download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 19/11/2560



HIGHLIGHTS:

  • คุณสมบัติที่สำคัญของจิต
  • ทำอย่างไรให้ “จิตดับหรือจิตหลุดพ้น

บทคัดย่อ

หากมองกลับมาที่ตัวเราซึ่งมีช่องทางคือ มโน จะรับรู้ทางอายตนะภายนอกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตสามารถไปยึดถือในความเป็นตัวตนได้ โดยที่เป็นเรื่องของนามธรรมและไม่สามารถชี้ได้ว่าเกิดขึ้นที่ร่างกายส่วนใดๆ การรับรู้เกิดขึ้นที่อินทรีย์ทางกาย แต่จะไหลรวมกันมาทั้งหมดที่ช่องทางทางใจ มีลักษณะและการทำงานที่แตกต่างกัน

จิตไปยึดถือวิญญาณด้วยความเป็นตัวตน จิตไปยึดถือรูปด้วยความเป็นตัวตน จิตไปยึดถือความคิดนึก การปรุงแต่ง สัญญา สังขารด้วยความเป็นตัวตน ลักษณะที่เรามีวิญญาณ การรับรู้ในสิ่งต่างๆ แต่ไม่มีจิตยึดถือว่าเป็นตัวตนของเราหรือก้าวลงไปในสิ่งที่รับรู้นั้น เพราะจิตไม่ได้ตั้งอยู่ตรงเหตุการณ์นั้นๆ จึงไม่อาจทำให้เกิดทุกขเวทนาหรือสุขเวทนากับเราได้ เช่น การที่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือบุคคลอันเป็นที่รักของเราเสียชีวิตไป เราจะกระเทือนใจมาก แต่เมื่อผู้อื่นรับรู้เค้าอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ เป็นต้น

จิตไม่ได้ยึดถือนั่นเป็นเพราะ จิตไม่มีความกำหนัด ยินดี พอใจ ไม่มีความเพลิน ไม่มีนันทิ ไม่มีราคะในสิ่งนั้นๆ ทั้งนี้สามารถระบุถึงคุณสมบัติของจิตที่สำคัญ 2 ประการคือ

  1. มีความเป็นประภัสสร สามารถคืบคลานไปได้หมด ยึดถือได้ทั้งสิ่งที่หยาบเหมือนกับรูป เวทนาหรือละเอียดเหมือนวิญญาณ ก้าวลงไปได้หมด จึงเศร้าหมองได้เพราะผัสสะต่างๆ หรือพ้นความเศร้าหมองได้จนบริสุทธิ์เพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
  2. มีความสั่งสม คือ การทับถมพอกพูนของบุญหรือบาปที่ได้กระทำไป ตามอำนาจของจิตที่ก้าวลงในสิ่งต่างๆที่รับรู้ไปแล้วนั้น และปรุงแต่งต่อทำให้เกิดเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม โดยที่จะทำให้เกิดการสั่งสมเป็นบุญหรือบาปในจิตนั่นเอง ซึ่งการสั่งสมนี้มีลักษณะต่อเนื่องเป็นกระแสกันมา จึงทำให้บุญหรือบาปที่เราได้ทำขึ้นไม่ว่าจะเป็นเมื่อวานนี้หรือชาติที่แล้ว ก็จะทำให้เราได้รับผลของบุญหรือบาปนั้นได้เช่นกัน และทิ้งคราบเป็นอาสวะ ซึ่งอาสวะจะทำให้เกิดเป็นอวิชชา และอวิชชาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการก้าวลงยึดถือในขันธ์ห้า

 

“เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน (ความยึดถือ) และความยึดถือจะเกิดขึ้นในขันธ์ห้าเท่านั้น (โดยเฉพาะวิญญาณ)”

 

สิ่งที่ดีที่สุดคือ การดับจิตโดยการทำจิตให้หลุดพ้นจากการยึดถือความเป็นตัวตน กล่าวคือจัดการดับตัณหา เพื่อไม่ให้เกิดความยึดถือ เมื่อจิตยึดถือไม่ได้ นั่นคือ จิตดับหรือจิตหลุดพ้น นั่นเอง ทำให้จิตดำรงอยู่ตามสภาวะของมัน มีความยินดีร่าเริง ไม่ก้าวลง ไม่สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสุขหรือทุกข์ในขันธ์ห้านั้นๆ

การดับหรือละตัณหา สามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามหรือใส่อริยมรรคมีองค์แปดที่จิตของเราโดยตรงเลย ซึ่งจะทำให้ตัณหา ความทะยานอยากค่อยๆลดลง เมื่อตัณหาลดลงก็จะทำให้อุปาทานค่อยๆลดลง เมื่ออุปาทานค่อยๆ ลดลงก็จะทำให้ความยึดถือ ความเป็นตัวเราของเราในสิ่งนั้นๆ ค่อยๆจางคลายไป ความทุกข์ก็จะค่อยเบาไป ดับไปจากจิตทุกขั้นตอน

 

คำถาม : จิตใต้สำนึกคืออะไร มีกลไกการทำงานอย่างไร จิตใต้สำนึกแบบใดที่ควรมีและแบบใดที่ไม่ควรมี

คำตอบ : จิตใต้สำนึก (Unconscious Mind) เป็นศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นมาในทางการแพทยปัจจุบันโดยเกี่ยวข้องในเชิงของจิตวิทยาและชีววิทยา หากกล่าวในเชิงพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงหมายถึง จิตที่มีการมีความสั่งสม (อาสวะ) มีความเป็นประภัสสร มีเรื่องของมโนวิญญาณ และเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นเรื่องของนามธรรมทั้งสิ้น ทั้งนี้สามารถอนุโลมเป็นเรื่องของอาสวะได้ ซึ่งการที่ท่านทรงแจกแจงแบบนี้ก็เพื่อให้เกิดความพ้นทุกข์ได้

ดังนั้นเราจึงไม่ควรจะยึดจิตในความเป็นตัวตน เพราะจิตหลอกลวงเราอยู่ เราต้องดับจิตให้ได้ เพื่อความที่จิตจะหลุดพ้นจากความยึดถือ โดยการดับที่ตัณหา ความยึดถือจะดับตามไปด้วยและทำให้จิตก้าวลงไม่ได้ จิตจะไม่คืบคลานไปในสิ่งต่างๆ ไม่สั่งสมไปในสิ่งนั้น ทำให้จิตสิ้นอาสวะและหลุดพ้นเข้าสู่นิพพานในที่สุด

 

“ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”

 

การดำเนินชีวิตประจำวันเราควรที่จะสร้างอาสวะที่ดี กล่าวคือ การสร้างส่วนแห่งบุญโดยการทำบุญในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดในเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งทำให้มีการสั่งสมที่ดี สามารถลอกตัณหา ค่อยๆลดความยึดถือทั้งในส่วนที่ดีและไม่ดี ทำให้ความทุกข์ค่อยๆลดลงในทุกขั้นตอน หลุดพ้นและเข้าสู่นิพพานได้โดยอัตโนมัติไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม

 

ตอบคำถาม : คุณรากฝอย

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความเข้าใจเรื่องจิต (ตอนที่ 2) : ยึดถือจิตประภัสสรเป็นตัวตน
Tagged on: