download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 16/11/2560



HIGHLIGHTS:

  • เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถูกกามราคะเบียดเบียน เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบตามที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบายได้ทรงสั่งสอนแนะนำ แล้วถอนจิตที่จมลงในภพขึ้นได้

บทคัดย่อ


พระศาสดาเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์

ความพิสดารว่า พระศาสดาทรงมีพระธรรมจักรบวรให้เป็นไปแล้ว เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน บรรดาทูต 10 คน มีบริวารคนละพัน อันพระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงส่งไปด้วยรับสั่งว่า “ท่านทั้งหลายจงนำบุตรมาแสดงแก่เราเถิด” พระกาฬุทายีเถระไปทีหลังกว่าทูตทั้งหมด บรรลุพระอรหัตแล้ว ทราบกาลเป็นที่เสด็จมาแล้ว พรรณนาหนทางด้วยคาถาประมาณ 60 คาถา นำเสด็จพระศาสดาผู้มีพระขีณาสพสองหมื่นแวดล้อมแล้ว ไปสู่กบิลพัสดุ์บุรี ทรงทำฝนโบกขรพรรษให้เป็นเหตุเกิดแห่งเรื่องแล้วตรัสมหาเวสสันดรชาดกในสมาคมพระญาติ วันรุ่งขึ้น เสด็จเข้าไปบิณฑบาต โปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยพระคาถาว่า “ อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺย ” เป็นต้น โปรดพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล และโปรดพระราชา (พระบิดา) ให้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ด้วยพระคาถาว่า “ ธมฺมญฺจเร สุจริต ” เป็นต้น ก็ในกาลเสร็จภัตกิจ ทรงอาศัยการพรรณนาพระคุณของราหุลมารดา ตรัสจันทกินนรีชาดก ในวันที่ 3 แต่วันนั้น ครั้นเมื่อวิวาหมงคลเป็นที่เชิญเสด็จเข้าเรือนเพื่ออภิเษกของนันทกุมาร…เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ประทานบาตรในหัตถ์ของนันทกุมาร ตรัสมงคล (อวยพร) เสด็จลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป หาได้ทรงรับบาตรจากนันทกุมารไม่

นันทะพุทธอนุชาออกบวช

ฝ่ายนันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระตถาคตจึงมิอาจทูลว่า “ขอพระองค์รับบาตรไปเถิด พระเจ้าข้า” แต่คิดอย่างนี้ว่า “พระศาสดาคงจักทรงรับบาตรที่หัวบันได” แม้ในที่นั้นพระศาสดาก็มิได้ทรงรับ นันทกุมารนอกนี้ก็คิดว่า “คงจักทรงรับที่ริมเชิงบันได” แม้ในที่นั้น พระศาสดาก็ไม่ทรงรับ นันทกุมารก็คิดว่า “จักทรงรับที่พระลานหลวง” แม้ในที่นั้น พระศาสดาก็ไม่ทรงรับ พระกุมารปรารถนาจะเสด็จกลับ แต่จำเสด็จไปด้วยความไม่เต็มพระทัย ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงไม่สามารถทูลว่า “ขอพระองค์ทรงรับบาตรเถิด” ทรงเดินนึกไปว่า “พระองค์จักทรงรับในที่นี้ พระองค์จักทรงรับในที่นี้”

ในขณะนั้น หญิงพวกอื่นเห็นอาการนั้นแล้ว จึงบอกแก่นางชนบทกัลยาณีว่า “พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพานันทกุมารเสด็จไปแล้ว, คงจักพรากนันทกุมารจากพระแม่เจ้า”

ฝ่ายนางชนบทกัลยาณีนั้นได้ยินคำนั้นแล้ว มีหยาดน้ำยังไหลอยู่เทียว มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง รีบไปทูลว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์พึงด่วนเสด็จกลับ” คำของนางนั้น ประหนึ่งตกไปขวางตั้งอยู่ในหทัยของนันทกุมารแม้พระศาสดาก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมาร ทรงนำนันทกุมารนั้นไปสู่วิหารแล้วตรัสว่า “นันทะ เธออยากบวชไหม?” นันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงไม่ทูลว่า “จักไม่บวช” ทูลรับว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวชพระเจ้าข้า” พระศาสดารับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงให้นันทะบวชเถิด”

ราหุลกุมารทูลขอสมบัติกับพระศาสดา

พระศาสดาเสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์บุรี ในวันที่ 3 ทรงยังนันทกุมารให้บวชแล้ว ในวันที่ 7 พระมารดาของพระราหุลทรงตกแต่งพระกุมารแล้ว ทรงส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระดำรัสว่า “พ่อ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งมีพระสมณะสองหมื่นแวดล้อมทรงมีวรรณะประดุจสีทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหมนั่น, พระสมณะนี้เป็นพระบิดาของพ่อ, หม้อทรัพย์ใหญ่ได้มีแล้วในเวลาที่พระบิดาของพ่อนั่นประสูติ, ตั้งแต่เวลาพระองค์ออกบวช แม่ไม่พบเลย” พ่อจงไปทูลขอมรดกกะพระองค์ท่านว่า “ ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์เป็นกุมารถึงอภิเษกแล้ว จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ข้าพระองค์ต้องการด้วยทรัพย์ ขอเสด็จพ่อได้ประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์ เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของสมบัติของพระบิดา”

พระกุมารเสด็จไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว หวนได้ความสิเนหาในพระบิดา สำเริงยินดีแล้วทูลว่า “ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของเสด็จพ่อสบาย” ได้ยืนทูลคำแม้อื่นเป็นอันมากที่สมควรแก่ตน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตกิจแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป แม้พระกุมาร ก็ทูลขอว่า “ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด” ดังนี้แล้ว เสด็จติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ให้พระกุมารกลับ…พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึงพระอารามทีเดียว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า “กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ; ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ 7 ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิแก่เธอ, จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ”

ราหุลกุมารบรรพชา

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้หาท่านพระสารีบุตรมา แล้วตรัสว่า “สารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบวชเถิด” พระเถระยังพระกุมารนั้นให้ผนวชแล้ว ก็เมื่อพระกุมารผนวชแล้วทุกข์มีประมาณยิ่งได้เกิดขึ้นแก่พระราชาเพราะได้ทรงสดับข่าวนั้น

พระราชาไม่ทรงสามารถเพื่อจะกลั้นความทุกข์ไว้ได้ เสด็จไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลชี้แจงแล้วขอประทานพรว่า “พระเจ้าข้า หม่อมฉันขอประทานพระวโรกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่พึงยังบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาตให้บวช”

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานพรนั้นแด่ท้าวเธอแล้ว รุ่งขึ้น วันหนึ่งเสวยพระกระยาหารเช้าในพระราชนิเวศน์แล้ว เมื่อพระราชาประทับอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลเล่าว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาองค์หนึ่งเข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า พระโอรสของพระองค์ทิวงคตแล้ว” หม่อมฉันไม่เชื่อถ้อยคำของเทวดานั้น จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า ‘บุตรของข้าพเจ้ายังไม่บรรลุโพธิญาณ ย่อมไม่ทำกาละ” ดังนี้แล้ว, ตรัสว่า “มหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จักเชื่อได้อย่างไร? แม้ในกาลก่อน เมื่อเขาแสดงร่างกระดูกแก่พระองค์ ทูลว่า ‘บุตรของพระองค์ทิวงคตแล้ว’ พระองค์ยังไม่ทรงเชื่อ” ได้ตรัสมหาธรรมปาลชาดกเพราะอุบัติเหตุแห่งเรื่องนี้. ในกาลจบกถา พระราชาดำรงอยู่ในอนาคามิผล

พระนันทะอยากสึก

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันอย่างนี้นั่นแล, ท่านพระนันทะกระสันขึ้นแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ไม่สามารถที่จะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว รับสั่งให้หาท่านพระนันทะมาเฝ้าแล้ว ตรัสคำนี้ว่า “จริงหรือนันทะ? ได้ยินว่า เธอบอกกล่าวแก่ภิกษุหลายรูปอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้, ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึก’ หรือ?”

“จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า”

“นันทะ ก็เธอไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์สืบต่อไปได้ จะกล่าวคืนสิกขาสึกไปเพื่อเหตุอะไร”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นางชนบทกัลยาณีผู้ศากิยะมีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง ได้ร้องสั่งคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระลูกเจ้าพึงด่วนเสด็จมา…’ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแล หวนระลึกถึงคำนั้นอยู่ จึง…ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้จักคืนสิกขาสึกไป”

พระศาสดาทรงทรมานพระนันทะ

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจับท่านพระนันทะที่พระพาหาแล้ว นำไปสู่ดาวดึงสเทวโลกด้วยกำลังพระฤทธิ์ ในระหว่างทางทรงแสดงนางลิงลุ่นตัวหนึ่ง ซึ่งมีหูจมูกและหางขาด นั่งเจ่าอยู่บนปลายตอไม้ที่ไฟไหม้ ในนาที่ไฟไหม้แห่งหนึ่งแล้ว ทรงแสดงนางอัปสร 500 ซึ่งมีเท้าดังเท้านกพิราบผู้มาสู่ที่บำรุงของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์ ก็แลครั้นทรงแสดงแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า

“ นันทะ เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ฝ่ายไหนหนอแล? มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า…นางชนบทกัลยาณี…หรือนางอัปสร 500 ซึ่งมีเท้าเช่นกับเท้านกพิราบนี้”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงลุ่นมีหูจมูกและหางขาดนั้น แม้ฉันใด…นางชนบทกัลยาณีก็เหมือนกันฉันนั้น เพราะการเปรียบเทียบกัน นางไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งแห่งนางอัปสร 500 นี้ ที่งามกว่า น่าดูกว่า…”

“นันทะ เธอจงยินดี นันทะ เธอจงยินดี เราจะเป็นผู้ประกันของเธอ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร 500 ซึ่งมีเท้าดุจเท้านกพิราบ”

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประกันของข้าพระองค์ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร 500 …ข้าพระองค์จักยินดีในพรหมจรรย์”

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาท่านนันทะหายวับไปในที่นั้น ได้ปรากฏในพระเชตวันดังเดิม

พระนันทะสำเร็จอรหัตผล

ครั้งนั้นแล พวกภิกษุผู้สหายของท่านพระนันทะ เรียกท่านพระนันทะด้วยวาทะว่า คนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่า คนอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่ไว้บ้าง…พระนันทะประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสร 500 … ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะขวยเขิน ละอาย รังเกียจด้วยวาทะว่าคนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่าคนที่พระศาสดาทรงไถ่ไว้บ้าง…พึงหลีกออกไปแล้วไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ต่อกาลไม่นานเลย ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย(ออก) จากเรือนบวชไม่มีเรือน ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรมรู้ชัดว่า “ ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจจำต้องทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี” เป็นอันว่า ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พระนันทะเถระ
Tagged on: