึ้น ว่างๆ บางทีมันยังไม่วาง เราจะวางได้ เราต้องอย่าหลงไปในมัน เราจะไม่หลงไปในมันได้ เราต้องอย่าเห็นว่า สิ่งนี้มีในเรา เรามีในสิ่งนี้ สิ่งนี้เกิดในเรา เราจะไม่เห็นอย่างนั้นได้ เราตั้ง”สติ”เอาไว้ อย่าเผลอเพลินไปในสมาธินั้น แต่ให้เห้นสมาธินั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นอนัตตา เห็นอยู่แค่นี้ มันจะทำให้เกิดการวางได้ พอวางแล้ว มันก้จะว่างลงไปอีก

ไอ้ว่างใหม่ที่เกิดขึ้นอีก มันอาจจะเป็นสมาธิที่ลึกลง หรือจะเป็นความหลุดพ้น ก็อยู่ที่ว่าจะมีองค์ประกอบของความหลุดพ้นมันอยู่ครบบริสุทธิ์หรือไม่ เราทำไปอย่างนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ทำซ้ำขั้นตอนเดิม แต่มีความละเอียดลงเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “ภาวิตา พหุลีกตา”

…เอาสติเป็นอธิบดี สติละเอียดลงไปตามความละเอียดลงที่เกิดขึ้นในช่องทางคือใจ กิเลสมันก็จะละเอียดตามไปด้วย การทำบ่อยๆ การทำให้เจริญ ทำให้เกิดความก้าวหน้าในทางปฏิบัติได้….

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สงบแต่ยังไม่วาง
Tagged on: